หมอสุภัทรโพสต์ปมวัคซีน 'แอสตร้าฯ' มิ.ย. ความปั่นป่วนที่ ศบค. ไม่กล้าบอกความจริง
https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2749303
หมอสุภัทรโพสต์ ลับลวงพราง วัคซีน ‘แอสตร้าฯ’ มิ.ย. ความปั่นป่วนที่ ศบค. ไม่กล้าบอกความจริง ชี้การระบาดในไทยคงยังทรงและทรุดไปอีกหลายเดือน
วันที่ 30 พฤษภาคม นายแพทย์
สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ในประเด็น “
ลับลวงพราง วัคซีนโควิด ตอน 2 : แอสตร้ามิถุนายน ความปั่นป่วนที่ ศบค. ไม่กล้าบอกความจริง” โดยระบุว่า
วันที่ 7 มิถุนายน 2564 วันแรกที่ kick off ฉีดวัคซีนตามที่ลงทะเบียนไว้ แล้วจะได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าไหม แล้ววันต่อๆ ไปด้วยจะได้ฉีดแอสตร้าจริงไหม หรือจะกลายมาเป็นซิโนแวค นี่คือคำถามที่ปั่นป่วนมาก
วัคซีนแอสตร้าจากสยามไบโอไซแอนนั้น เป็นความหวังสำคัญยิ่ง แต่เพราะเป็นวัคซีนล็อตแรก การผลิตย่อมมีอุปสรรค ความชำนาญก็ยังมีไม่มาก ผลิตแล้วก็ต้องนำไปตรวจรับรองโดยบริษัทแม่ด้วย เมื่อพบความเบี่ยงเบนของค่าต่างๆ ก็ต้องนำกลับมาแก้ไขให้ได้ตามมาตรฐาน แม้ทำเต็มที่แต่ก็ยังล่าช้าและมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดการณ์
ในสัญญาการส่งมอบวัคซีนแอสตร้านั้น ตกลงไว้ว่า จะมีส่งมอบวัคซีนในสิ้นไตรมาส3 คือมิถุนายน ซึ่งแปลว่า ส่งมอบใน 1-30 มิถุนายน ก็ไม่ได้ผิดสัญญา ส่วน 7 มิถุนายนนั้น เป็นเรื่องที่ ศบค.กำหนดเอง เพื่อลดเสียงก่นด่าเรื่องทำไมไม่มีวัคซีนให้ฉีด เมื่อผลิตวัคซีนได้น้อยและช้ากว่าที่ตั้งธงไว้ การระบาดก็รุนแรง ความต้องการฉีดพุ่งสูง จึงเป็นมิถุนาแห่งความโกลาหล แผนการกระจายวัคซีนตอนนี้สร้างความปวดหัวแก่ รพ.อย่างมาก เพราะเปลี่ยนโผแทบทุกวัน
ด้วยข้อมูลที่จำกัด เข้าใจว่า วัคซีนล็อต แรกในเดือนมิถุนายนนี้ จะสามารถส่งมอบล็อตแรกได้ที่ 1.8 ล้านโดส จากความต้องการใช้แอสตร้า 5 ล้านโดส โจทย์ที่สำคัญคือ วัคซีนจำนวนนี้ ควรจัดสรรไปฉีดให้ใคร แล้ววัคซีนที่ขาดไปจะทำอย่างไร
ต้องขอบอกก่อนว่า วัคซีนนั้นเป็นของหายาก กำลังการผลิตทั้งโลกมีจำกัด บริษัทต้องส่งตามยอดการจองที่สั่งไว้ก่อน การซื้อด่วนๆนั้นก็มีได้บ้าง แต่ได้ราคาแพงและจำนวนน้อย ซึ่งปัจจุบันเราก็ได้ด่วนมาเฉพาะซิโนแวคเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ก็ต้องมีวัคซีนแอสตร้ามาฉีดให้กับคนไทย นี่คือความอยู่รอดครั้งสำคัญของรัฐบาล แผนสองจึงเกิดขึ้น วัคซีนแอสตร้าจากเกาหลีคือคำตอบสุดท้าย ข่าววงในบอกว่า รัฐบาลจ่ายหนักสั่งด่วนมาจากเกาหลี 5 แสนโดสมาแก้ขัดให้ทัน 7 มิถุนายนนี้ และสั่งซิโนแวคมาอีกมากกว่า 3 ล้านโดส สำหรับใช้แทนแอสตร้าที่ขาดหายไป คนที่ลงทะเบียนไว้ส่วนหนึ่งจะได้รับการเชิญชวนให้ฉีดซิโนแวคแทน
