ที่เซี่ยงไฮ้วันนี้โลกปัจจุบันกำลังฉลองวันวาเลนไทน์กัน
ถ้าตอนนี้ฉันอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ โภไคยคงซื้อกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ และคงขอฉันแต่งงานวันนี้
ในขณะที่ช่างวาดรูปกำลังวาดรูปฉันกับหยวนลงบนผืนผ้าใบด้วยสีน้ำมัน เขาเป็นช่างที่มีฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้
ณ ตอนนั้น เขาใช้เวลาในการวาดนาน 3 ชั่วโมง
พอวาดเสร็จ ไม่น่าเชื่อ เขาวาดได้เหมือนมาก ฉันเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งแบตเตอรี่อ่อนมาก
ถ่ายรูปถ่ายนั้นเอาไว้ และถ่ายรูปหยวนกับฉันเก็บเอาไว้ เผื่อฉันจะได้กลับบ้าน ถ่ายได้ 2-3 รูป แบตเตอรี่ก็หมด
คืนนั้นฉันเข้าหอกับหยวน เรารักกันมาก เพราะฉันมีเขาคนเดียวในโลกแห่งอดีต รู้จักแค่เขาคนเดียว
วันเข้าหอตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี 14 กุมภาพันธ์ 2540
“โภไคยเธออยู่ไหนกันหนอตอนนี้ แฟนของเธอแต่งงานไปแล้วนะ ฉันไม่ผิดใช่ไหม ที่หนีเธอแต่งงานโดยไม่ได้บอกลาอะไรเธอเลย”
ไภไคยคบกับฉันมา 4 ปี แต่หยวนเจอฉันแค่ 4 วัน น้ำตาฉันซึม
หยวนเข้ามากอดและบอกว่าเขารักฉัน และเขาจะรักฉันคนเดียวตลอดไป จะไม่มีใครอีกแล้ว
ฉันกอดเขาและซบที่บ่าของเขา และกล่าวว่า...
“หยวน..ฉันสัญญาว่าฉันจะมีแต่คุณคนเดียว จะไม่มีใครอีกแล้ว ฉันรักคุณ..หยวน” ฉันก้มลงไปจูบแก้มที่มีลักยิ้มของเขาอย่างทะนุถนอม
เรานอนกอดกันทั้งคืน ฉันหนุนแขนหยวนและกอดเขาอย่างมีความสุข ฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย แม้กระทั้งกับโภไคย
“ ดุจ..ดุจ..ดุจ ตะเองมานอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
..... ตะเองหายไปไหนมาตั้งแต่วันนั้น
..... เราตามหาตะเองแทบบ้า เราไปแจ้งความ ตำรวจช่วยหากันตลอดทั้งวันทั้งคืน”
เสียงคุ้นๆของโภไคยดังใส่หูจนฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา มองซ้ายมองขวา
“ หยวน..หยวน อยู่ไหน” ฉันตะโกนเรียกชื่อหยวนตลอดเวลา มองไปมองมาเห็นว่าตอนนี้อยู่ที่สนามบินผู่ตง และตรงหน้าฉันคือตำรวจสองนายและโภไคย กำลังจ้องมองฉันอยู่
“คุณครับ กลับมาได้อย่างไรครับ พวกผมตามหาคุณตั้งแต่วันที่คุณหายไป
แล้วอยู่ๆคุณมานอนตรงโซฟาที่สนามบินได้อย่างไร พวกผมงงมากเลยครับ”
ตำรวจถามอย่างสงสัย เพราะพวกเขาออกกันตามหาดุจตะวันเกือบ 5 วัน
“ขอบคุณครับคุณตำรวจ ผมเจอเพื่อนผมแล้วครับ ผมต้องเช็คอินแล้วครับ เครื่องใกล้ออกแล้วครับ”
โภไคยขอบคุณตำรวจเสร็จก็ประครองฉันนั่งแล้วบอกให้เตรียมกลับบ้านเพราะเครื่องจะออกแล้ว
“ หยวนของฉันอยู่ไหน หยวน...หยวน” ฉันตะโกนหาเขา
“ กลับไทยกันเถอะ เครื่องจะออกแล้ว เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง”
โภไคยรีบดึงตัวฉันเข้าไปเช็คอิน แต่ฉันพยายามจะหนีเขา เพื่อไปหาหยวน
