[เรื่องแปล]: ฉันคงไม่มีวันได้เช็กเอาท์ออกจากโรงแรมนี้

หมายเหตุ: สวัสดีค่ะ วันนี้จะหยิบเอาเรื่องเล่าเขย่าขวัญตอนหนึ่งจากงานแปลของเราเองที่ชื่อว่า "นอนไม่หลับ" ซึ่งเราเลือกเอาเรื่องเล่าน่ากลัวๆ จากบอร์ด Reddit มาแปลให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน  โดยปกติเราจะอัปเดตบนเว็บของเราเองทุกวันอังคาร / พฤหัสบดี / และเสาร์ ค่ะ (ลิงก์นี้นะคะ) หรือถ้าใครสะดวกแอดไลน์เป็นเพื่อนกันเพื่อรับแจ้งเตือนเมื่ออัปเรื่องใหม่ กดแอดเพื่อนไลน์ที่นี่ ค่ะ

ถ้าอ่านแล้วชอบ สามารถตามไปอ่านตอนอื่นๆ ได้นะคะ  ^^ 

ปล. ก่อนแปลทุกครั้ง เราได้ขออนุญาตเจ้าของเรื่องเป็นการส่วนตัว และได้รับอนุญาตจากเจ้าของเรื่องแล้วทั้งสิ้นนะคะ ทั้งนี้สำนวนการแปลเป็นถือเป็นลิขสิทธิ์ของเรา ห้ามก๊อบปี้ไปลงเว็บอื่น หรือเอาไปอ่านลง Youtube โดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาดนะคะ 
มาเริ่มกันเลยค่ะ
----------------------------------------------------
คุณเคยรู้สึกสั่นๆ ปวดที่ท้องนิดๆ คล้ายกับว่าสัญชาตญาณมันกำลังเตือนให้คุณหันหลังกลับก่อนจะเกิดอันตรายหรือเปล่า?
ฉันรู้สึกแบบนั้นตอนขับเข้าไปจอดรถที่โรงแรมฮิดเดนฟอเรสต์มานอร์

ฉันน่าจะเชื่อความรู้สึกนั่น

แต่ตอนนั้นฉันเหนื่อยมากกับการขับรถทางไกลมานานถึงสามวัน การจะขับต่อในสภาพนั้นมันเป็นเรื่องอันตรายพอสมควร ฉันต้องการสถานที่พักผ่อนแล้วก็จ่ายเงินจองห้องไปแล้วด้วย

ฉันเจอโรงแรมนี้ตอนนั่นจิบกาแฟอยู่ที่จุดแวะพักบนทางหลวง มันเป็นโรงแรมแนวๆ ที่ดูเก่าพอสมควร ซึ่งปกติจะไม่ใช่ประเภทของโรงแรมที่ฉันจะเข้าพัก แต่เพราะความที่ราคาถูกที่สุดในย่านนี้ แถมรีวิวลูกค้าก็ดูโอเค ไม่เห็นมีใครบอกว่าเตียงไม่สะอาด ฉันเองแค่อยากได้ที่อาบน้ำอุ่นๆ และที่นอนนุ่มๆ เพื่อพักผ่อนสักคืนเท่านั้นเอง ก็เลยตัดสินใจจองไป

ล็อบบี้โรงแรมมืดทึม มีผู้คนเดินไปมาอยู่แค่ไม่กี่คน

"ว้าว.. ห้อง 205 คุณโชคดีแล้วล่ะ!" หญิงชราที่เคาเตอร์กล่าวพร้อมรอยยิ้มย่น ทำให้เกิดรอยแตกบนเครื่องสำอางที่พอกหนาบนใบหน้า เธอยื่นคีย์การ์ดให้ 
"โชคดีเหรอคะ?" ฉันพูดงงๆ
"มันเป็นหนึ่งในห้องสุดโปรดของฉันเลยล่ะ" หญิงชราตอบ "ขอให้สนุกนะจ๊ะ"