เมื่อแอสตร้ามีน้อย ปรากฏการณ์เชิญชวนแกมบังคับให้โรงพยาบาลฉีดจากขวดละ 10 โดสให้ได้ 12 โดสจึงเกิดขึ้น เพื่อรีดวัคซีนให้เพิ่ม 20% อย่างน้อยเสียงก่นด่าก็ลดลง 20% และเพื่อลดแรงต้านจากบุคลากรการแพทย์ ทาง ศบค.จะสั่งซื้อ low dead space syringe ส่งมาพร้อมกับวัคซีนแอสตร้าด้วย เพื่อให้สูญเสียที่เกิดขึ้นแน่ในเข็มฉีดยาให้มีน้อยที่สุด ยอดการจัดสรรขวดวัคซีนแอสตร้าและแบบรายงานการฉีดที่ ศบค.จะส่งมานั้น จึงคิดที่ 12 โดสต่อขวดไม่ใช่ 10 โดส เช่น หากมีกลุ่มเป้าหมาย 6,000 คน จะได้วัคซีน 500 ขวด ไม่ใช่ 600 ขวด นี่คือนโยบาย บ่นได้แต่ต้องทำ
ในขณะวัคซีนยังมีน้อย บรรดา ส.ส.และคนมือยาวก็ยังพยายามจะตัดวัคซีนล็อตใหญ่ไปฉีดจังหวัดหรือบริษัทตนเอง ประกันสังคมก็ตัดไป 1 ล้านโดสให้กับโรงงาน การระบาดหนักในกรุงเทพและปริมณฑลที่ควรได้วัคซีนก่อนเพื่อยุติการระบาด นี่ขนาดนายกประยุทธ์ยึดอำนาจ สธ.ลงมาบัญชาการเองก็ยังไม่กล้าฟันธง
ข่าวว่ามีการชง ศบค.ให้เอาวัคซีนแอสตร้า 1.8 ล้านโดสนี้ ฉีดปูพรมในกรุงเทพและปริมณฑลเพื่อยุติการระบาด เพราะเข็มแรกของแอสตร้าก็เกิดภูมิแล้วถึง80% ในขณะที่ซิโนแวคเข็มแรกเกิดภูมิน้อยกว่า ประดุจการระดมรถดับเพลิงมาฉีดจุดที่มีไฟไหม้ใหญ่ ไม่ใช่แยกเอารถดับเพลิงที่มีน้อยไปฉีดแถวบุรีรัมย์ ชลบุรี แต่นายกไม่กล้าสั่งทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
การระบาดในไทยจึงจะยังทรงและทรุดเช่นนี้ต่อไปอีกหลายเดือน
https://www.facebook.com/supathasuwannakit/posts/990175558187905
แพทย์ชี้โควิดในไทยยังคุมไม่ได้ ระบาดไปทั่วหลายกลุ่ม-หลายสถานที่
https://www.tnnthailand.com/news/covid19/81170/
“หมอธีระชี้สถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันในไทย การระบาดยังกระจายไปทั่วหลากหลายกลุ่มหลากหลายสถานที่ ยังควบคุมไม่ได้”
วันนี้ (30พ.ค.64) รศ.นพ.
ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว
Thira Woratanarat เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 โดยระบุว่า
สถานการณ์ทั่วโลก 30 พฤษภาคม 2564...
