ข้ามเวลา..มาพบรัก ตอน 3

กระทู้สนทนา
ที่เซี่ยงไฮ้วันนี้โลกปัจจุบันกำลังฉลองวันวาเลนไทน์กัน 
              ถ้าตอนนี้ฉันอยู่ที่เซี่ยงไฮ้  โภไคยคงซื้อกุหลาบสีแดงช่อใหญ่  และคงขอฉันแต่งงานวันนี้

              ในขณะที่ช่างวาดรูปกำลังวาดรูปฉันกับหยวนลงบนผืนผ้าใบด้วยสีน้ำมัน  เขาเป็นช่างที่มีฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้
               ณ ตอนนั้น  เขาใช้เวลาในการวาดนาน 3 ชั่วโมง  

              พอวาดเสร็จ  ไม่น่าเชื่อ  เขาวาดได้เหมือนมาก  ฉันเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่  ซึ่งแบตเตอรี่อ่อนมาก 

             ถ่ายรูปถ่ายนั้นเอาไว้  และถ่ายรูปหยวนกับฉันเก็บเอาไว้  เผื่อฉันจะได้กลับบ้าน  ถ่ายได้ 2-3 รูป แบตเตอรี่ก็หมด  

             คืนนั้นฉันเข้าหอกับหยวน  เรารักกันมาก  เพราะฉันมีเขาคนเดียวในโลกแห่งอดีต  รู้จักแค่เขาคนเดียว  

             วันเข้าหอตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี  14 กุมภาพันธ์ 2540

             “โภไคยเธออยู่ไหนกันหนอตอนนี้  แฟนของเธอแต่งงานไปแล้วนะ  ฉันไม่ผิดใช่ไหม  ที่หนีเธอแต่งงานโดยไม่ได้บอกลาอะไรเธอเลย”

             ไภไคยคบกับฉันมา 4 ปี  แต่หยวนเจอฉันแค่ 4 วัน  น้ำตาฉันซึม 

              หยวนเข้ามากอดและบอกว่าเขารักฉัน  และเขาจะรักฉันคนเดียวตลอดไป  จะไม่มีใครอีกแล้ว

             ฉันกอดเขาและซบที่บ่าของเขา  และกล่าวว่า...

            “หยวน..ฉันสัญญาว่าฉันจะมีแต่คุณคนเดียว  จะไม่มีใครอีกแล้ว  ฉันรักคุณ..หยวน”  ฉันก้มลงไปจูบแก้มที่มีลักยิ้มของเขาอย่างทะนุถนอม

             เรานอนกอดกันทั้งคืน  ฉันหนุนแขนหยวนและกอดเขาอย่างมีความสุข  ฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย  แม้กระทั้งกับโภไคย

            “ ดุจ..ดุจ..ดุจ  ตะเองมานอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ 

            ..... ตะเองหายไปไหนมาตั้งแต่วันนั้น 

            ..... เราตามหาตะเองแทบบ้า  เราไปแจ้งความ  ตำรวจช่วยหากันตลอดทั้งวันทั้งคืน” 

             เสียงคุ้นๆของโภไคยดังใส่หูจนฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา  มองซ้ายมองขวา  

             “ หยวน..หยวน  อยู่ไหน”  ฉันตะโกนเรียกชื่อหยวนตลอดเวลา  มองไปมองมาเห็นว่าตอนนี้อยู่ที่สนามบินผู่ตง  และตรงหน้าฉันคือตำรวจสองนายและโภไคย กำลังจ้องมองฉันอยู่

             “คุณครับ  กลับมาได้อย่างไรครับ  พวกผมตามหาคุณตั้งแต่วันที่คุณหายไป 

              แล้วอยู่ๆคุณมานอนตรงโซฟาที่สนามบินได้อย่างไร  พวกผมงงมากเลยครับ” 

              ตำรวจถามอย่างสงสัย  เพราะพวกเขาออกกันตามหาดุจตะวันเกือบ 5 วัน

             “ขอบคุณครับคุณตำรวจ  ผมเจอเพื่อนผมแล้วครับ  ผมต้องเช็คอินแล้วครับ  เครื่องใกล้ออกแล้วครับ”  

             โภไคยขอบคุณตำรวจเสร็จก็ประครองฉันนั่งแล้วบอกให้เตรียมกลับบ้านเพราะเครื่องจะออกแล้ว

