หนองใหญ่

กระทู้สนทนา

.

                  หมู่แมกไม้ขึ้นตามคูหนองน้ำให้ร่มเงาและความร่มรื่น น้ำในหนองใสปะทะแสงแดดระยิบระยับ ไอเย็นของน้ำระเหยขึ้นสัมผัสให้ความรู้สึกเย็นเมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น ถัดไปเป็นบันไดท่าน้ำที่ผู้ใหญ่ทำเอาไว้

                    มีเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเดินหาเก็บพุทราที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นหนองน้ำที่เห็นมาตั้งแต่เกิด และเที่ยวมาเล่นน้ำที่นี่อยู่บ่อย ๆ ต้นพุทราขึ้นตามขอบหนองน้ำหลายต้นมาก ออกผลดกทุกต้น เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเด็ก ๆ กลุ่มนี้เหลือเกิน

                   “เล่นน้ำกันมั้ย !” เด็กชายเก๊กชวนเพื่อน ๆ  ระหว่างนั่งกินพุทราและโยนเม็ดของมันลงน้ำไป

                   “จะดีเหรอ ไม่กล้าเล่นอ่ะ ยายบอกว่าอย่าลงเล่นน้ำถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยดู” เด็กหญิงบีมตอบ แววตาและสีหน้าบอกความระแวง ไม่กล้าเล่น และไม่อยากจะเล่นด้วย

                    “ใช่ ! แม่กูก็บอกแบบนั้น “ เด็กชายอนันต์เห็นด้วยอีกคน ตามด้วยเด็กชายป๋องและเด็กหญิงพลอยที่เห็นด้วยตามมา

                   “กูว่ายน้ำเป็น พ่อกูสอนมุดน้ำด้วย วันก่อนกูก็มามุดน้ำกับพ่อกู “ เด็กชายเก๊กพูดอวด “เราเล่นอยู่ตรงที่ท่าน้ำตรงนี้ก็ได้ ไม่ต้องลงไปลึก”

                     พลอย บีม ป๋อง และ อนันต์มองหน้ากัน “น่า…ไม่ต้องกลัวจมน้ำหรอก กูมาเล่นประจำกับพ่อกูอ่ะ อีกอย่างกูว่ายน้ำเป็นด้วย” เก๊กพูดอวดเพื่อน ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ “เราไม่ต้องว่ายไปไกล เราเล่นอยู่ตรงนี้พอ”

                      “เล่นก็เล่น !” เด็กชายอนันต์ตอบตกลงทุกคนลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุก เล่นแถว ๆ ท่าน้ำตื้น ๆ ไม่มีใครถลาลงไปลึกหรือแถว ๆ ใจกลางหนองสักคน

                      เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของทุกคนดังระงมหนองใหญ่อย่างมีความสุข และสนุกสนาน ทุกคนไม่มีใครกล้าเล่นน้ำออกห่างท่า ท่าตรงนี้ตื้น ๆ แค่เอว ไม่มีใครกล้าออกนอกบริเวณสักคน

                 “ทุกคนคอยดูนะกูจะมุดน้ำให้ดู กูมุดเป็น ฮา” เด็กชายเก๊กพูดอวดเพื่อน ๆ พร้อมมุดโชว์ไปด้วยเลย จากนั้นก็ผุดขึ้นมาอย่างตลก ทุกคนหัวเราะกันใหญ่และพยามจะมุดตามที่เพื่อนสอนตามประสาเด็ก “พลอย บีม อนันต์ ป๋อง ทำแบบนี้ “ เก๊กสอนทุกคนดำน้ำ

                     แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเก๊กดำน้ำโชว์เพื่อนไม่ผุดขึ้นมาอีกเลย “เอ๊า เก๊กทำไมยังไม่โผล่ขึ้นมาอ่ะ มุดนานจัง” เด็กหญิงบีมทัก เมื่อเพื่อนดำน้ำนานกว่าทุกรอบ ไม่ยอมโผล่ขึ้นมาสักที ทุกคนมองหน้ากันเลิกเล่นน้ำขึ้นไปนั่งคอยบนคูหนองดีกว่า ผ่านไปหลายนาทีเก๊กก็ยังไม่ขึ้นมาสักที เด็กหญิงบีมกับเด็กชายป๋องจึงกะว่าจะไปบอกยายของตน
    