มาเลเซียติดเพิ่มวันเดียวกว่าเก้าพันคน เสียชีวิตเกือบร้อยคน รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์สองสัปดาห์ตั้งแต่ 1-14 มิถุนายน 2564
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 480,962 คน รวมแล้วตอนนี้ 170,607,038 คน ตายเพิ่มอีก 10,474 คน ยอดตายรวม 3,547,762 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดยังเป็นเช่นเดิม คือ อินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และอเมริกา
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 11,863 คน รวม 34,034,520 คน ตายเพิ่ม 345 คน ยอดเสียชีวิตรวม 609,416 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่มมากถึง 174,041 คน รวม 27,893,472 คน ตายเพิ่ม 3,614 คน ยอดเสียชีวิตรวม 325,998 คน อัตราตาย 1.2%
บราซิล ติดเพิ่ม 78,943 คน รวม 16,471,600 คน ตายเพิ่มถึง 1,971 คน ยอดเสียชีวิตรวม 461,142 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 10,675 คน ยอดรวม 5,657,572 คน ตายเพิ่ม 68 คน ยอดเสียชีวิตรวม 109,358 คน อัตราตาย 1.9%
ตุรกี ติดเพิ่ม 7,656 คน รวม 5,235,978 คน ตายเพิ่ม 137 คน ยอดเสียชีวิตรวม 47,271 คน อัตราตาย 0.9%
อันดับ 6-10 เป็น รัสเซีย สหราชอาณาจักร อิตาลี อาร์เจนติน่า และเยอรมัน ติดกันหลักพันถึงหลักหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย ชิลี บาห์เรน โบลิเวีย เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ญี่ปุ่น เนปาล และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
ตอนนี้มาเลเซียติดเชื้อเพิ่มสูงถึง 9,020 คน ตายเพิ่ม 98 คน ยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่หลักร้อย ยกเว้นคาซักสถาน และยูเครน ที่ยังหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน
เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และกัมพูชา ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกงติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...วิเคราะห์ภาพรวมการระบาดของโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนติดเชื้อใหม่มี 3.65 ล้านคน แนวโน้มลดลงราว 15% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
เสียชีวิตไปเพิ่มประมาณ 78,000 คน ลดลง 9%
...สำหรับประเทศไทยเรา ข้อมูลที่รายงานเมื่อวาน ทำให้ไทยเรามีจำนวนการติดเชื้อใหม่เพิ่มมากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก
จำนวนเคสรุนแรงและวิกฤติ เป็นอันดับที่ 19
จำนวนการเสียชีวิตเพิ่ม เป็นอันดับที่ 34
จำนวน active case เป็นอันดับที่ 38
และในอีกไม่กี่วัน ไทยน่าจะมียอดติดเชื้อรวมแซงประเทศมาเซโดเนียเหนือ ขึ้นเป็นอันดับที่ 82 ของโลกได้
...ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เราเห็น
การระบาดยังกระจายไปทั่วหลากหลายกลุ่มหลากหลายสถานที่ ยังควบคุมไม่ได้
วัคซีนที่มีอยู่ จำกัดทั้งปริมาณ และชนิด โดยยังมีการฉีดได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ
ศักยภาพของระบบการตรวจคัดกรองโรคนั้นก็มีจำกัด
