แบ่งปันประสบการณ์การย้ายครอบครัวจากกรุงเทพมาลำปาง ในช่วงอายุ 37 และลูกชาย 8 ขวบ เรื่องจริงที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ตอนนี้ย้ายมาใช้ชีวิตแบบเต็มตัวที่ลำปางแล้วตั้งแต่ พฤศจิกายน 2020 มาถึงวันนี้ก็เรียกว่าอยู่มา 6 เดือนเต็ม อาจจะมีกลับ กทม. วันถึงสองวันบ้าง
แต่ก่อนหน้านั้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาคือขึ้นๆลงๆ กทม. ลำปางตลอด คือขึ้นมาดูงานก่อสร้าง งานปลูกต้นไม้ งานระบบน้ำ และดูแลคนงาน
คราวนี้สิ่งที่อยากจะมาแชร์ในรอบนี้คือ เรื่องจริงที่มันก็ไม่ได้สบาย หรือเป็นไปดั่งฝันที่ผมเคยคิดว่าชีวิตต่างจังหวัด อยู่ในธรรมชาติ ค่าครองชีพที่ถูกลง ซึ่งผมจะค่อยๆเล่าว่าผมได้เจอประเด็นอะไรบ้างให้เพื่อนๆฟังครับ

ในรูปคือบ้านของผมและต้นไม้ที่ผมร่วมปลูกกับคนงานจากต้นเล็กๆจนโตสูงมากแล้วในช่วงปี 2019 - 2021 ก่อนหน้านั้นต้นไม้ตายเยอะเพราะเรื่องระบบน้ำและน้ำรดต้นไม้ที่ไม่เพียงพอ เพราะเคยคิดว่าปลูกก่อนฝนก็จะรอด บอกเลยว่าตาย 97% เลยครับสำหรับต้นที่ปลูกก่อนฝนพอมาเจอหน้าหนาวหน้าร้อนที่แทบไม่มีฝนมาเลยต้นไม้ก็ตายครับผม และพอเล่นกับพื้นที่ใหญ่ๆ ของผมทั้งหมด 31 ไร่ นี้คนงานไม่สามารถขนน้ำไปทุกจุดหรือดูแลได้เต็มที่ครับผม


ต้องเริ่มจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีกระแสทั้งโคกหนองนา มีกระแสพอเพียง มีกระแสเรื่องการทำเกษตร การปลูกผักการสร้างอาหารเอง ผมเองเป็นหนึ่งในผู้เสพสื่อเหล่านั้น 

ช่วงนั้นรายได้ผมค่อนข้างดีคือแต่ละปีรายได้สุทธิเกิน 10 ล้านบาท บางปีสูงๆก็มี 30 ล้านบาท ผมเองมาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลางและอาจจะค่อนไปทางต่ำ อยากจะเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆผมมักจะไม่มีโอกาสได้ของเล่นหรือการไปกินอาหารนอกบ้านแบบครอบครัวเพื่อนๆที่ผมรู้จักเลย พอช่วงแรกของการมีเงินมากมาย ผมก็ใช้เงินเก่งมาก กินทุกอย่างที่อยากกิน แต่ละเดือนค่าอาหารผมแพงมาก กินแต่ในห้างหรูๆ และเนื่องจากเป็นคนชอบกินบุปเฟ่เพราะเรื่องความคุ้มจึงทำให้ผมชอบซื้อคูปองของ รร. และต้องไปกินแต่ละอาทิตย์ประมาณ 2 ครั้งเลยทีเดียวทำให้ตัวอ้วนมาก ตอนนี้ผอมแล้วเพราะมีการปรับตัวและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่  แอบนอกเรื่องไปนิด

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

กลับมาต่อครับผมผมก็เริ่มฝันว่าจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะด้วยวิธีคิดที่ว่า เงินที่มีน่าจะเพียงพอแล้ว เราจะหามากกว่านี้ไปทำไม และก็ต้องเครียด เวลาออกไปทำงานก็ต้องห่างลูกและภรรยา เลยวางแผนว่าเราจะหยุดสร้างรายได้เยอะๆนี้แล้ว โดยการปิดบริษัทและย้ายไปลำปางเพื่อทำงานที่ได้รายได้ที่น้อยลง และงานที่ทำต้องทำอยู่ในรั้วบ้าน และเราก็จะใช้จ่ายน้อยลงด้วย นี่คือแผนคร่าวๆที่วางไว้แบบยังไม่ได้ลงรายละเอียดซักเท่าไหร่

ที่จริงผมเคยคิดว่าผมจะสร้างที่นี้เป็นที่ทำค่ายให้ความรู้กับเด็กๆ และเป็นการหารายได้ด้วย ซึ่ง infrastruct ช่วงแรกจึงเป็นการสร้างสถานที่เพื่อรอรับเรื่องนี้
ซึ่งผมเคยทำค่ายชื่อ ค่ายเด็กกล้า 4.0 (Back to Basic camp, Nature & Discipline to accomplishment) มา 3 รอบแล้ว ซึ่งก็เรียกว่าได้ผลตอบรับที่ดีแต่ผมเองอึดอัดกับช่วงการรอการรับสมัครที่ไม่สามารถยืนยันการจัดค่ายได้เพราะผู้สมัครยังไม่เพียงพอ