            “ หยวนของฉันอยู่ไหน  หยวน...หยวน”  ฉันตะโกนหาเขา

            “  กลับไทยกันเถอะ  เครื่องจะออกแล้ว  เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง”  
            โภไคยรีบดึงตัวฉันเข้าไปเช็คอิน  แต่ฉันพยายามจะหนีเขา  เพื่อไปหาหยวน 

             แต่โภไคยพูดขึ้นมาคำเดียวทำให้ฉันหยุดนิ่ง และสติกลับมาปัจจุบันได้

           “  นี่..มันโลกปัจจุบันนะดุจตะวัน  ตอนนี้เธอกลับมาโลกปัจจุบันแล้ว  โลกอดีตเธอเข้าไปไม่ได้อีกแล้ว  อยู่กับปัจจุบันเถอะ”  

              นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทย  ฉันร้องไห้ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน  

            .....คิดถึงหยวน  

            ....คิดถึงโลกแห่งอดีต 

            .... เราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วหยวน 

            .... สุดที่รักของฉัน  หยวนจ๋า..คุณอยู่ไหน 

            5 ปีต่อมา...ฉันยังคงครองความเป็นโสด  รูปถ่ายที่ถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์  ฉันปริ้นซ์ออกมาใส่กรอบติดไว้ที่หัวเตียงและมองทุกคืนก่อนนอน 

            ฉันได้มีโอกาสมาทำธุรกิจให้ครอบครัวที่เซี่ยงไฮ้  ไกด์พาเที่ยวทุกที่ในเซี่ยงไฮ้
            เหลือจุดสุดท้ายที่ไกด์จะพาไป  ไกด์บอกเป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลยที่นั่นคือ ...

           เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว  พอไกด์พูดเช่นนั้นฉันสะดุ้งสุดตัว  จนทำให้ลูกน้องที่ไปด้วยแปลกใจ  หันมาดูฉันเป็นตาเดียว  ฉันก็ยิ้มเฉยๆ  ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

            “วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์นะค่ะ  ที่เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว จะมีกิจกรรมจัดวันวาเลนไทน์แบบโบราณ

            ....ถ้าใครเคยมีความรักที่นี่  ให้อธิษฐานแล้วจะสมหวังในรักนะค่ะ”

             ฉันนั่งนิ่งเงียบในใจคิดอธิษฐานว่า .... 

           “ถ้าหยวนยังรักฉันอยู่  และรอคอยให้ฉันมาหา  ขอให้มีปาฏิหารย์ด้วยเถิด” ฉันนั่งหลับตานิ่งเงียบ  ภาวนาอยู่ในใจ

           ไกด์สาวพามาร้านอาหารร้านหนึ่ง  ร้านนั้นจัดร้านได้แนวโบราณมาก  เหมือนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว 

           ทำให้ฉันหวนคิดถึงหยวนชายในดวงใจของฉัน  ที่ฉันไม่เคยลืมเขาได้เลย  ถึงแม้เวลาจะผ่านมา 3 ปีแล้ว  ฉันก็ยังคงคิดถึงเขาเสมอ

           และเป็นความคิดถึงที่ทรมานมาก  เพราะเรามิอาจที่จะได้มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยในชีวิตนี้  เพราะเราอยู่กันคนละเวลา  คนละมิติ

           “ เชิญนั่งเลยครับ  สั่งอาหารจีนได้ตามสบายเลยนะครับ  ทางร้านยินดีบริการเต็มที่ครับ”  บริกรนำเสนอรายการอาหารของร้าน

            ฉันมองบรรยากาศรอบๆร้าน  รู้สึกอบอุ่นเหมือนเคยมา  มองไปทั่วร้าน  และไปสะดุดตาภาพอยู่ภาพหนึ่งติดเด่นอยู่ข้างฝาผนังห้อง 
            ฉันเดินเข้าไปดูรูปภาพนั้นใกล้ๆ

             น้ำตาซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว  ภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นเคยอย่างมาก  ถึงแม้จะเป็นภาพที่เก่าแก่มาก  แต่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

           “ บริกรค่ะ  เจ้าของร้านอยู่ที่ไหนค่ะ  ฉันจะสอบถามอะไรเขาสักหน่อยค่ะ”  บริกรเดินไปตามเจ้าของร้านออกมาพบ

             เจ้าของร้านเดินออกมาเป็นชายวัยชรา  แต่ยังดูแข็งแรง  ดูท่าทางมีสง่าราศีดี  เข้ามาถามฉันว่า...

