บทความวันจันทร์ : โควิดรุกไล่ ตั้งรับด้วยกำลังใจและสติ
โดย วรา วราภรณ์

(ขอบคุณภาพประกอบจาก pixabay.com)
ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับประเทศรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ติดเชื้อในหมู่บ้านของผู้เขียนก็เพิ่มขึ้นแบบคู่ขนานกันไปทีละน้อยแบบหลักหน่วย ตอนนี้เท่าที่ทราบมี 3 ราย ในจำนวนนั้นเป็นคนรู้จัก 1 ราย นี่คือปรากฏการณ์แรกในชุมชนของเรา หลังจากที่มีข่าวว่าพบผู้ป่วยในตำบลอื่นที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราออกไปยี่สิบกว่ากิโลเมตร
ผู้ป่วยรายล่าสุดในหมู่บ้านของผู้เขียนเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มที่เดินทางไปทำงานรับเหมาก่อสร้างข้ามจังหวัดและเพิ่งกลับมา แต่ถูกตรวจคัดกรองเสียก่อนจึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแทน น่าเห็นใจสมาชิกในบ้านที่เสียกำลังใจและวิตกกังวลกันไปต่าง ๆ นานา
ยามนี้ แต่ละวันผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเหมือนตนเองคือ ได้รับข่าวสาร คำเตือน และความห่วงใยจากเพื่อน ๆ ในเครือข่ายโซเชียลมีเดียมากมายหลายเรื่อง เพียงแต่จะเลือกเปิดอ่าน เปิดดูหรือไม่เท่านั้น สำหรับตนเองคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดอ่านทุกรายการก็ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์คนป่วยและคนเสียชีวิต เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและทำให้เสียกำลังใจแน่ ๆ ผู้เขียนใช้วิธีแผ่ความระลึกถึง ความเมตตา และปรารถนาดีแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นทุกคนแทนการรับรู้เรื่องราวของพวกเขาโดยตรง
ผู้เขียนเชื่อมั่นและหวังว่าในสถานการณ์ “ไม่ปกติ” แบบนี้ สิ่งที่เราต้องมีก็คือ “สติ” สติที่จะช่วยให้เรามีความมั่นคงทางใจ ไม่หวั่นไหว กลัว กังวล หรือวิตกไปก่อน ทั้งที่โอกาสเสี่ยงต่อโรคที่แท้จริงของเรายังน้อยกว่าอีกหลายต่อหลายคน นอกจากนั้นที่ผู้เขียนตั้งใจและพยายามทำก็คือ แบ่งปันความรู้สึกมั่นคงทางใจนี้ไปให้คนที่เราติดต่อสื่อสารด้วยเสมอ
เพื่อนคนหนึ่งระบายความในใจทางโซเชียลมีเดียว่า เธอเสียใจที่รัฐบาลกับฝ่ายค้านมัวแต่ถกเถียงกันด้วยวาจาหยาบคายแทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น ผู้เขียนปลอบเธอไปว่า พยายามปล่อยวางความคาดหวังนั้น และทำสิ่งที่เป็นไปได้คือการเริ่มต้นที่ตัวเรา ทำจิตใจให้สงบ เพื่อแผ่ความเมตตาไปให้ผู้คนที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของโทสะ โมหะ เหล่านั้น
เพื่อนอีกคนหนึ่งอยู่ในที่พักกลางใจกรุงเทพฯ รู้สึกเครียดเอามาก ๆ ถึงขนาดมีอาการปรากฏทางกายคือเลือดกำเดาไหลโดยไม่มีสาเหตุ เพราะเธอรู้สึกกดดัน และอึfอัด ทั้งที่อยู่ในวัยเกษียณและไม่มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ จากที่เคยอยู่บ้านเพียงคนเดียวพร้อมพื้นที่ส่วนตัวในโลกศิลปะที่เธอรัก กลับต้องย้ายมาอยู่รวมกับญาติพี่น้องอย่างไม่มีกำหนด เธอจึงห่อเหี่ยวใจมาก ผู้เขียนได้พูดคุยให้กำลังใจเธอทางโทรศัพท์ และส่งเรื่องเบาสมองไปให้เธออ่านฆ่าเวลา