การเร่งเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดได้ เพราะจำนวนคนที่เข้ามามากขึ้น แม้จะได้เม็ดเงินเข้ามา แต่จะเพิ่มจำนวนการพบปะกันติดต่อกัน ระยะเวลาการสัมผัส และแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ให้บริการ ก็จะเดินทางไปที่ต่างๆ มากขึ้น
รูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆ ทั้งเล็กกลางใหญ่ หลายต่อหลายที่ก็ยังมีจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการรระบาด ทั้งเรื่องค้าขาย และบริการ โดยที่กำลังในการตรวจตรากำกับก็มีไม่เพียงพอที่จะทำได้อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง
จึงพอคาดการณ์ได้ว่า มีโอกาสสูงที่เราจะเจอระลอกสี่ตามมาในเวลาไม่นาน แม้ว่าปัจจุบันยังผจญกับระลอกสามโดยยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดก็ตาม
ประเมินความเสี่ยงแล้ว ควรชะลอการเปิดประเทศไปก่อน อย่าเพิ่งเริ่มทำในเดือนกรกฎาคมนี้
งบประมาณที่จะกู้มาเพิ่มนั้น ควรสำรองไว้ให้ดี ไม่ควรทุ่มไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในยามที่การระบาดยังควบคุมไม่ได้ ไม่งั้นจะเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ขอให้ประชาชนอย่างพวกเราป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ประหยัด รัดเข็มขัด ลดการใช้ของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
https://www.facebook.com/thiraw/posts/10222534416741643
JJNY : หมอสุภัทรโพสต์ปม'แอสตร้าฯ'มิ.ย.│แพทย์ชี้โควิดในไทยยังคุมไม่ได้│‘ร้านอาหาร’ นับแสนปิดกิจการ│โจรขโมยของสดเกลี้ยงลัง
https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2749303
หมอสุภัทรโพสต์ ลับลวงพราง วัคซีน ‘แอสตร้าฯ’ มิ.ย. ความปั่นป่วนที่ ศบค. ไม่กล้าบอกความจริง ชี้การระบาดในไทยคงยังทรงและทรุดไปอีกหลายเดือน
วันที่ 30 พฤษภาคม นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ในประเด็น “ลับลวงพราง วัคซีนโควิด ตอน 2 : แอสตร้ามิถุนายน ความปั่นป่วนที่ ศบค. ไม่กล้าบอกความจริง” โดยระบุว่า
วันที่ 7 มิถุนายน 2564 วันแรกที่ kick off ฉีดวัคซีนตามที่ลงทะเบียนไว้ แล้วจะได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าไหม แล้ววันต่อๆ ไปด้วยจะได้ฉีดแอสตร้าจริงไหม หรือจะกลายมาเป็นซิโนแวค นี่คือคำถามที่ปั่นป่วนมาก
วัคซีนแอสตร้าจากสยามไบโอไซแอนนั้น เป็นความหวังสำคัญยิ่ง แต่เพราะเป็นวัคซีนล็อตแรก การผลิตย่อมมีอุปสรรค ความชำนาญก็ยังมีไม่มาก ผลิตแล้วก็ต้องนำไปตรวจรับรองโดยบริษัทแม่ด้วย เมื่อพบความเบี่ยงเบนของค่าต่างๆ ก็ต้องนำกลับมาแก้ไขให้ได้ตามมาตรฐาน แม้ทำเต็มที่แต่ก็ยังล่าช้าและมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดการณ์
ในสัญญาการส่งมอบวัคซีนแอสตร้านั้น ตกลงไว้ว่า จะมีส่งมอบวัคซีนในสิ้นไตรมาส3 คือมิถุนายน ซึ่งแปลว่า ส่งมอบใน 1-30 มิถุนายน ก็ไม่ได้ผิดสัญญา ส่วน 7 มิถุนายนนั้น เป็นเรื่องที่ ศบค.กำหนดเอง เพื่อลดเสียงก่นด่าเรื่องทำไมไม่มีวัคซีนให้ฉีด เมื่อผลิตวัคซีนได้น้อยและช้ากว่าที่ตั้งธงไว้ การระบาดก็รุนแรง ความต้องการฉีดพุ่งสูง จึงเป็นมิถุนาแห่งความโกลาหล แผนการกระจายวัคซีนตอนนี้สร้างความปวดหัวแก่ รพ.อย่างมาก เพราะเปลี่ยนโผแทบทุกวัน