                  “ฮือ…” เด็กหญิงบีมกับเด็กชายป๋องเดินร้องไห้เข้ามาในหมู่บ้าน จุดมุ่งหมายคือบ้านของตนเอง เพื่อจะไปบอกยายว่าเพื่อนหายตัวไป

                     ก่อนจะไปถึงบ้านของตนต้องผ่านบ้านยายบังอรเสียก่อน “ร้องไห้ทำไมเด็กน้อยสองคนนี้ ใครแกล้งมาล่ะ สู้เค้าเป็นมั้ย สู้น่ะ ปล่อยให้โดนแกล้งอยู่ได้” ยายบังอรพูดกับเด็ก ๆ ที่ร้องไห้มาด้วยความเอ็นดู บ้านใกล้กันเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตนกำลังนั่งคุมเตาไฟอยู่

                     “ยาย ฮือ… ยายบังอรไอ้เก๊กหาย “ เด็กหญิงบีมร้องไห้ฟ้องยายบังอรไปด้วยความไม่ประสีประสา

                   “ไอ้เก๊กไม่ยอมขึ้นมา ไอ้เก๊กหาย” เด็กชายป๋องผู้ที่ไม่ได้ร้องไห้ บอกเล่าตามประสาเด็ก ตามความเข้าใจของตน

                   “ไอ้เก๊กหายที่ไหน ไอ้เก๊กไม่ยอมขึ้นมาจากไหน” ยายบังอรถามด้วยความตกใจ พิจารณาดูเด็กทั้งสองคนนี้เสื้อผ้าเปียกโชกทั้งตัว คงพากันไปเล่นน้ำหนองใหญ่มาแน่ และ คงไม่ได้ไปเล่นเพียงสองคนเท่านั้น นึกโกรธยายมันนักปล่อยหลานเล็ก ๆ ไปเล่นน้ำตามลำพัง

                    “ไอ้เก๊กหายที่หนองใหญ่ ฮือ…” เด็กหญิงบีมพูดทั้งน้ำตา สะอึกสะอื้นไม่หยุดหันไปมองหนองใหญ่ที่เดินมา “มันบอกว่ามันมุดน้ำเป็นมันจะมุดให้ดู แต่มันไม่ยอมขึ้นมาเลย ฮือ “ เด็กหญิงบีมยังร้องไห้ไม่หยุด ไม่เข้าใจว่าเพื่อนได้จมน้ำไปแล้ว พูดไปตามความเข้าใจของตนเอง

                    “มันบอกว่า มันเคยมุดน้ำดำน้ำกับพ่อมัน มันมุดให้พวกป๋องดู แล้วมันก็ไม่ยอมโผล่ขึ้นมา” เด็กชายป๋องฟ้องบ้าง

                  “ตอนนี้มันก็ยังไม่ยอมโผล่ขึ้นมาเลยยายบังอร ฮือ “ เด็กหญิงบีมยังร้องไม่หยุด ยายบังอรเข้าใจในทันที ไม่รีรอรีบลุกจากเตาไฟเพื่อไปเรียกให้คนไปช่วยเด็กชายเก๊ก ส่วนเด็กทั้งสองคนเดินร้องไห้ไปบอกยายของตนเองที่บ้าน

                  “ตาแดง ! เร็ว ๆ ตาแดงไอ้เก๊กจมน้ำ หนองใหญ่ !” เสียงยายบังอรร้องเรียกมาแต่ไกล วิ่งหน้าตั้งมาเรียกเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ชายให้ไปช่วยหาลูกเพื่อนบ้านอีกคน มาถึงยืนหอบเฮือกใหญ่ “หนองใหญ่ ที่หนองใหญ่ ไอ้เก๊กลูกอี่อุ๊ตกน้ำ” ยายบังอรยืนหอบมือค้ำเข่าพูดกับตาแดง