ฉันกล่าวขอบคุณอย่างงงๆ ก่อนเดินจากมา ลิฟต์ที่นี่เก่าแก่ ดูเหมือนจะพังได้ตลอดเวลา ฉันเลยตัดสินใจใช้บันไดเวียนแทน ฉันพบห้อง 205 ตามทางเดินแคบๆ ที่มีแสงสลัวพอๆ กับล็อบบี้

พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอห้องสวยรออยู่ มีเตียงขนาดใหญ่ โต๊ะไม้โอ๊คเก่า ผ้าม่านสีเขียว และโคมไฟสองสามดวงกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ 
ฉันโยนกระเป๋าสัมภาระบนเก้าอี้ข้างโต๊ะแล้วเดินเข้าห้องน้ำ ขับรถมานานมากแล้ว อยากจะอาบล้างหน้าล้างตาสักหน่อย

ห้องน้ำมีขนาดเล็ก แค่ใหญ่พอสำหรับอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และโถส้วม ไม่มีหน้าต่าง และไฟเหนือหัวก็อึมครึมไม่สว่างเอาเลย

ฉันมองดูเครื่องใช้ในห้องน้ำขณะล้างมือ และย่นจมูกที่ฉลาก Oenothera ที่แปะไว้บนสบู่ทั้งหมด นึกดีใจที่พกเอาสบู่และโลชั่นมาเอง เพราะเคยมีเพื่อนใช้สบู่ยี่ห้อนี้แล้วขนคิ้วร่วงหมด

ฉันล้างหน้าอยู่สักพักเพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง การขับรถนานๆ ทำเอาฉันรู้สึกเหมือนซอมบี้ไม่มีผิด

“คุณจะไปเมื่อไหร่” เสียงผู้หญิงถามขึ้น ฉันตกใจ กระแทกสะโพกตัวเองกับอ่างล้างหน้า พอหันไปมองก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังจ้องมาที่ฉันจากประตูห้องน้ำ เธอดูยังเด็ก อายุประมาณเด็กมหาลัย ฉันคิดว่าเธออาจเป็นพนักงานคนหนึ่งของโรงแรม แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตอนเธอเข้ามา แต่ก็นั่นแหละ มันอาจจะเป็นเพราะฉันเหนื่อยมากก็ได้

“เธอเป็นพนักงานที่นี่เหรอ” ฉันถามออกไป 

เด็กสาวขยับแว่นโตๆ ของเธอแล้วยิ้มให้ก่อนจะตอบ “ฉันอยู่ที่นี่ต่างหาก” 
เสียงพูดของเธอฟังดูร่าเริงแปลกๆ 

“นี่เป็นห้องของฉันเอง ฉันอยากรู้ว่าคุณจะไปเมื่อไหร่ เพราะคุณอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
“แต่ฉันเพิ่งเข้าพักเมื่อกี้เอง” ฉันพูดพร้อมขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ หรือว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของบริการโรงแรมนะ
“มันลำบากเวลาที่คนเข้ามาอยู่ที่นี่นานๆ” เด็กสาวพูดต่อ อย่างกับว่าเธอไม่ได้ยินที่ฉันพูด “ฉันเองแทบไม่ได้พักผ่อนเลย”
“ฉันจะเช็กเอาท์พรุ่งนี้เช้า” ฉันตอบ
“โอ้.. ดีจัง ขอบคุณที่บอกนะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง พร้อมผงกหัวรัวๆ ราวกับว่าเธอพอใจกับคำตอบที่ได้รับก่อนหายวับไปกับตา

ไม่ใช่ว่าวิ่งออกจากห้องไปนะ แต่หายไปเฉยๆ ...