แต่โภไคยพูดขึ้นมาคำเดียวทำให้ฉันหยุดนิ่ง และสติกลับมาปัจจุบันได้
“ นี่..มันโลกปัจจุบันนะดุจตะวัน ตอนนี้เธอกลับมาโลกปัจจุบันแล้ว โลกอดีตเธอเข้าไปไม่ได้อีกแล้ว อยู่กับปัจจุบันเถอะ”
นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทย ฉันร้องไห้ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน
.....คิดถึงหยวน
....คิดถึงโลกแห่งอดีต
.... เราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วหยวน
.... สุดที่รักของฉัน หยวนจ๋า..คุณอยู่ไหน
5 ปีต่อมา...ฉันยังคงครองความเป็นโสด รูปถ่ายที่ถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์ ฉันปริ้นซ์ออกมาใส่กรอบติดไว้ที่หัวเตียงและมองทุกคืนก่อนนอน
ฉันได้มีโอกาสมาทำธุรกิจให้ครอบครัวที่เซี่ยงไฮ้ ไกด์พาเที่ยวทุกที่ในเซี่ยงไฮ้
เหลือจุดสุดท้ายที่ไกด์จะพาไป ไกด์บอกเป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลยที่นั่นคือ ...
เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว พอไกด์พูดเช่นนั้นฉันสะดุ้งสุดตัว จนทำให้ลูกน้องที่ไปด้วยแปลกใจ หันมาดูฉันเป็นตาเดียว ฉันก็ยิ้มเฉยๆ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์นะค่ะ ที่เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว จะมีกิจกรรมจัดวันวาเลนไทน์แบบโบราณ
....ถ้าใครเคยมีความรักที่นี่ ให้อธิษฐานแล้วจะสมหวังในรักนะค่ะ”
ฉันนั่งนิ่งเงียบในใจคิดอธิษฐานว่า ....
“ถ้าหยวนยังรักฉันอยู่ และรอคอยให้ฉันมาหา ขอให้มีปาฏิหารย์ด้วยเถิด” ฉันนั่งหลับตานิ่งเงียบ ภาวนาอยู่ในใจ
ไกด์สาวพามาร้านอาหารร้านหนึ่ง ร้านนั้นจัดร้านได้แนวโบราณมาก เหมือนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว
ทำให้ฉันหวนคิดถึงหยวนชายในดวงใจของฉัน ที่ฉันไม่เคยลืมเขาได้เลย ถึงแม้เวลาจะผ่านมา 3 ปีแล้ว ฉันก็ยังคงคิดถึงเขาเสมอ
และเป็นความคิดถึงที่ทรมานมาก เพราะเรามิอาจที่จะได้มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยในชีวิตนี้ เพราะเราอยู่กันคนละเวลา คนละมิติ
“ เชิญนั่งเลยครับ สั่งอาหารจีนได้ตามสบายเลยนะครับ ทางร้านยินดีบริการเต็มที่ครับ” บริกรนำเสนอรายการอาหารของร้าน
ฉันมองบรรยากาศรอบๆร้าน รู้สึกอบอุ่นเหมือนเคยมา มองไปทั่วร้าน และไปสะดุดตาภาพอยู่ภาพหนึ่งติดเด่นอยู่ข้างฝาผนังห้อง
ฉันเดินเข้าไปดูรูปภาพนั้นใกล้ๆ
น้ำตาซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว ภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นเคยอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นภาพที่เก่าแก่มาก แต่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
“ บริกรค่ะ เจ้าของร้านอยู่ที่ไหนค่ะ ฉันจะสอบถามอะไรเขาสักหน่อยค่ะ” บริกรเดินไปตามเจ้าของร้านออกมาพบ
เจ้าของร้านเดินออกมาเป็นชายวัยชรา แต่ยังดูแข็งแรง ดูท่าทางมีสง่าราศีดี เข้ามาถามฉันว่า...