ปัญหาของเพื่อนต่างจังหวัดคนหนึ่งคือ รู้สึกเสียดายโอกาสที่จะได้เดินทางกลับเข้าไปที่คอนโดชานกรุงที่ปิดทิ้งไว้ เพราะนั่นคืออิสรภาพของเธออย่างแท้จริง เนื่องจากการใช้ชีวิตลำพังจะทำให้เธอสามารถทำสิ่งใด ๆ ตามใจตนเองได้โดยไม่ต้องดูแลคนข้างเคียงในบางเรื่องที่ไม่อยากทำ เช่น อาหารเช้า ผู้เขียนจึงปลอบใจเธอไปว่า ในเมื่อยังเป็นไปไม่ได้ ก็ขอให้มองเห็นคุณค่าของเวลาที่มีอยู่เพื่อใช้มันให้เป็นประโยชน์ที่สุดต่อคนที่เรารักดีกว่า
ส่วนเพื่อนสนิทของผู้เขียนคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ ก็มักส่งข่าวบอกเล่ามาพร้อมกับแสดงความห่วงใย ไม่ให้ประมาท เธอบอกว่ารอบบ้านตอนนี้มีเสียงรถพยาบาลแล่นเข้าออกทุกวัน ทำให้จิตตกมาก ผู้เขียนตอบไปว่าทางบ้านนอกก็มีคนป่วยมากขึ้นทีละคนสองคนเหมือนกัน และถ้าเรายังไม่ทำตัวเสี่ยง เราก็ยังปลอดภัย อย่างที่ชอบบอกทุกคนเสมอ
ถึงวันนี้ ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณวิชาการเจริญสติที่ได้รับจากกิจกรรมการอบรมหลักสูตร พัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข ของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย โดย อาจารย์นิศารัตน์ ลาวัณยากุล ในรอบสี่ปีที่ผ่านมา การระลึกรู้ลมหายใจและปัจจุบันขณะทำให้เราไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้หรืออนาคตที่ไกลออกไปมากกว่านั้น เพียงแต่ทำขณะนี้ให้ดีที่สุด กำลังใจก็ไม่พร่องหายไป
ขอแนะนำเพื่อน ๆ นักอ่านให้สร้างกำลังใจได้ง่าย ๆ จากการมีสติ หรือบางท่านอาจทำสมาธิจากการภาวนาก็ยิ่งดี เพื่อเผชิญสภาวะที่ยากลำบากในช่วงเวลานี้และก้าวผ่านไปได้ด้วยกันนะคะ
.......................................................
(ขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้นักอ่านทุกท่านค่ะ)
บทความวันจันทร์ (19 ก.ค. 64) : โควิดรุกไล่ ตั้งรับด้วยกำลังใจและสติ
โดย วรา วราภรณ์
(ขอบคุณภาพประกอบจาก pixabay.com)
ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับประเทศรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ติดเชื้อในหมู่บ้านของผู้เขียนก็เพิ่มขึ้นแบบคู่ขนานกันไปทีละน้อยแบบหลักหน่วย ตอนนี้เท่าที่ทราบมี 3 ราย ในจำนวนนั้นเป็นคนรู้จัก 1 ราย นี่คือปรากฏการณ์แรกในชุมชนของเรา หลังจากที่มีข่าวว่าพบผู้ป่วยในตำบลอื่นที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราออกไปยี่สิบกว่ากิโลเมตร
ผู้ป่วยรายล่าสุดในหมู่บ้านของผู้เขียนเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มที่เดินทางไปทำงานรับเหมาก่อสร้างข้ามจังหวัดและเพิ่งกลับมา แต่ถูกตรวจคัดกรองเสียก่อนจึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแทน น่าเห็นใจสมาชิกในบ้านที่เสียกำลังใจและวิตกกังวลกันไปต่าง ๆ นานา
ยามนี้ แต่ละวันผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเหมือนตนเองคือ ได้รับข่าวสาร คำเตือน และความห่วงใยจากเพื่อน ๆ ในเครือข่ายโซเชียลมีเดียมากมายหลายเรื่อง เพียงแต่จะเลือกเปิดอ่าน เปิดดูหรือไม่เท่านั้น สำหรับตนเองคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดอ่านทุกรายการก็ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์คนป่วยและคนเสียชีวิต เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและทำให้เสียกำลังใจแน่ ๆ ผู้เขียนใช้วิธีแผ่ความระลึกถึง ความเมตตา และปรารถนาดีแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นทุกคนแทนการรับรู้เรื่องราวของพวกเขาโดยตรง