ฉันเอามือเท้าอ่างล้างหน้าแล้วสูดหายใจลึก พยายามคิดหาเหตุผลว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และนึกได้สามข้อด้วยกัน
หนึ่ง: โรงแรมนี้หรูกว่าที่คิดและมีโชว์สุดยอดให้ผู้เข้าพักได้ชมกัน
สอง: ฉันอดหลับอดนอนมาหลายคืน เลยมองเห็นภาพหลอน
สาม: ในห้องนี้มีผี

 ลองคิดดูแล้ว ฉันอยากจะเชื่อข้อหนึ่งมากที่สุด แต่ก็ตัดอีกสองข้อที่เหลือออกไปไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ฉันเลยตัดสินใจจะนอนพักเพื่อให้หัวโล่งสักหน่อย

เคยเป็นมั้ยคะ เรารู้สึกเหมือนไม่ได้เหนื่อยอะไรจนกระทั่งได้ล้มตัวลงนอน ถึงได้รู้ว่าปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด
เตียงนอนที่นี่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แต่ฉันเคยบนนอนเตียงที่แย่กว่านี้เยอะ พอหัวถึงหมอนฉันก็หลับเป็นตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลับสนิทไปตั้งแต่เมื่อไหร่

พอตื่นขึ้นมาอีกที สิ่งแรกที่มองเห็นก็คือหญิงสาวคนเดิม กำลังมองฉันอยู่ที่ปลายเตียง

“คุณยังอยู่ที่นี่” เธอพูด เอียงคอมองฉันเงียบๆ 
“อืม.. นี่มันยังไม่เช้าเลยไม่ใช่เหรอ” ฉันถาม มือคลำหามือถือใต้หมอน
“มันนานมากแล้ว” เธอพูดซ้ำๆ ฉันก้มมองมือถือ เห็นว่าเวลาเพิ่งผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียวและส่ายหัว
“เธออยากให้…” ฉันหยุดพูดกลางประโยคและพยายามคิดให้ออก นี่อาจเป็นโชว์ตลกๆ ของโรงแรม มันอาจเป็นแค่การแสดงที่แปลกมากๆ ก็ได้ “เธออยากให้ฉันโทรหาแผนกต้อนรับมั้ย เผื่อเค้าจะให้ฉันย้ายห้อง?”
“ไม่นะ!” เด็กสาวพูดตาโต เอามือปิดปากเหมือนกับว่ากำลังช็อก “จะโทรหาแผนกต้อนรับไม่ได้นะ พวกเขาอาจจะให้คุณไปนอนในห้องไม่ดี”
“มีห้องไม่ดีด้วยเหรอ?” ฉันถาม
“มีสิ แย่มากเลยละ ฉันว่าห้องฉันดีที่สุดแล้ว คุณคิดว่ามันดีเหมือนกันใช่มั้ยละ?” เธอถาม
“เยี่ยมไปเลยละ” ฉันเห็นชอบด้วย ยังไม่แน่ใจว่าฉันกำลังคุยกับผี, จินตนาการของฉันเอง, หรือว่านักแสดงของโรงแรม แต่ก็ตัดสินใจตามน้ำไปก่อน จะด้วยความมีมารยาทหรือสัญชาตญาณเอาตัวรอดก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
“เธออยู่ที่นี่นานแล้วเหรอ?” ฉันถาม
“ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างโรงแรม” เธอตอบ “คุณใจดีมากเลยรู้มั้ย”
“ขอบใจนะ” ฉันตอบยิ้มๆ
“เราแชร์ห้องด้วยกันได้นะถ้าคุณต้องการ คุณจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้” เธอพูดน้ำเสียงสดใสพร้อมโน้มตัวเข้ามาใกล้ ปากยิ้มกว้าง ตาโตๆ แวววาว ซึ่งถ้ามองดีๆ คุณจะเห็นความบ้าบิ่นแฝงอยู่ในนั้น

ตอนแรกก็ไม่ทันได้สังเกต แต่มันมีบางอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเด็กสาวคนนี้ นอกจากการหายตัวได้และบทสนทนาแปลกๆ เธอยังดู… ไม่ปกติ เหมือนกับเวลาที่บางอย่างแตกหัก แล้วเราติดกาวให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม มันยังคงใช้การได้ ไม่ได้แตกหักเหมือนตอนแรก แต่ว่ามันไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก ถึงเราจะพยายามปะติดปะต่อมันอย่างระมัดระวัง ทาสีทับรอยร้าว มันก็ยังไม่เหมือนเดิม ขอบมันไม่เสมอ ดูยังไงก็รู้ว่ามันเคยแตกมาก่อน
เธอดูเป็นแบบนั้นเวลามองใกล้ๆ ไม่ใช่ว่าฉันมองเห็นรอยร้าวอะไร แต่ก็รู้อยู่ในใจว่ามันอยู่ตรงนั้น มันทำให้ฉันขนลุกลามลงไปถึงสันหลัง ฉันฝืนยิ้ม รู้แน่ชัดว่าไม่ควรทำให้เธอโกรธ