“ มีอะไรหรือครับ” เขาถามอย่างสุภาพอ่อนน้อม พร้อมส่งรอยยิ้มให้
“ รูปภาพนี้ได้มาอย่างไรค่ะ สวยดี แต่เก่ามากเลยค่ะ” ฉันเริ่มชวนคุย
“ อ๋อ..รูปนี้เป็นของบรรพบุรุษของผมครับ” เจ้าของร้านให้ข้อมูล
“ แล้วเป็นรูปของใครค่ะ” ฉันถามเพื่ออยากฟังคำตอบของเขา
“ อากงเล่าว่าบรรพบุรุษของอากงหลายชั่วอายุมากครับ ทุกทอดกันมานานมากรูปนี้” เขาเล่าอย่างตั้งใจและภาคภูมิใจ
“ ในรูปนี้คือใครค่ะ เพราะภาพลางเลือนมาก” ฉันถามด้วยใจจดใจจ่อ
“ บรรพบุรุษบอกเป็นรูปแต่งงานของเหล่ากงกับหญิงชาวไทยครับ” ขณะที่เขาเล่าแววตาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
“ เหล่ากงเล่าต่อๆมาว่าเหล่ากงหยวนรักสาวไทย แต่งงานกันวันเดียว แล้วหญิงไทยก็กลับเมืองไทยไปเลยครับ” เขาเล่าอย่างมีความสุข
“ แล้วเหล่ากงหยวน ได้มีเมียใหม่หรือเปล่าค่ะ”
ฉันอยากจะรู้ว่าหยวนรักฉันคนเดียวหรือไม่ เพราะหยวนกับฉันสัญญาในวันแต่งงาน ว่าจะมีกันและกันเท่านั้น
“ เหล่ากงหยวนไม่มีใครอีกเลยครับ เขาอยู่คนเดียวไม่ยอมแต่งงานใหม่กับใคร เขาบอกว่าเขาได้สัญญากับหญิงไทยคนนั้นไว้แล้ว
และก่อนตายเหล่ากงหยวนบอกว่า ถ้ามีหญิงไทยมาถามถึงภาพนี้ เขาให้ถามชื่อหญิงไทยว่าชื่ออะไร
ถ้าชื่อดุจตะวัน ให้เอารูปนี้ให้หญิงไทยคนนั้นเลยครับ” เขาเล่าว่า มีหญิงไทยมาถามรูปนี้กันเยอะ แต่ไม่มีใครชื่อ ดุจตะวันสักคน
เขารอคอยมานาน เพราะอยากให้ได้เจอหญิงไทยที่เหล่ากงหยวนรักมาก เขาจะได้หมดภาระที่ต้องทำต่อจากเหล่ากงคนก่อนๆหน้านี้
ฉันร้องไห้โฮออกมา จนทำให้เจ้าของร้านเข้ามาปลอบใจ และถามว่าทำไมจึงร้องไห้
....ฉันยื่นวีซ่าให้เขาดู
....เขาจึงรู้ว่าฉันคือ “ดุจตะวัน” .....
"ดุจตะวัน" หญิงไทยคนที่เหล่ากงหยวนเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต เขาเข้ามากอดฉันแล้วพรรณนาเรื่องราวที่บรรพบุรุษของเขาเล่าให้ฟังต่อๆกันมา
จนมาถึงเจ้าของร้านคนนี้ .....
เขาดีใจมากที่เจ้าของรูปภาพนี้ได้มารับคืนจากเขาไป
ฉันเดินออกไปนอกร้านและตะโกนท่ามกลางในวันวาเลนไทน์ว่า...
“หยวน...หยวน ...ฉันรักคุณ...ฉันรักคุณ... ฉันกลับมาหาคุณแล้ว สุดที่รักของฉัน คุณอยู่ไหน... ฉันอยู่ตรงนี้....
