เรื่องสั้น เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 33: วีซ่าร้านอาหาร R-1

          “พี่มาวีซ่าร้านอาหารโว๊ย R-1 อ่ะ รู้จักป่าว 555” พี่แก่ รุ่นใหญ่ในร้านอาหารที่ผมทำงานด้วยเคยเล่าให้ฟัง ตั้งแต่สมัยที่ผมเพิ่งมาใหม่ ๆ แล้วร้านมีเลี้ยงฉลองวันหยุดกัน พวกเราเหล่ามนุษย์ห้องครัวก็เฮกันไปเมายกแผง ด้วยความมาใหม่ ไม่รู้ประสีประสาเรื่องวีซ่า ผมฟังแล้วก็งง ไม่เข้าใจ พี่แก่เห็นเลยอธิบายต่อว่า R-1 คือ Restaurant-1 ซึ่งวีซ่านี้ ไม่มีอยู่จริงหรอก แกมั่วขึ้นมา เพราะแกไม่ได้มาเรียน ไม่ได้มาเที่ยว แต่ตั้งใจมาทำงานหาเงินอย่างเดียวเลย
หัวเรื่องโผล่มาก็ชวนติดปุ่มโดนด่าทันที เพราะหลายคนบอกว่า เดินทางมาต่างประเทศ มาด้วยวีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยว ทำงานไม่ได้นะ! มันผิดกฎหมาย! บอกเลยว่า ผิดจริง แต่ถ้าไม่ทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนมา-! บ้านพ่อพวกผมไม่ได้รวยขนาดพี่นี่ อย่างน้อยก็ไม่ได้ไปโกงกินชาติเหมือนนักการเมืองนะคร้าบบบ! อย่ามาฝันหวาน ทำเป็นโลกสวย เดินไปไหนก็เจอแต่ทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์ แบบว่ามานั่งวาดรูปเล่นอยู่ Central park แล้วมีเจ้าของ gallery มาเห็น ขอซื้อภาพไปแสดงงานน่ะ นั่นน่ะ มันมีแค่ในหนังเท่านั้นล่ะค้าบบบ

          เรื่องของการทำงานที่ร้านอาหารนี้ ว่าไปมันก็ออกจะสีเทา ๆ คือ ไม่ว่าจะคุณจะมาด้วยวีซ่านักเรียน, ท่องเที่ยว, หรือว่าโดดวีซ่า เป็นโรบินฮู้ดไปแล้วนั้น ตามหลักแล้วมันไม่สามารถทำงานได้ มันผิดกฎหมายจริง แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องทำงานผิดกฎหมายที่นิวยอร์กนั้น ไม่ใช่ตำรวจ เป็นหน่วยงานอะไรก็ไม่เคยรู้ เพราะไม่เคยพบเห็น 555 ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งที่ชื่อ ICE นั้น หน้าที่คือเจาะจงจับเฉพาะคนอยู่ผิดกฎหมาย เพื่อส่งกลับประเทศเท่านั้น ถ้าวีซ่าไม่ขาด ถึงเป็นวีซ่านักเรียนก็ไม่มีปัญหานะ แต่ว่าก็ว่าเถอะนะ อยู่มาจะสิบห้าปีแล้ว ยังไม่เคยเจอ ICE ตัวเป็น ๆ สักคน อารมณ์เหมือนกับบ้านเรา ที่ชอบบอกว่า นักการเมืองดี ๆ มีอยู่จริง! อยู่ไหนวะ? ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นสักตัว!

          ต้องยอมรับว่า พวกเรามนุษย์ห้องครัวที่ทำงานที่นิวยอร์กอยู่นั้น ส่วนมากก็ไม่ได้มีวีซ่าทำงานหรือใบเขียวอะไรหรอก ก็วีซ่านักเรียนทั้งนั้นนี่แหละ ที่มาทำงาน Part time หาเลี้ยงตัวเอง บ้างก็ทำพอประมาณว่า หาเงินมายาไส้ เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ บ้างก็ทำงานหาเงินซื้อ Chanel, Hermès เอาไว้ใช้ แต่บางคนก็กลับกัน ทำงานเป็น Full time เรียนเป็น Part time ไปแทนเสียก็มาก อย่าหาว่าเรามาแย่งงานเขาเลยครับ มันไม่มีคนทำงานจริง ๆ อาชีพใช้แรงงานแบบนี้ พี่ฝรั่งขาวเขาไม่ค่อยเอากันหรอก มันหนักไป ต้องกะเหรี่ยงอพยพ อึด ถึก ทน อย่างพวกเรานี่แหละ ศรีทนด้ายยย..... และแม้จะเรียกได้ว่าทำงานกันอย่างไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างน้อยพวกเราก็เสียภาษีกันอย่างถูกกฎหมายนะครับ
 