“ได้สิ” ฉันตอบ “เราแชร์ห้องด้วยกันได้จนฉันเช็กเอาท์พรุ่งนี้เช้า”
“เย้!” เธอปรบมือรัวๆ อย่างตื่นเต้น

และหายวับไปกับตาอีกครั้ง...

ฉันกระพริบตาถี่ๆ ในห้องว่างเปล่า รู้สึกหวาดกลัวมากกว่าอะไรทั้งหมด ฉันเช็กแอปที่พักเพื่อหาโรงแรมใหม่ใกล้ๆ แต่ไม่มีเลย ห้องเต็มหมดทุกที่ 
ต้องหาทางอื่น...

ฉันลุกเดินไปรอบห้อง มองหาข้อมูลโรงแรม คิดว่าอาจจะมีคำอธิบายอยู่ที่ไหนสักแห่งให้ข้อมูลว่าทำไมห้องในโรงแรมนี้ถึงมีนักแสดงผีแปลกๆ อยู่ แต่ก็ไม่เจอข้อมูลอะไรเกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้นเลย แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับบาร์โรงแรมที่ชั้น 6

ฉันตัดสินใจจะไปหาอะไรดื่มที่บาร์ ถ้าจะให้ข่มตาหลับให้ได้คืนนี้ฉันคงต้องพึ่งตัวช่วย อีกอย่าง ถ้าได้เจอแขกของโรงแรมคนอื่นด้วยก็ถือเป็นเรื่องดี จะได้รู้ไปเลยว่าสิ่งที่ฉันเจออยู่ตอนนี้เกิดขึ้นกับคนอื่นบ้างหรือเปล่า

ฉันลุกไปหวีผมและเปลี่ยนเสื้อ พอกำลังจะเดินไปที่ประตู เธอคนนั้นก็ปรากฎตัวอีกครั้ง
“หวัดดี! คุณดูดีจัง จะไปไหนเหรอ?” เธอถาม เอาตัวเข้ากั้นระหว่างฉันกับประตู
“จะไปหาอะไรดื่มที่บาร์หน่อยน่ะ” ฉันตอบพร้อมฝืนยิ้ม
เธอขมวดคิ้ว
“ฉันว่าคุณไม่ควรไปที่นั่นนะ” เธอพูดพร้อมส่ายหัว
“ไปแป๊บเดียว อีกเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” ฉันกล่าว แต่หญิงสาวยังส่ายหัวไม่หยุด คราวนี้หัวสะบัดรัวแรงไม่เป็นธรรมชาติ ดูเหมือนฉากภาพยนตร์ที่ถูกเร่งสปีด ขนหัวฉันลุกตั้ง
“ไม่ๆ นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดี” เธอพูด ดูท่าทางตื่นกลัวแปลกๆ
“ทำไมถึงไม่ใช่ความคิดที่ดีล่ะ?” ฉันถาม คิดในใจว่าคืนนี้มีหวังไม่ได้ออกไปไหนแน่แล้ว
“มันใกล้เวลาแสดงเกินไป และเวลาแสดงมันไม่ปลอดภัย” เธอว่า
และอย่างกับว่าเตรียมการไว้ล่วงหน้า ตอนนั้นเองก็มีเสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วจนรู้สึกเหมือนกับว่าทั่วทั้งตึกสั่นสะเทือนเพราะเสียงนั้น
“การแสดงอะไรเหรอ?” ฉันถาม
“ที่นี่มีการแสดงทุกคืน” เธอตอบ ตากลมโตจ้องหน้าฉัน ฉันกัดริมฝีปาก ในหัว คิดไปต่างๆ นาๆ และจู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องที่โถงทางเดิน และอีกเสียง.. และอีกเสียง..