ข้ามเวลา..มาพบรัก ตอน 3
ถ้าตอนนี้ฉันอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ โภไคยคงซื้อกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ และคงขอฉันแต่งงานวันนี้
ในขณะที่ช่างวาดรูปกำลังวาดรูปฉันกับหยวนลงบนผืนผ้าใบด้วยสีน้ำมัน เขาเป็นช่างที่มีฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้
ณ ตอนนั้น เขาใช้เวลาในการวาดนาน 3 ชั่วโมง
พอวาดเสร็จ ไม่น่าเชื่อ เขาวาดได้เหมือนมาก ฉันเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งแบตเตอรี่อ่อนมาก
ถ่ายรูปถ่ายนั้นเอาไว้ และถ่ายรูปหยวนกับฉันเก็บเอาไว้ เผื่อฉันจะได้กลับบ้าน ถ่ายได้ 2-3 รูป แบตเตอรี่ก็หมด
คืนนั้นฉันเข้าหอกับหยวน เรารักกันมาก เพราะฉันมีเขาคนเดียวในโลกแห่งอดีต รู้จักแค่เขาคนเดียว
วันเข้าหอตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี 14 กุมภาพันธ์ 2540
“โภไคยเธออยู่ไหนกันหนอตอนนี้ แฟนของเธอแต่งงานไปแล้วนะ ฉันไม่ผิดใช่ไหม ที่หนีเธอแต่งงานโดยไม่ได้บอกลาอะไรเธอเลย”
ไภไคยคบกับฉันมา 4 ปี แต่หยวนเจอฉันแค่ 4 วัน น้ำตาฉันซึม
หยวนเข้ามากอดและบอกว่าเขารักฉัน และเขาจะรักฉันคนเดียวตลอดไป จะไม่มีใครอีกแล้ว
ฉันกอดเขาและซบที่บ่าของเขา และกล่าวว่า...
“หยวน..ฉันสัญญาว่าฉันจะมีแต่คุณคนเดียว จะไม่มีใครอีกแล้ว ฉันรักคุณ..หยวน” ฉันก้มลงไปจูบแก้มที่มีลักยิ้มของเขาอย่างทะนุถนอม
เรานอนกอดกันทั้งคืน ฉันหนุนแขนหยวนและกอดเขาอย่างมีความสุข ฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย แม้กระทั้งกับโภไคย
“ ดุจ..ดุจ..ดุจ ตะเองมานอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
..... ตะเองหายไปไหนมาตั้งแต่วันนั้น
..... เราตามหาตะเองแทบบ้า เราไปแจ้งความ ตำรวจช่วยหากันตลอดทั้งวันทั้งคืน”
เสียงคุ้นๆของโภไคยดังใส่หูจนฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา มองซ้ายมองขวา
“ หยวน..หยวน อยู่ไหน” ฉันตะโกนเรียกชื่อหยวนตลอดเวลา มองไปมองมาเห็นว่าตอนนี้อยู่ที่สนามบินผู่ตง และตรงหน้าฉันคือตำรวจสองนายและโภไคย กำลังจ้องมองฉันอยู่
“คุณครับ กลับมาได้อย่างไรครับ พวกผมตามหาคุณตั้งแต่วันที่คุณหายไป
แล้วอยู่ๆคุณมานอนตรงโซฟาที่สนามบินได้อย่างไร พวกผมงงมากเลยครับ”
ตำรวจถามอย่างสงสัย เพราะพวกเขาออกกันตามหาดุจตะวันเกือบ 5 วัน
“ขอบคุณครับคุณตำรวจ ผมเจอเพื่อนผมแล้วครับ ผมต้องเช็คอินแล้วครับ เครื่องใกล้ออกแล้วครับ”
โภไคยขอบคุณตำรวจเสร็จก็ประครองฉันนั่งแล้วบอกให้เตรียมกลับบ้านเพราะเครื่องจะออกแล้ว
“ หยวนของฉันอยู่ไหน หยวน...หยวน” ฉันตะโกนหาเขา
“ กลับไทยกันเถอะ เครื่องจะออกแล้ว เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง”
โภไคยรีบดึงตัวฉันเข้าไปเช็คอิน แต่ฉันพยายามจะหนีเขา เพื่อไปหาหยวน
แต่โภไคยพูดขึ้นมาคำเดียวทำให้ฉันหยุดนิ่ง และสติกลับมาปัจจุบันได้