          ภาษี คือ อะไรเราทุกคนคงรู้กันอยู่ มันคือ เงินที่มาจากประชาชนที่มีรายได้ โดยจะถูกหักออกไปส่วนหนึ่งเอาไปเป็นสวัสดิการ เพื่อพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ทำถนน พัฒนาระบบไฟฟ้าน้ำประปา สาธารณสุขอะไรเทือกนั้น ร้านอาหารก็ต้องการลงทะเบียนเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฏหมาย คือ มีรายได้ใช่ม่ะ ก็ต้องโดนหักภาษี ไม่ใช่ว่ามาแย่งงานแย่งการเขา ป่วยก็ไปขอสวัสดิการฟรี แล้วแถมยังขนเงินออกนอกประเทศอีก โดยภาษีของชาวนิวยอร์กจะขึ้นอยู่กับรายได้ รายได้ไม่มากนักก็ประมาณ 15% รายได้ดีหน่อยก็โดนไป 30%! เช็ดครก! ทำงานร้อยนึงโดนภาษีไป 30% ทำงานเพื่อชาติใช่ไหมวะเนี่ย? (ชาติหน้านะ) ซึ่งเรื่องของภาษีนี่มันก็ว่ากันไม่ได้เลย อย่างเรื่องของพี่ร็อคกี้
 
          บ่ายแก่ ๆ ของวันอาทิตย์ วันที่พวกผม สามหนุ่ม ผม โจ้ กับพี่ร็อคกี้ มีวันหยุดวันเดียวกัน ตามปรกติ พวกเราก็จะพยายามหากิจกรรมอะไรทำ แต่ปีนี้ก็เงียบไปเพราะเรื่องของโควิท
          “โอ๊ยยยย โดนอีกแล้ว ๆ” เสียงพี่ร็อคกี้บ่นมาแต่ไกล
          “เป็นไรวะพี่ เมนส์ไม่มาเหรอ” ผมถาม
           “เมนส์ไม่มาพ่องซิ กูไปทำ Tax มาโว้ย” พี่ร็อคกี้บอกหัวเสีย รู้กันดีว่า ช่วงปลายเดือนสี่ นั้นเป็น Tax Season เป็นฤดูที่ผู้มีการมีงานและมีอันจะกิน อย่างพี่แกต้องมาโอดครวญให้ฟังทู๊กที ก็พี่ีร็อคกี้แกทำร้านญี่ปุ่นไฮโซ รายได้แกต่อปีมีแตะแสนเหรียญ ทำ Tax ที ก็โดนเก็บเงินเพิ่มทุกปี นี่ปีที่ผ่านมาเพราะพิษ COVID-19 เล่นเอาแกว่างงาน นอนกินเงิน UI แต่เอ๊ะทำไมยังบ่นว่าโดน Tax อีกวะเนี่ย
          “ไงพี่ โดนไปเท่าไหร่ ปีนี้” ผมถาม เพราะทุก ๆ ปี ช่วงฤดูเสียภาษีก็มักจะได้ยินแกมาบ่นว่า โดนภาษีไปอ่วมเลย ก็ตามประสาคนรายได้ดีอ่ะนะ!
           “ปีนี้ไม่เยอะ โดนอีก $4,000” พี่ร็อคกี้ตอบ
           “เฮ้ย ไม่เยอะจังอ่ะพี่ ของผมปีนี้โดนเพิ่มไปสามร้อยเอง” ผมบอก ที่แปลกใจ ก็เพราะว่า พวกเราได้รับเงิน UI เหมือนกัน รายได้เราก็น่าจะพอ ๆ กัน แต่ผมกลับเสียแค่ไม่กี่ร้อยเหรียญ
           “ของตอนรับ UI หักภาษีแล้วนี่ ของกูไม่ได้ให้รัฐบาลหักภาษีไว้ก่อนไง ที่นี้เลยต้องจ่ายอ่วมเลย” พี่ร็อคกี้ตอบ คือเงินช่วยเหลือของรัฐบาลของนิวยอร์ก ที่เขาแจก ๆ กันนั้น เวลารับต้องเสียภาษีคืนเขาด้วยนะครับ แต่สามารถเลือกได้ว่าจะรับเต็ม ๆ ไม่ต้องเสียภาษี แบบพี่ร็อคกี้ก็ได้ แล้วถึงฤดูภาษี ค่อยไปคำนวณเอากันว่าต้องเสียคืนให้รัฐเท่าไหร่ มันก็จะเสียแบบเงินก้อนโครมเดียว ส่วนแบบที่สองคือ ให้รัฐหักภาษีไปเลย อารมณ์เหมือนผ่อนจ่ายเป็นงวด ๆ ไป ก็เลยไม่โดนโครมเดียวหนักเท่า
           “อ้าว แล้วไมพี่ไม่ให้เขาหักไว้ก่อนล่ะ” ผมถามต่อ ต่อมเผือกทำงานเต็มที่
           “ใครจะไปรู้ล่ะว่าโควิทมันจะเป็นยังไง จะอยู่กับเรานานแค่ไหน ตอนนั้นกูก็เลยเลือกเก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า นี่มารวมกับรายได้กู ตอนทำร้านญี่ปุ่นช่วงสองเดือนก่อนหน้าที่จะเกิดโควิทอีก ยอดเลยพุ่งไป $60,000 กว่าเนี่ย” พี่ร็อคกี้บ่น แต่ผมได้แต่ร้อง เช็ดโด้! ทำร้านไฮโซ นี่รายได้มันแรงขนาดนี้นี่เอง!
          “โจ้ โดนเท่าไหร่วะ?” ผมถามโจ้มั่ง
           “ปีนี้ได้เงินคืนพันกว่าว่ะ” โจ้บอก ก่อนจะยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวใส่พี่ร็อคกี้ ที่โจ้ได้เงินคืน เพราะให้หักจ่ายไปแล้ว แถมปีแล้วงานก็ไม่ค่อยจะมีเพราะโควิทอีก ก็เลยกลายเป็นรายได้น้อยไป ก็เลยได้เงินคืนซะงั้น เล่นเอาพี่ร็อคกี้มองตาปริบ ๆ
           “เอาน่าพี่ มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า สองสิ่งที่คนเราเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วหลีกหนีไม่พ้น หนึ่งคือ ความตาย และสองคือ ภาษี” ผมยกคำพังเพยมาปลอบใจแก ทำเป็นไม่เคยเสียภาษีไปได้ เงินช่วยเหลือปีที่ผ่านมา ก็รัฐจ่ายให้ โดนภาษีเอาคืนไปก็ตามสมควรแล้วกัน อย่าไปคิดมาก
 
