ตามหัวข้อเลยครับ ผมรู้จักกับภรรยามาตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 20-21 จนปัจจุบันอายุ 60 พอดี แฟน 59
ก็ยังอยู่ทน หรือทนอยู่กันแน่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ตอนเด็กผมเรียนอยู่รร.มีชื่อเสียงด้านวิชาการแห่งหนึ่งแถวสามเสน ส่วนมากผมจะพักอยู่กับบ้านลุงป้าเพราะใกล้รร.สามารถเดินไปรร.ได้ อยู่ร่วมกันกับพี่ชายลูกป้าอีก 3 คน ตอนประถมถึงมัธยมต้นยอมรับว่าผมเรียนอ่อนมาก แต่อยู่ๆ โชคช่วยตอนจะขึ้นชั้นมัธยมปลายผมได้เรียนต่ออย่างเฉียดฉิว คือได้คะแนน 75% พอดีเป๊ะ ก็เลยผ่านขึ้นชั้นมาได้ ไม่งั้นต้องหาที่เรียนใหม่ สมัยนั้นยังเรียนเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ และหลังจากขึ้นชั้น มัธยม 3 มาได้ก็เรียน มัธยม4-5 ถึงจะสอบเข้ามหา'ลัย ผมเรียนสายวิทย์ แต่ก็เป็นที่น่าแปลก ผมจะอ่อนเรื่องภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์อย่างมากถึงขั้นสอบตก มาสเตอร์เรียกมาสอบซ่อมด้วยการถามคำถามไม่กี่ข้อ ถ้าตอบได้ก็จะได้ผ่าน แต่ผมตอบไม่ได้เลยซักข้อ ขนาดมาสเตอร์ถามคำถามที่น่าจะง่ายที่สุดแล้วผมก็ยังตอบไม่ได้เฉยเลย "ประธานาธิบดีสหรัฐ ชื่ออะไร" 555 มาสเตอร์ยั้วผมมาก กาหัวผมและจำแม่นที่สุด สุดท้ายก็โดนให้วิดพื้น 10 ที และให้ผมผ่านในวิชานั้น
พอจบชั้นมัธยมปลาย ผมสอบเอนไม่ติด ก็เลยต้องไปเรียนราม อยู่ 1 ปี คณะวิทยาศาสตร์ แต่พอเรียนเทอมแรกเสร็จไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ผมไปยืนคิดหลังบ้านว่าถ้าสอบเข้ามหาลัยปิดไม่ได้ อนาคตจะไม่มีอะไรให้น่าภูมิใจเลย งานที่ทำจะต้องลำบากอย่างหนัก เงินเดือนก็จะน้อยนิดไม่พอกิน คิดได้ดังนั้นผมเลยขอเงินแม่ไปซื้อหนังสือรวมเล่มสำหรับติวเข้ม 4 เล่ม 4 วิชาซึ่งแต่ละเล่มก็จะมีตัวอย่างข้อสอบรวบรวมไว้หลายปีจนถึงปัจจุบันในขณะนั้น เมื่อซื้อมาได้ผมก็เริ่มอ่านตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันสอบเอนทรานปีถัดมา จนคนอยู่ข้างบ้านคืออาของแฟนผมคนที่จะมาเป็นแฟนผมนี่ละครับ แกเดินผ่านหน้าบ้านผมทุกวันแกก็เห็นผมนั่งอ่านแต่หนังสือทุกวันทุกเวลาที่แกเดินผ่านเป็นเวลาร่วม 8 เดือน ทุกวันในช่วง 8 เดือนจริงๆครับ ตอนหลังผมมารู้ว่าแกไปบอกแฟนผมว่า ไอ้นี่มันเป็นบ้าไปแล้ว 555พอผมรู้ผมก็หัวเราะอย่างหนัก แต่หัวเราะหลังจากที่ผมสอบเอนทรานติดคณะวิศวเกษตร แล้วนะครับ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักกับแฟนคนปัจจุบันและอยู่กันมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นเรื่องที่ผมตั้งกะทู้มาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คุณตาคุณยาย ได้อ่านกันครับ