ต่อมาก็เลยยกเลิกกิจกรรมนี้ไปและเปลี่ยนการออกแบบการทำงานในรั้วบ้านตัวเองมาเป็นการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติโดยมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกับธรรมชาติและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้มาท่องเที่ยว เช่นการพายเรือ SUP Board ในแม่น้ำวัง หรือกิจกรรมปีนต้นไม้สูง 14 เมตร และการทำพิซ่าเตาดิน  เดินสำรวจสัตว์น้ำในแม่น้ำวังตอนกลางคืนโดยทำงานร่วมกับชาวบ้านที่เค้าจับปลาหากินอยู่แล้วให้ช่วยมานำให้  ร่วมกับชาวบ้านทำกิจกรรมหุงข้าวหลามกินกับหมูปิ้ง ให้เด็กๆได้เรียนรู้การทำข้าวหลามด้วยตัวเอง  มีการทำ BBQ ด้วยเตา Griddle fire bowl 
ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างทำในธรรมชาติทั้งหมด และทั้งหมดก็อยู่ในรั้วบ้าน และรอบบ้านใหม่ของผมนี้





แต่บอกเลยว่าชีวิตก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมา เราก็เรียกว่าพอมีรายได้จ่ายคนงานและตัวเองบ้าง แต่ช่วงที่เงียบไปเลยหลังจากการ lock down รอบที่ 3 นี้มันก็ทำให้ผมเริ่มเห็นชีวิตการเป็นอยู่ที่รายจ่ายเริ่มมากกว่ารายได้และสิ่งเหล่านี้กำลังจะเริ่มเป็นปัญหา

การที่เรามีพื้นที่ใหญ่แบบนี้สิ่งที่ทำให้เกิดรายจ่ายแต่ละเดือนที่ค่อนข้างสูงเพราะเราอยู่ได้ด้วย อุปกรณ์หลายๆอย่าง ซื้อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ปั้มน้ำ Solar cell ที่เราไว้รดน้ำต้นไม้ คือดูดน้ำจากบ่อขุด ของเราเสียไปถึง 2 ตัว (ไม่พร้อมกันแต่ก็เวลาใกล้เคียงกันใช้มาแล้ว ปีกว่าๆ ) ราคาที่ผมต้องซื้อใหม่คือ 6800 x 2  = 13,600
ที่นี่ผมใช้บาดาลน้ำตื้นคือบ่อแค่ 10 เมตร ดังนั้นช่วงแล้งที่ผ่านมาน้ำในบ่อเริ่มไม่พอ ต้องเริ่มเอาน้ำอีก 2 บ่อที่เคยขุดไว้มาร่วมด้วย นี่ก็หมดไปอีกเกือบ 60,000 บาท  เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำบาดาลมาใช้งาน
ค่าคนงานแต่ละเดือนคนละ 12,000 มีสองคน ก็คือ 24,000 รวมเบี้ยขยันอีก ก็ 26,000 บาท
ค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนที่นี่เราใช้หม้อแปลง 160 kv ซึ่งมี lost ในหม้อแปลงอยู่ระดับหนึ่งค่าไฟเราจะแกว่งอยู่ที่ 2,000 - 6,000 บาทขึ้นกับลูกค้ามาพักเยอะหรือเปล่า ถ้ามาเยอะคือเดือนหนึ่งรวมๆแล้วได้ 16 ห้อง  (ตรงนี้ผมมี 6 ห้อง เดือนหนึ่งมี 30 วัน ซึ่งก็คือมีห้องว่างทั้งหมด 180 ห้อง แต่คนเข้าพักแค่ 16 ห้องต่อทั้งเดือน ) ค่าไฟจะอยู่ที่ 5,000 กว่าๆเลยทีเดียว

และยังมีค่าเครื่องตัดหญ้าที่เสียบ้าง ท่อประปาที่แตกและต้องดูแล การเปิดโซนใหม่ในการปลูกต้นไม้ ค่าท่อที่เราต้องเดินไปใหม่ซึ่งแต่ละครั้งระบบน้ำที่รวมท่อรวม sprinkler นั้นก็ไม่ได้ถูกเลยขั้นต่ำๆต้องจ่าย 1,000 กว่าๆตลอด แค่สาย PE ม้วน 200 เมตร ขนาด 25 mm ก็พันกว่าบาทแล้ว

แต่ละครั้งที่ผมต้องเข้าเมืองลำปางไปซื้อของ รวมถึงพาลูกไปเรียนพิเศษด้วย ไปกลับก็จะอยู่ที่ 65 km ค่าน้ำมันก็ประมาณ 160-180 บาทขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันขึ้นๆลงๆ 

จะเห็นว่าชีวิตที่ถ้าเพื่อนๆผมหลายๆคนดูแต่ภาพในเฟสบุคอาจจะรู้สึกว่าการมาอยู่ต่างจังหวัดนี้มันชิวดี แต่เบื้องหลังนั้นมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย มันต้องคอยคิดว่า ถ้าเราเจอแบบนี้ เราจะต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ ให้เพียงพอและต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน และนี่คือปัญหาของผมที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนที่สามารถรู้รายรับที่แน่นอน ซึ่งมาถึงวันนี้ผมอยู่ที่นี่มา 6 เดือนแล้ว บางเดือนรายได้สูงกว่ารายจ่ายแต่ก็นิดหน่อย แต่รวมๆแล้วรายได้ที่ได้มาตั้งแต่เปิดทำธุระกิจนี้ ยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเอาซะเลย  

เพราะค่าใช้จ่ายมันมีหลายๆอย่างที่ซ่อนไว้เต็มไปหมด การมีบ้านหลังใหญ่ หรือพื้นที่ใหญ่ๆนั้น ตามมาด้วยค่าดูแลที่มากมาย มันไม่เหมือนในฝันที่ผมเคยดูจากทีวีเลย ก็เลยอยากจะมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง และแอบโฆษณาให้เพื่อนๆรู้จักผมไปด้วยกันครับ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่