“ นี่..มันโลกปัจจุบันนะดุจตะวัน ตอนนี้เธอกลับมาโลกปัจจุบันแล้ว โลกอดีตเธอเข้าไปไม่ได้อีกแล้ว อยู่กับปัจจุบันเถอะ”
นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทย ฉันร้องไห้ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน
.....คิดถึงหยวน
....คิดถึงโลกแห่งอดีต
.... เราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วหยวน
.... สุดที่รักของฉัน หยวนจ๋า..คุณอยู่ไหน
5 ปีต่อมา...ฉันยังคงครองความเป็นโสด รูปถ่ายที่ถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์ ฉันปริ้นซ์ออกมาใส่กรอบติดไว้ที่หัวเตียงและมองทุกคืนก่อนนอน
ฉันได้มีโอกาสมาทำธุรกิจให้ครอบครัวที่เซี่ยงไฮ้ ไกด์พาเที่ยวทุกที่ในเซี่ยงไฮ้
เหลือจุดสุดท้ายที่ไกด์จะพาไป ไกด์บอกเป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลยที่นั่นคือ ...
เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว พอไกด์พูดเช่นนั้นฉันสะดุ้งสุดตัว จนทำให้ลูกน้องที่ไปด้วยแปลกใจ หันมาดูฉันเป็นตาเดียว ฉันก็ยิ้มเฉยๆ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
“วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์นะค่ะ ที่เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว จะมีกิจกรรมจัดวันวาเลนไทน์แบบโบราณ
....ถ้าใครเคยมีความรักที่นี่ ให้อธิษฐานแล้วจะสมหวังในรักนะค่ะ”
ฉันนั่งนิ่งเงียบในใจคิดอธิษฐานว่า ....
“ถ้าหยวนยังรักฉันอยู่ และรอคอยให้ฉันมาหา ขอให้มีปาฏิหารย์ด้วยเถิด” ฉันนั่งหลับตานิ่งเงียบ ภาวนาอยู่ในใจ
ไกด์สาวพามาร้านอาหารร้านหนึ่ง ร้านนั้นจัดร้านได้แนวโบราณมาก เหมือนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว
ทำให้ฉันหวนคิดถึงหยวนชายในดวงใจของฉัน ที่ฉันไม่เคยลืมเขาได้เลย ถึงแม้เวลาจะผ่านมา 3 ปีแล้ว ฉันก็ยังคงคิดถึงเขาเสมอ
และเป็นความคิดถึงที่ทรมานมาก เพราะเรามิอาจที่จะได้มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยในชีวิตนี้ เพราะเราอยู่กันคนละเวลา คนละมิติ
“ เชิญนั่งเลยครับ สั่งอาหารจีนได้ตามสบายเลยนะครับ ทางร้านยินดีบริการเต็มที่ครับ” บริกรนำเสนอรายการอาหารของร้าน
ฉันมองบรรยากาศรอบๆร้าน รู้สึกอบอุ่นเหมือนเคยมา มองไปทั่วร้าน และไปสะดุดตาภาพอยู่ภาพหนึ่งติดเด่นอยู่ข้างฝาผนังห้อง
ฉันเดินเข้าไปดูรูปภาพนั้นใกล้ๆ
น้ำตาซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว ภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นเคยอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นภาพที่เก่าแก่มาก แต่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
“ บริกรค่ะ เจ้าของร้านอยู่ที่ไหนค่ะ ฉันจะสอบถามอะไรเขาสักหน่อยค่ะ” บริกรเดินไปตามเจ้าของร้านออกมาพบ
เจ้าของร้านเดินออกมาเป็นชายวัยชรา แต่ยังดูแข็งแรง ดูท่าทางมีสง่าราศีดี เข้ามาถามฉันว่า...