ด้วยข้อมูลที่จำกัด เข้าใจว่า วัคซีนล็อต แรกในเดือนมิถุนายนนี้ จะสามารถส่งมอบล็อตแรกได้ที่ 1.8 ล้านโดส จากความต้องการใช้แอสตร้า 5 ล้านโดส โจทย์ที่สำคัญคือ วัคซีนจำนวนนี้ ควรจัดสรรไปฉีดให้ใคร แล้ววัคซีนที่ขาดไปจะทำอย่างไร
ต้องขอบอกก่อนว่า วัคซีนนั้นเป็นของหายาก กำลังการผลิตทั้งโลกมีจำกัด บริษัทต้องส่งตามยอดการจองที่สั่งไว้ก่อน การซื้อด่วนๆนั้นก็มีได้บ้าง แต่ได้ราคาแพงและจำนวนน้อย ซึ่งปัจจุบันเราก็ได้ด่วนมาเฉพาะซิโนแวคเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ก็ต้องมีวัคซีนแอสตร้ามาฉีดให้กับคนไทย นี่คือความอยู่รอดครั้งสำคัญของรัฐบาล แผนสองจึงเกิดขึ้น วัคซีนแอสตร้าจากเกาหลีคือคำตอบสุดท้าย ข่าววงในบอกว่า รัฐบาลจ่ายหนักสั่งด่วนมาจากเกาหลี 5 แสนโดสมาแก้ขัดให้ทัน 7 มิถุนายนนี้ และสั่งซิโนแวคมาอีกมากกว่า 3 ล้านโดส สำหรับใช้แทนแอสตร้าที่ขาดหายไป คนที่ลงทะเบียนไว้ส่วนหนึ่งจะได้รับการเชิญชวนให้ฉีดซิโนแวคแทน
เมื่อแอสตร้ามีน้อย ปรากฏการณ์เชิญชวนแกมบังคับให้โรงพยาบาลฉีดจากขวดละ 10 โดสให้ได้ 12 โดสจึงเกิดขึ้น เพื่อรีดวัคซีนให้เพิ่ม 20% อย่างน้อยเสียงก่นด่าก็ลดลง 20% และเพื่อลดแรงต้านจากบุคลากรการแพทย์ ทาง ศบค.จะสั่งซื้อ low dead space syringe ส่งมาพร้อมกับวัคซีนแอสตร้าด้วย เพื่อให้สูญเสียที่เกิดขึ้นแน่ในเข็มฉีดยาให้มีน้อยที่สุด ยอดการจัดสรรขวดวัคซีนแอสตร้าและแบบรายงานการฉีดที่ ศบค.จะส่งมานั้น จึงคิดที่ 12 โดสต่อขวดไม่ใช่ 10 โดส เช่น หากมีกลุ่มเป้าหมาย 6,000 คน จะได้วัคซีน 500 ขวด ไม่ใช่ 600 ขวด นี่คือนโยบาย บ่นได้แต่ต้องทำ
ในขณะวัคซีนยังมีน้อย บรรดา ส.ส.และคนมือยาวก็ยังพยายามจะตัดวัคซีนล็อตใหญ่ไปฉีดจังหวัดหรือบริษัทตนเอง ประกันสังคมก็ตัดไป 1 ล้านโดสให้กับโรงงาน การระบาดหนักในกรุงเทพและปริมณฑลที่ควรได้วัคซีนก่อนเพื่อยุติการระบาด นี่ขนาดนายกประยุทธ์ยึดอำนาจ สธ.ลงมาบัญชาการเองก็ยังไม่กล้าฟันธง
ข่าวว่ามีการชง ศบค.ให้เอาวัคซีนแอสตร้า 1.8 ล้านโดสนี้ ฉีดปูพรมในกรุงเทพและปริมณฑลเพื่อยุติการระบาด เพราะเข็มแรกของแอสตร้าก็เกิดภูมิแล้วถึง80% ในขณะที่ซิโนแวคเข็มแรกเกิดภูมิน้อยกว่า ประดุจการระดมรถดับเพลิงมาฉีดจุดที่มีไฟไหม้ใหญ่ ไม่ใช่แยกเอารถดับเพลิงที่มีน้อยไปฉีดแถวบุรีรัมย์ ชลบุรี แต่นายกไม่กล้าสั่งทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
การระบาดในไทยจึงจะยังทรงและทรุดเช่นนี้ต่อไปอีกหลายเดือน
https://www.facebook.com/supathasuwannakit/posts/990175558187905
แพทย์ชี้โควิดในไทยยังคุมไม่ได้ ระบาดไปทั่วหลายกลุ่ม-หลายสถานที่
https://www.tnnthailand.com/news/covid19/81170/
“หมอธีระชี้สถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันในไทย การระบาดยังกระจายไปทั่วหลากหลายกลุ่มหลากหลายสถานที่ ยังควบคุมไม่ได้”
วันนี้ (30พ.ค.64) รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว Thira Woratanarat เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 โดยระบุว่า
สถานการณ์ทั่วโลก 30 พฤษภาคม 2564...