ผู้เขียนเชื่อมั่นและหวังว่าในสถานการณ์ “ไม่ปกติ” แบบนี้ สิ่งที่เราต้องมีก็คือ “สติ” สติที่จะช่วยให้เรามีความมั่นคงทางใจ ไม่หวั่นไหว กลัว กังวล หรือวิตกไปก่อน ทั้งที่โอกาสเสี่ยงต่อโรคที่แท้จริงของเรายังน้อยกว่าอีกหลายต่อหลายคน นอกจากนั้นที่ผู้เขียนตั้งใจและพยายามทำก็คือ แบ่งปันความรู้สึกมั่นคงทางใจนี้ไปให้คนที่เราติดต่อสื่อสารด้วยเสมอ
เพื่อนคนหนึ่งระบายความในใจทางโซเชียลมีเดียว่า เธอเสียใจที่รัฐบาลกับฝ่ายค้านมัวแต่ถกเถียงกันด้วยวาจาหยาบคายแทนที่จะร่วมมือกันแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น ผู้เขียนปลอบเธอไปว่า พยายามปล่อยวางความคาดหวังนั้น และทำสิ่งที่เป็นไปได้คือการเริ่มต้นที่ตัวเรา ทำจิตใจให้สงบ เพื่อแผ่ความเมตตาไปให้ผู้คนที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของโทสะ โมหะ เหล่านั้น
เพื่อนอีกคนหนึ่งอยู่ในที่พักกลางใจกรุงเทพฯ รู้สึกเครียดเอามาก ๆ ถึงขนาดมีอาการปรากฏทางกายคือเลือดกำเดาไหลโดยไม่มีสาเหตุ เพราะเธอรู้สึกกดดัน และอึfอัด ทั้งที่อยู่ในวัยเกษียณและไม่มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ จากที่เคยอยู่บ้านเพียงคนเดียวพร้อมพื้นที่ส่วนตัวในโลกศิลปะที่เธอรัก กลับต้องย้ายมาอยู่รวมกับญาติพี่น้องอย่างไม่มีกำหนด เธอจึงห่อเหี่ยวใจมาก ผู้เขียนได้พูดคุยให้กำลังใจเธอทางโทรศัพท์ และส่งเรื่องเบาสมองไปให้เธออ่านฆ่าเวลา
ปัญหาของเพื่อนต่างจังหวัดคนหนึ่งคือ รู้สึกเสียดายโอกาสที่จะได้เดินทางกลับเข้าไปที่คอนโดชานกรุงที่ปิดทิ้งไว้ เพราะนั่นคืออิสรภาพของเธออย่างแท้จริง เนื่องจากการใช้ชีวิตลำพังจะทำให้เธอสามารถทำสิ่งใด ๆ ตามใจตนเองได้โดยไม่ต้องดูแลคนข้างเคียงในบางเรื่องที่ไม่อยากทำ เช่น อาหารเช้า ผู้เขียนจึงปลอบใจเธอไปว่า ในเมื่อยังเป็นไปไม่ได้ ก็ขอให้มองเห็นคุณค่าของเวลาที่มีอยู่เพื่อใช้มันให้เป็นประโยชน์ที่สุดต่อคนที่เรารักดีกว่า
ส่วนเพื่อนสนิทของผู้เขียนคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ ก็มักส่งข่าวบอกเล่ามาพร้อมกับแสดงความห่วงใย ไม่ให้ประมาท เธอบอกว่ารอบบ้านตอนนี้มีเสียงรถพยาบาลแล่นเข้าออกทุกวัน ทำให้จิตตกมาก ผู้เขียนตอบไปว่าทางบ้านนอกก็มีคนป่วยมากขึ้นทีละคนสองคนเหมือนกัน และถ้าเรายังไม่ทำตัวเสี่ยง เราก็ยังปลอดภัย อย่างที่ชอบบอกทุกคนเสมอ
ถึงวันนี้ ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณวิชาการเจริญสติที่ได้รับจากกิจกรรมการอบรมหลักสูตร พัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข ของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย โดย อาจารย์นิศารัตน์ ลาวัณยากุล ในรอบสี่ปีที่ผ่านมา การระลึกรู้ลมหายใจและปัจจุบันขณะทำให้เราไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้หรืออนาคตที่ไกลออกไปมากกว่านั้น เพียงแต่ทำขณะนี้ให้ดีที่สุด กำลังใจก็ไม่พร่องหายไป
ขอแนะนำเพื่อน ๆ นักอ่านให้สร้างกำลังใจได้ง่าย ๆ จากการมีสติ หรือบางท่านอาจทำสมาธิจากการภาวนาก็ยิ่งดี เพื่อเผชิญสภาวะที่ยากลำบากในช่วงเวลานี้และก้าวผ่านไปได้ด้วยกันนะคะ
.......................................................
(ขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้นักอ่านทุกท่านค่ะ)