             “ มีอะไรหรือครับ”  เขาถามอย่างสุภาพอ่อนน้อม  พร้อมส่งรอยยิ้มให้

              “ รูปภาพนี้ได้มาอย่างไรค่ะ  สวยดี  แต่เก่ามากเลยค่ะ”  ฉันเริ่มชวนคุย

              “ อ๋อ..รูปนี้เป็นของบรรพบุรุษของผมครับ”  เจ้าของร้านให้ข้อมูล

               “ แล้วเป็นรูปของใครค่ะ” ฉันถามเพื่ออยากฟังคำตอบของเขา

              “ อากงเล่าว่าบรรพบุรุษของอากงหลายชั่วอายุมากครับ ทุกทอดกันมานานมากรูปนี้”  เขาเล่าอย่างตั้งใจและภาคภูมิใจ

              “ ในรูปนี้คือใครค่ะ  เพราะภาพลางเลือนมาก”  ฉันถามด้วยใจจดใจจ่อ

              “ บรรพบุรุษบอกเป็นรูปแต่งงานของเหล่ากงกับหญิงชาวไทยครับ”  ขณะที่เขาเล่าแววตาเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด

              “ เหล่ากงเล่าต่อๆมาว่าเหล่ากงหยวนรักสาวไทย  แต่งงานกันวันเดียว แล้วหญิงไทยก็กลับเมืองไทยไปเลยครับ”  เขาเล่าอย่างมีความสุข

             “ แล้วเหล่ากงหยวน  ได้มีเมียใหม่หรือเปล่าค่ะ”  

              ฉันอยากจะรู้ว่าหยวนรักฉันคนเดียวหรือไม่  เพราะหยวนกับฉันสัญญาในวันแต่งงาน  ว่าจะมีกันและกันเท่านั้น

             “ เหล่ากงหยวนไม่มีใครอีกเลยครับ  เขาอยู่คนเดียวไม่ยอมแต่งงานใหม่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้สัญญากับหญิงไทยคนนั้นไว้แล้ว

             และก่อนตายเหล่ากงหยวนบอกว่า  ถ้ามีหญิงไทยมาถามถึงภาพนี้  เขาให้ถามชื่อหญิงไทยว่าชื่ออะไร

            ถ้าชื่อดุจตะวัน  ให้เอารูปนี้ให้หญิงไทยคนนั้นเลยครับ”  เขาเล่าว่า  มีหญิงไทยมาถามรูปนี้กันเยอะ  แต่ไม่มีใครชื่อ ดุจตะวันสักคน 

            เขารอคอยมานาน  เพราะอยากให้ได้เจอหญิงไทยที่เหล่ากงหยวนรักมาก  เขาจะได้หมดภาระที่ต้องทำต่อจากเหล่ากงคนก่อนๆหน้านี้

           ฉันร้องไห้โฮออกมา  จนทำให้เจ้าของร้านเข้ามาปลอบใจ  และถามว่าทำไมจึงร้องไห้  

           ....ฉันยื่นวีซ่าให้เขาดู  

           ....เขาจึงรู้ว่าฉันคือ  “ดุจตะวัน” .....

           "ดุจตะวัน"  หญิงไทยคนที่เหล่ากงหยวนเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต  เขาเข้ามากอดฉันแล้วพรรณนาเรื่องราวที่บรรพบุรุษของเขาเล่าให้ฟังต่อๆกันมา 

           จนมาถึงเจ้าของร้านคนนี้ .....

            เขาดีใจมากที่เจ้าของรูปภาพนี้ได้มารับคืนจากเขาไป

            ฉันเดินออกไปนอกร้านและตะโกนท่ามกลางในวันวาเลนไทน์ว่า...

           “หยวน...หยวน ...ฉันรักคุณ...ฉันรักคุณ...  ฉันกลับมาหาคุณแล้ว  สุดที่รักของฉัน  คุณอยู่ไหน...  ฉันอยู่ตรงนี้....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่