                   “ฮ่วย… รีบไปสิรออะไร” ตาแดงวัยหกสิบปลายรีบจ้ำอ้าวไปที่หนองใหญ่กลางทุ่งนา ส่วนยายบังอรเดินจ้ำอ้าวไปเรียกเพื่อนบ้านอีกคนให้ไปช่วยงมหาเด็กชายเก๊ก

                  “ไอ้คิด ไอ้ก้าน เร็ว ๆ ลูกไอ้บุญติ่งจมน้ำ” เสียงของยายบังอรดังไปหลายเดซิเบล ทำให้คนภายในคุ้มได้ยินกันทั่วถึง ดีที่ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายอยู่บ้าน จากนั้นก็พากันรีบบึ่งไปที่ทุ่งนา ตรงไปยังหนองใหญ่กลางทุ่งกันเลย

                  ส่วนพ่อแม่ของเด็กชายเก๊กยังไม่รู้เรื่องอะไร เพราะออกไปทำงาน พ่อทำงานนอกบ้าน ส่วนแม่จะบอกว่าทำงานก็ไม่ใช่ มัวแต่เล่นการพนันอยู่จึงปล่อยให้เก๊กเล่นกับเพื่อน ๆ ตามลำพัง

                พอทุกคนมาถึงหนองใหญ่ เห็นเด็กหญิงพลอย เด็กชายอนันต์ยืนรออยู่บนคูหนอง ทุกคนตาแดงหน้าเปื้อนด้วยคาบน้ำตา น่าจะพากันร้องไห้ที่เด็กชายเก๊กไม่ยอมดำน้ำขึ้นมาสักที

                    “ไอ้เก๊กมันจมน้ำที่ไหน ! “ ตาแดงกึ่งพูดกึ่งตะโกน พร้อมทอดเสื้อเตรียมกระโจนลงไปในหนองน้ำ ซึ่งน้ำท่าที่เด็ก ๆ ลงไม่ได้ลึกเลย

                     “ตรงนี้ ! เก๊กบอกว่าจะดำน้ำโชว์ แต่มันดำน้ำไม่ยอมขึ้นมาสักที ฮือ “ เด็กหญิงพลอยพูดพร้อมร้องไห้โฮ “พลอยบอกว่าไม่ต้องมุดน้ำก็อยากมุดโชว์ ฮือ “ เด็กหญิงปล่อยโฮอีกครั้ง

                 ก้าน คิด และตาแดงโดดลงไปในน้ำดำผุดดำว่ายหาเด็กชายเก๊กอยู่นาน ทุกคนยืนมุงดูที่ขอบหนองน้ำ มีคนทยอยมาเรื่อย ๆ รวมทั้งเด็กหญิงบีมกับเด็กชายป๋องและยายก็กลับมาด้วย

                    “ใครก็ได้ช่วยโทรบอกพ่อมันที แม่มันอยู่ไหน ! อี่อุ๊อยู่ไหนถึงปล่อยให้ลูกจมน้ำ” เสียงคนที่มามุงดูพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น ถึงไม่ใช่ลูกหลานก็เหมือน เพราะอยู่คุ้มเดียวกัน

                  ไม่นานนางอุ๊ผู้เป็นแม่ของเด็กชายเก๊กก็วิ่งหน้าตั้งแหวกกลางฝูงชนเข้ามา ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย นอกจากตาแดง นายก้าน นายคิดแล้ว วัยรุ่นชายคนอื่น ๆ ที่มาดูเหตุการณ์ต่างร่วมมือร่วมแรงกันค้นหาเด็กชายเก๊กเป็นการใหญ่ ทว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

               “อี่บีม อี่พลอย ไอ้ป๋อง ไอ้อนันต์ ไอ้เก๊กลูกแม่มันมุดน้ำตรงไหน “ นางอุ๊ผู้เป็นแม่ของคนจมน้ำถามทั้งน้ำตาอาบแก้ม ร้องห่มร้องไห้เจียนจะขาดใจ โดยมีชาวบ้านคอยปลอบใจอยู่ไม่ห่าง ตอนนี้ชาวบ้านมากันเยอะมาก ทั้งมามุงดูและมาช่วยค้นหา ชาวบ้านขอหาเองก่อน ถ้าหาไม่เจอค่อยประสานติดต่อนักประดาน้ำก็แล้วกัน