“ มีอะไรหรือครับ” เขาถามอย่างสุภาพอ่อนน้อม พร้อมส่งรอยยิ้มให้
“ รูปภาพนี้ได้มาอย่างไรค่ะ สวยดี แต่เก่ามากเลยค่ะ” ฉันเริ่มชวนคุย
“ อ๋อ..รูปนี้เป็นของบรรพบุรุษของผมครับ” เจ้าของร้านให้ข้อมูล
“ แล้วเป็นรูปของใครค่ะ” ฉันถามเพื่ออยากฟังคำตอบของเขา
“ อากงเล่าว่าบรรพบุรุษของอากงหลายชั่วอายุมากครับ ทุกทอดกันมานานมากรูปนี้” เขาเล่าอย่างตั้งใจและภาคภูมิใจ
“ ในรูปนี้คือใครค่ะ เพราะภาพลางเลือนมาก” ฉันถามด้วยใจจดใจจ่อ
“ บรรพบุรุษบอกเป็นรูปแต่งงานของเหล่ากงกับหญิงชาวไทยครับ” ขณะที่เขาเล่าแววตาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
“ เหล่ากงเล่าต่อๆมาว่าเหล่ากงหยวนรักสาวไทย แต่งงานกันวันเดียว แล้วหญิงไทยก็กลับเมืองไทยไปเลยครับ” เขาเล่าอย่างมีความสุข
“ แล้วเหล่ากงหยวน ได้มีเมียใหม่หรือเปล่าค่ะ”
ฉันอยากจะรู้ว่าหยวนรักฉันคนเดียวหรือไม่ เพราะหยวนกับฉันสัญญาในวันแต่งงาน ว่าจะมีกันและกันเท่านั้น
“ เหล่ากงหยวนไม่มีใครอีกเลยครับ เขาอยู่คนเดียวไม่ยอมแต่งงานใหม่กับใคร เขาบอกว่าเขาได้สัญญากับหญิงไทยคนนั้นไว้แล้ว
และก่อนตายเหล่ากงหยวนบอกว่า ถ้ามีหญิงไทยมาถามถึงภาพนี้ เขาให้ถามชื่อหญิงไทยว่าชื่ออะไร
ถ้าชื่อดุจตะวัน ให้เอารูปนี้ให้หญิงไทยคนนั้นเลยครับ” เขาเล่าว่า มีหญิงไทยมาถามรูปนี้กันเยอะ แต่ไม่มีใครชื่อ ดุจตะวันสักคน
เขารอคอยมานาน เพราะอยากให้ได้เจอหญิงไทยที่เหล่ากงหยวนรักมาก เขาจะได้หมดภาระที่ต้องทำต่อจากเหล่ากงคนก่อนๆหน้านี้
ฉันร้องไห้โฮออกมา จนทำให้เจ้าของร้านเข้ามาปลอบใจ และถามว่าทำไมจึงร้องไห้
....ฉันยื่นวีซ่าให้เขาดู
....เขาจึงรู้ว่าฉันคือ “ดุจตะวัน” .....
"ดุจตะวัน" หญิงไทยคนที่เหล่ากงหยวนเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต เขาเข้ามากอดฉันแล้วพรรณนาเรื่องราวที่บรรพบุรุษของเขาเล่าให้ฟังต่อๆกันมา
จนมาถึงเจ้าของร้านคนนี้ .....
เขาดีใจมากที่เจ้าของรูปภาพนี้ได้มารับคืนจากเขาไป
ฉันเดินออกไปนอกร้านและตะโกนท่ามกลางในวันวาเลนไทน์ว่า...
“หยวน...หยวน ...ฉันรักคุณ...ฉันรักคุณ... ฉันกลับมาหาคุณแล้ว สุดที่รักของฉัน คุณอยู่ไหน... ฉันอยู่ตรงนี้....