ถ้าคุณมีภรรยาที่ทั้งเหวี่ยงทั้งวีน ด่าเก่ง โกรธง่าย จำเรื่องในอดีตเก่งแต่เรื่องในปัจจุบันขี้ลืมมากๆ คุณจะทำอย่างไร
ก็ยังอยู่ทน หรือทนอยู่กันแน่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ตอนเด็กผมเรียนอยู่รร.มีชื่อเสียงด้านวิชาการแห่งหนึ่งแถวสามเสน ส่วนมากผมจะพักอยู่กับบ้านลุงป้าเพราะใกล้รร.สามารถเดินไปรร.ได้ อยู่ร่วมกันกับพี่ชายลูกป้าอีก 3 คน ตอนประถมถึงมัธยมต้นยอมรับว่าผมเรียนอ่อนมาก แต่อยู่ๆ โชคช่วยตอนจะขึ้นชั้นมัธยมปลายผมได้เรียนต่ออย่างเฉียดฉิว คือได้คะแนน 75% พอดีเป๊ะ ก็เลยผ่านขึ้นชั้นมาได้ ไม่งั้นต้องหาที่เรียนใหม่ สมัยนั้นยังเรียนเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ และหลังจากขึ้นชั้น มัธยม 3 มาได้ก็เรียน มัธยม4-5 ถึงจะสอบเข้ามหา'ลัย ผมเรียนสายวิทย์ แต่ก็เป็นที่น่าแปลก ผมจะอ่อนเรื่องภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์อย่างมากถึงขั้นสอบตก มาสเตอร์เรียกมาสอบซ่อมด้วยการถามคำถามไม่กี่ข้อ ถ้าตอบได้ก็จะได้ผ่าน แต่ผมตอบไม่ได้เลยซักข้อ ขนาดมาสเตอร์ถามคำถามที่น่าจะง่ายที่สุดแล้วผมก็ยังตอบไม่ได้เฉยเลย "ประธานาธิบดีสหรัฐ ชื่ออะไร" 555 มาสเตอร์ยั้วผมมาก กาหัวผมและจำแม่นที่สุด สุดท้ายก็โดนให้วิดพื้น 10 ที และให้ผมผ่านในวิชานั้น
พอจบชั้นมัธยมปลาย ผมสอบเอนไม่ติด ก็เลยต้องไปเรียนราม อยู่ 1 ปี คณะวิทยาศาสตร์ แต่พอเรียนเทอมแรกเสร็จไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ผมไปยืนคิดหลังบ้านว่าถ้าสอบเข้ามหาลัยปิดไม่ได้ อนาคตจะไม่มีอะไรให้น่าภูมิใจเลย งานที่ทำจะต้องลำบากอย่างหนัก เงินเดือนก็จะน้อยนิดไม่พอกิน คิดได้ดังนั้นผมเลยขอเงินแม่ไปซื้อหนังสือรวมเล่มสำหรับติวเข้ม 4 เล่ม 4 วิชาซึ่งแต่ละเล่มก็จะมีตัวอย่างข้อสอบรวบรวมไว้หลายปีจนถึงปัจจุบันในขณะนั้น เมื่อซื้อมาได้ผมก็เริ่มอ่านตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันสอบเอนทรานปีถัดมา จนคนอยู่ข้างบ้านคืออาของแฟนผมคนที่จะมาเป็นแฟนผมนี่ละครับ แกเดินผ่านหน้าบ้านผมทุกวันแกก็เห็นผมนั่งอ่านแต่หนังสือทุกวันทุกเวลาที่แกเดินผ่านเป็นเวลาร่วม 8 เดือน ทุกวันในช่วง 8 เดือนจริงๆครับ ตอนหลังผมมารู้ว่าแกไปบอกแฟนผมว่า ไอ้นี่มันเป็นบ้าไปแล้ว 555พอผมรู้ผมก็หัวเราะอย่างหนัก แต่หัวเราะหลังจากที่ผมสอบเอนทรานติดคณะวิศวเกษตร แล้วนะครับ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักกับแฟนคนปัจจุบันและอยู่กันมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นเรื่องที่ผมตั้งกะทู้มาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คุณตาคุณยาย ได้อ่านกันครับ