มาเลเซียติดเพิ่มวันเดียวกว่าเก้าพันคน เสียชีวิตเกือบร้อยคน รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์สองสัปดาห์ตั้งแต่ 1-14 มิถุนายน 2564
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 480,962 คน รวมแล้วตอนนี้ 170,607,038 คน ตายเพิ่มอีก 10,474 คน ยอดตายรวม 3,547,762 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดยังเป็นเช่นเดิม คือ อินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และอเมริกา
อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 11,863 คน รวม 34,034,520 คน ตายเพิ่ม 345 คน ยอดเสียชีวิตรวม 609,416 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่มมากถึง 174,041 คน รวม 27,893,472 คน ตายเพิ่ม 3,614 คน ยอดเสียชีวิตรวม 325,998 คน อัตราตาย 1.2%
บราซิล ติดเพิ่ม 78,943 คน รวม 16,471,600 คน ตายเพิ่มถึง 1,971 คน ยอดเสียชีวิตรวม 461,142 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 10,675 คน ยอดรวม 5,657,572 คน ตายเพิ่ม 68 คน ยอดเสียชีวิตรวม 109,358 คน อัตราตาย 1.9%
ตุรกี ติดเพิ่ม 7,656 คน รวม 5,235,978 คน ตายเพิ่ม 137 คน ยอดเสียชีวิตรวม 47,271 คน อัตราตาย 0.9%
อันดับ 6-10 เป็น รัสเซีย สหราชอาณาจักร อิตาลี อาร์เจนติน่า และเยอรมัน ติดกันหลักพันถึงหลักหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย ชิลี บาห์เรน โบลิเวีย เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ญี่ปุ่น เนปาล และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
ตอนนี้มาเลเซียติดเชื้อเพิ่มสูงถึง 9,020 คน ตายเพิ่ม 98 คน ยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่หลักร้อย ยกเว้นคาซักสถาน และยูเครน ที่ยังหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน
เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และกัมพูชา ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกงติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...วิเคราะห์ภาพรวมการระบาดของโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนติดเชื้อใหม่มี 3.65 ล้านคน แนวโน้มลดลงราว 15% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
เสียชีวิตไปเพิ่มประมาณ 78,000 คน ลดลง 9%
...สำหรับประเทศไทยเรา ข้อมูลที่รายงานเมื่อวาน ทำให้ไทยเรามีจำนวนการติดเชื้อใหม่เพิ่มมากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก
จำนวนเคสรุนแรงและวิกฤติ เป็นอันดับที่ 19
จำนวนการเสียชีวิตเพิ่ม เป็นอันดับที่ 34
จำนวน active case เป็นอันดับที่ 38
และในอีกไม่กี่วัน ไทยน่าจะมียอดติดเชื้อรวมแซงประเทศมาเซโดเนียเหนือ ขึ้นเป็นอันดับที่ 82 ของโลกได้
...ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เราเห็น
การระบาดยังกระจายไปทั่วหลากหลายกลุ่มหลากหลายสถานที่ ยังควบคุมไม่ได้
วัคซีนที่มีอยู่ จำกัดทั้งปริมาณ และชนิด โดยยังมีการฉีดได้น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ
ศักยภาพของระบบการตรวจคัดกรองโรคนั้นก็มีจำกัด
การเร่งเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดได้ เพราะจำนวนคนที่เข้ามามากขึ้น แม้จะได้เม็ดเงินเข้ามา แต่จะเพิ่มจำนวนการพบปะกันติดต่อกัน ระยะเวลาการสัมผัส และแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ให้บริการ ก็จะเดินทางไปที่ต่างๆ มากขึ้น
รูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆ ทั้งเล็กกลางใหญ่ หลายต่อหลายที่ก็ยังมีจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการรระบาด ทั้งเรื่องค้าขาย และบริการ โดยที่กำลังในการตรวจตรากำกับก็มีไม่เพียงพอที่จะทำได้อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง
จึงพอคาดการณ์ได้ว่า มีโอกาสสูงที่เราจะเจอระลอกสี่ตามมาในเวลาไม่นาน แม้ว่าปัจจุบันยังผจญกับระลอกสามโดยยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดก็ตาม
ประเมินความเสี่ยงแล้ว ควรชะลอการเปิดประเทศไปก่อน อย่าเพิ่งเริ่มทำในเดือนกรกฎาคมนี้
งบประมาณที่จะกู้มาเพิ่มนั้น ควรสำรองไว้ให้ดี ไม่ควรทุ่มไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในยามที่การระบาดยังควบคุมไม่ได้ ไม่งั้นจะเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ขอให้ประชาชนอย่างพวกเราป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด ประหยัด รัดเข็มขัด ลดการใช้ของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
https://www.facebook.com/thiraw/posts/10222534416741643