                      เด็กทั้งสี่คนชี้มือไปที่เดียวกัน ซึ่งเป็นจุดที่น้ำไม่ลึก  “อี่อุ๊ !” เพี๊ยะ ! ฝ่ามือเร็วฟาดเข้าไปที่บ้องหูนางอุ๊เมื่อสิ้นเสียง ไม่ใช่ใครอื่นคือบุญติ่งพ่อของเด็กชายเก๊กเอง นัยน์ตาแดงก่ำน้ำตานองหน้าเหมือนกัน “กุให้มืงดูลูก มืงดูลูกยังไง ฮะ !” บุญติ่งไม่เคยทราบเลยว่าทุก ๆ วันภรรยาแอบฝากลูกไว้กับข้างบ้านแล้วไปเล่นการพนันกับเพื่อน ส่วนตนเองมัวแต่ทำงาน บุญติ่งกำลังจะฟาดซ้ำแต่ดันถูกชาวบ้านห้ามไว้ก่อน

                    “อย่าด่ากันเลย ไปหาลูก่อนเถอะพ่อบุญติ่ง” ชาวบ้านร้องเตือน บุญติ่งไม่รอช้ากระโดดลงไปในหนองน้ำงมหาลูกชายเพียงคนเดียว หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ทั้งร้องไห้ฟูมฟายไปด้วย ญาติ ๆ ที่มาดูและมาช่วยหาต่างภาวนากับดินฟ้าอากาศ ขอให้เจอหลานชาย ขอให้เจอเก๊กด้วยเถิด

                    หนองใหญ่เองก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก แต่ ทุกคนงมหาเด็กชายเก๊กเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ อะไรหลาย ๆ อย่างมันชวนให้คิดถึงสิ่งลี้ลับ ก็เพราะสระกว้างแค่นี้ เด็กจะหายไปที่ไหนได้

                 ย่าและยายพร้อมญาติ ๆ ของเด็กชายเก๊กรีบพากันไปหาพระที่วัด ขอความช่วยเหลือทันด่วน พระบอกเขาไม่ให้ เขาจะเอาไปอยู่ด้วย แม่เด็กคือตัวต้นเหตุต้องพาแม่เด็กมาด้วย แล้วให้ไปหาหมอธรรม แม่เด็กเท่านั้นที่จะช่วยได้

                 หลังจากนั้นญาติ ๆ ได้กลับไปรับนางอุ๊และนายบุญติ่งที่หนองใหญ่มาด้วย พาไปบ้านของหมอธรรมต่างหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว มาถึงพบว่าหมอธรรมยืนรอที่หน้าบ้านแล้วเหมือนทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีคนมาหา

                 “ไปขอโทษ ขอขมาเสีย เขาจะเอาลูกไปอยู่ด้วยแล้ว เขาจะเลี้ยงเอง ถ้าแม่มันไม่อยากเลี้ยง” พอหมอธรรมพูดแบบนี้ทุกคนหันไปมองหน้านางอุ๊กันหมด บุญติ่งเองก็งงและสงสัยกับคำพูดของหมอธรรม ใครจะไม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง จะยากดีมีจนแค่ไหนก็จะเลี้ยงให้ดีที่สุด “ถ้าตัวแม่ไม่ยอม 3 วันเขาถึงจะปล่อยมา หายังไงก็หาไม่เจอหรอก”

                   “เขาไหนล่ะอาจารย์ ฮือ “ ผู้เป็นยายร้องร่มร้องไห้ พร้อมถามด้วยความอยากรู้ ส่วนนางอุ๊นั้นร้องไห้ไม่ยอมหยุด