          ตามปรกติเงินภาษีที่เราจ่ายไปนั้น จะถูกนำไปพัฒนาประเทศให้มันเจริญ ส่วนบ้านเราก็อาจจะแปลกหน่อย เพราะเงินภาษีกลายเป็น เงินที่ประชาชนจ่ายไปให้คนในสภาเอาไปซื้อเรือดำน้ำ ซื้อเครื่องบิน ซื้อปืน ที่เอาไว้ยิงประชาชนตอนประท้วงนั่นแหละ หรือจะเป็นเงินที่เอาไปเป็นเบี้ยเลี้ยงข้าราชการ จ่ายภาษีให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือเบิกจ่ายเอาไปดูงาน ซื้อของ จัดงานรื่นเริงต่าง ๆ คิดแล้วประชาชนคนไทยเรานี่โคตรใจบุญอ่ะ จ่ายเงินไปให้มาเฟีย เอ๊ย! นี่เงินภาษีหรือส่วยวะเนี่ย?
 
           “คนไทยที่นิวยอร์ก ร้อยละ 90% ต้องเคยทำงานเกี่ยวกับร้านอาหารมาก่อน และคนไทยร้อยละ 10% เท่านั้น ที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย!” คำพูดของพี่แก่ กับหน้าแกตอนกึ่ม ๆ ขณะที่กำลังสนทนาภาษาน้ำเมากับแกยังคงเด่นชัดในใจ เรื่องนี้มันก็เลยเหมือนกับปิดตาข้างนึง แม้ว่างานที่เราทำอยู่จะเรียกว่า ผิดกฎหมาย แต่อย่างน้อยเราก็เสียภาษีกันนะ คือ จะจับจะห้ามพวกเราไม่ให้ทำงานน่ะได้ แต่เศรษฐกิจเมืองนี้ล่ะจะเป็นอย่างไร ร้านอาหารมากมายเป็นพันเป็นหมื่นร้าน ถ้าปิดตัวไปที นิวยอร์กคงกลายเป็นเมืองร้าง แถมภาษีที่คนทำงานงก ๆ อย่างเราจ่ายนั้นก็ถูกนำไปใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ให้นิวยอร์กมันยังคงก้าวเดินต่อไปได้ ต้องยอมรับความจริงว่า ทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์ มันบานบนถนนคอนกรีตไม่ได้! นั่นน่ะมันเรียกว่า ‘ลาเวนเดอร์โรยหน้า’ แบบที่รัฐบาลไทยเขาชอบทำนั่นแหละ

____________________________________________________________

อ่านต่อตอนอื่น ๆ ได้ที่
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=2084075&chapter=1
https://www.readawrite.com/c/0f5c8dd3ad08c300bc8981fd448db1eb
https://www.blockdit.com/posts/5fcbb448b7df320c4006ae5d

#เอ็นวายกู #nyku #newyorkkitchenuniversity #คนไทยในนิวยอร์ก #ชีวิตเด็กเสิร์ฟ #เรื่องเล่าต่างแดน #มหาลัยห้องครัว #ย้ายประเทศกันเถอะ #ทีมอเมริกา #ทีมเมกา #ทีมนิวยอร์ค
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่