และตอนนี้มีเสียงกรีดร้องเต็มไปหมดจนนับไม่ถ้วน

“เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถาม
“การแสดง” เธอพูดพร้อมส่ายหัวอย่างเศร้าๆ ในแบบที่ดูเหมือนการแสดงมากกว่าจะรู้สึกเศร้าจริงจัง
“แต่--” ฉันเริ่มพูด
“คุณต้องไปซ่อนก่อนพวกนั้นจะมาถึง” เธอพูด และฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักไปทางห้องน้ำทั้งๆ ที่เธอไม่ได้แตะต้องฉันสักนิด “เร็วเข้า ไปซ่อนในห้องน้ำ แม้แต่ฉันยังเข้าไปไม่ได้เลย”
“เดี๋ยวก่อน--” ฉันพยายามพูดขณะเคลื่อนตัวไปที่ห้องน้ำอย่างทุลักทุเล เด็กสาวปัดมือเร็วๆ เป็นเครื่องหมายให้หยุดพูด และฉันยังได้ยินเสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่ว
“ชู่ว!” เธอกระซิบ “ฉันจัดการเอง”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“คุณผู้หญิงครับ พร้อมสำหรับอาหารเย็นหรือยัง?” เสียงสุภาพถามมาจากอีกด้านหนึ่งของประตู มันฟังดูเป็นมิตรอย่างประหลาด ทั้งที่มีเสียงกรีดร้องเป็นพื้นหลัง
เด็กสาวมองฉัน ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากและส่ายหัวก่อนเดินไปที่ประตู
ฉันมองไม่เห็นประตูจากตรงที่ฉันหลบอยู่ แต่ได้ยินบทสนทนา
“เธอไม่อยู่ที่นี่แล้ว แบรี่” เด็กสาวกล่าว
“ให้ตายสิแอนนี่ อีกแล้วเหรอ เธอก็รู้ว่าผู้จัดการเค้าไม่ชอบ” เสียงคุยกันดังมาจากประตูหน้า
“บางครั้งฉันก็ควบคุมตัวเองไม่ได้” เธอพูดพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก
“พวกเขาจะยึดห้องเธอถ้าเธอเอาแต่ฆ่าแขกก่อนถีงเวลาแสดง” แบรี่กล่าวเสียงเครียด
ฉันรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน เสียงกรีดร้องดังที่โถงทางเดิน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวด นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่
“ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเองน่า” เธอหัวเราะคิกคัก “ชิ้ว! กลับไปทำงานได้แล้ว!”

ฉันได้ยินเสียงประตูปิด ในหูได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุบๆ ดังลั่น พยายามคิดหาทางป้องกันตัวเอง ตากราดไปทั่วห้องน้ำมองหาสิ่งที่พอจะเป็นอาวุธได้
จริงสินะ เมื่อกี้เธอพูดว่าแม้แต่เธอก็ยังเข้ามาในห้องน้ำนี่ไม่ได้ ฉันหวังว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง

“หวัดดี! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” เธอว่า โผล่มายืนที่หน้าห้องน้ำและหยุดอยู่ตรงนั้นอย่างกับว่าก้าวเข้ามาไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น?” ฉันถาม
“ก็บอกแล้วไง มันเป็นการแสดงเป็นประจำทุกคืน” เธอตอบ
"โอเค แต่พวกเขาฆ่าแขกโรงแรมตายหมดเลยเหรอ” ฉันถาม มือเกาะขอบอ่างล้างมือแน่น
“ไม่ใช่ซักหน่อย!” เธอหัวเราะคิกคักอีกครั้ง “ไม่ใช่ทั้งหมด นั่นมันก็เกินไป แค่สองหรือสามคนเอง แต่คนอื่นๆ ต้องได้เห็น ซึ่งมันน่ากลัวมากเลยล่ะ พวกนั้นอาจจะไม่เลือกคุณ แต่ยังไงซะ หลบในนี้ก็ปลอดภัยกว่า” 
**ต่อ👇🏻
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่