                  “ศาลปู่ตาที่บ้านนั่นล่ะ ไปขอขมาเพิ่นซะ ให้แม่มันน่ะขอขมา เดี๋ยวไปก็รู้ ! อ้อ หลังจากนั้นให้พระท่านรับเด็กเป็นลูกพระนะ เด็กมันยังไม่ถึงฆาต “ หมอธรรมพูดแค่นี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร หลังจากนั้นก็พากันกลับมาบ้าน มาหาปู่ตาที่นับถือกัน มีพ่อเฒ่าจั้มมาด้วย ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

                  ทุกคนกลับมาที่บ้าน มาที่ศาลปู่ตา นางอุ๊กับนายบุญติ่งจุดธูปกล่าวบนบานขอโทษ ขอโพยในสิ่งที่ทำผิด หรือ ล่วงเกินอะไร ขอให้ปู่ยกโทษให้และคืนลูกชายมาให้ ถึงจะมาแบบไม่มีลมหายใจแล้วก็ตาม

                    เฒ่าจั้มเป็นคนติดต่อสื่อสารให้ ทันใดนั้นเฒ่าจั้มก็พูดขึ้น “อี่อุ๊กูจะเอาลูกมืงมาอยู่กับกุ มืงไม่อยากเลี้ยงมัน กูเลี้ยงเอง ต่อไปนี้มันคือลูกกุ ไม่ใช่ลูกมืง “ จู่ ๆ เฒ่าจั้มก็พูดขึ้น นัยน์ตาแข่งกร้าว หน้าดุพูดเสียงเหมือนคนแก่งอม ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะนางอุ๊ผู้เป็นแม่

                   นางอุ๊ร่ำไห้พนมมือกราบเว้าวอนต่อหน้าเฒ่าจั้ม “ทำไมหลานจะไม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง หลานคลอดมากับมือ ทำไมจะไม่รักลูกตัวเอง ฮือ “ นางอุ๊พนมมือร่ำไห้กราบพ่อเฒ่าจั้ม ทุกคนได้แต่มองเป็นสายตาเดียวกัน

                 “วัน ๆ มืงไล่ลูกไปตายทุกวัน มืงไม่อยากมีมันเป็นลูก ฮ่า… กุให้มันตายสมใจแล้ว มืงดีใจมั้ย ต่อไปนี้กุจะเอามันมาอยู่กับกู มืงจะไม่ได้เจอมันอีกแล้ว ฮา “ เฒ่าจั้มพูดหัวปนเราะ นายบุญติ่งและทุกคนมองหน้านางอุ๊พูดอะไรไม่ออก

                  “หลานไม่เคยบอกให้ลูกตัวเองไปตาย ! หลานไม่เคย… จะบอกลูกไปตายทำไม “ นางอุ๊พูดทั้งน้ำตา

                 “มืงพูด ! มืงพูดทุกวัน “ เฒ่าจั้มชี้หน้า กระทืบเท้าทุกคนตกใจ ทั้งกลัวทั้งกล้าในเวลาเดียวกัน “กูเห็น มืงไม่ดูแลมัน “

                    “ปู่ตาเจ้าขา จะให้อี่อุ๊มันทำยังไง ปู่ตาถึงจะยอมปล่อยไอ้เก๊กหลานฉัน ต่อให้มันไม่มีลมหายใจแล้ว ก็ขอให้ปล่อยหลานฉันมาเถอะ ฮือ ฮือ” ผู้เป็นย่าร่ำไห้อ้อนวอน ปรายตามองลูกสะใภ้ด้วยความโกรธ เรื่องนี้ก็พอได้ยินเข้าหูมาบ้าง แต่ก็ไม่อยากยุ่ง เพราะลูกชายแยกบ้านจากตนไปแล้ว

                   “ให้แม่มันรับคำ และขอขมาปู่เสีย เด็กมันยังไม่ถึงฆาต แต่ถ้ายังดื้อปากแข็งมันจะตายเอาได้ ” เฒ่าจั้มพูด เป็นเสียงของตาปันเฒ่าจั้มเอง ไม่ใช่เสียงปู่ที่ดุและเยือกเย็น สายตาไม่แข็งกร้าว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่