ฟ้าสองสี (นิยายเรื่องยาว) ตอนที่ 4

ตอนที่ 1-3 อ่านได้ที่นี่
 
บทที่ 4  ลุค
 
 
        
หากทั้งโลกเกลียดชังต่อบางสิ่ง

หากทั้งโลกมุ่งร้ายต่อบางอย่าง

หากสิ่งนั้นคือมารร้าย

หากสิ่งนั้นมันจะปกป้องเจ้าได้

เรียกข้าว่ามารร้ายเถิด

 

 
 
          ลุคชอบ ท้องฟ้าเวลานี้เป็นที่สุด  ฟ้าสีแผดเป็นส้ม ระเบิดเป็นสีต่างกัน ลุคไม่เข้าใจศิลปะแลดนตรีมากนัก ลุงโอนัสเคยว่า หมาเห่ายังร้องเพราะกว่าเขาร้องเพลง แม้แต่ตีเข้าจังหวะ ยังไม่อาจเข้ากับผู้ใด หากแต่ดนตรีคงเหมือนดั่งฟ้าในตอนนี้ มันคงไพเราะยิ่งกว่าเสียงใดในโลกหล้า ด้วยอยู่กลางระหว่างยามค่ำและยามสว่าง ลุคคิดว่าไม่มีสิ่งใดจักเหมือนตนเองมากไปกว่านี้อีกแล้ว  นี่เป็นอย่างหนึ่ง ที่ลุคคิดเข้าข้าง ว่าตนเองก็อาจจักงดงามได้เฉกเช่นเดียวกัน  ร่างหนาแบมือออกแล้วกำเข้า  เมื่ออยู่ที่สูงเช่นนี้แล้ว โลกทั้งใบก็เกือบเหมือนจะกำไว้ได้ในฝ่ามือเดียว  เมื่อพลิกตัวลงตะแคง  เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นเหนือหัว  ลุครู้ได้ในทันที ว่าเป็นผู้ใด โดยไม่ต้องหันไปมองเสียด้วยซ้ำ

“เจ้านี่ชอบเสียจริงนะที่สูงเนี่ย ตัวก็สูงชะลูดปานต้นไม้ มิเบื่อหรอกรึ ”

ลุคตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง “ข้าอยู่ถึงบนหลังคา เจ้ายังหาข้าเจออีกนะ”

เสียงสวบสาบจากเนื้อผ้าเสียดสีกัน  ดังอยู่ข้างหู บ่งบอกให้รู้ว่าคู่สนทนา ตัดสินใจทรุดนั่งลงข้างกาย  
“เจ้าเป็น ผู้คุ้มกันข้ามิใช่หรือไร ไฉนเจ้าจึงมิอยู่ข้างกายข้า ”

“เจ้าก็เป็นนางเอกของงานมิใช่รึ แล้วทำไมถึงไม่อยู่ที่งานเสียเล่า”
กลิ่นหอมเนื้อสาวจืดจาง ไล้จมูกเบาๆ ทำเอาหัวใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย

“ ข้าคือตัวเอก  ข้าจักเปิดตัวในเวลาที่เหมาะสมเอง อย่าได้กังวลแทนข้าไปเลย “ 

ลุคเงยหน้าขึ้นมอง  ก็เห็นดวงตาสีดำที่สุขสกาว ราวเอาดวงดาราทั้งฟ้า มาไว้ในดวงตาคู่เดียว  กำลังจ้องมาที่เขา ใบหน้านั้นใกล้มาก มากเสียจนคนที่นอนอยู่แทบลืมหายใจ
“เจ้าใกล้ข้าไปแล้วนะ “  ลุคผุดนั่งแทบจะในทันที

“ ฮ่าๆ  เจ้ายักษ์ขี้อายเอ๊ย  รีบลุกซะจน เกือบชนหัวข้าแล้วนั่น “
นางหัวเราะลั่น ด้วยความถูกใจที่แกล้งคนตัวโตกว่าได้  นางตบบ่าคนร่างโตเบาๆ  แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างกาย

ลุคถอนหายใจ  กี่ครั้งกี่คราเขาก็ไม่เคยเอาชนะนางได้เลย
“ นั่งแบบนั้น ชุดเจ้าไม่สกปรกรึ  ฟิลเลีย“

นางอมยิ้มก่อนจะถอนหายใจ  
“เจ้ายังนอนได้เลย  ทำไมข้าจะนั่งมิได้ “

ลุคตอบโดยไม่ทันได้คิด
“ ข้าเป็นคนเถื่อน  สกปรกมันเป็นเรื่องปกติ ”

ฟิลเลียขมวดคิ้วคู่งาม  ก่อนจะเอ่ย 
“ ไม่มีผู้ใด สกปรก เพราะเกิดมาเป็นสิ่งใดหรอก  ข้าเตือนเจ้าหลายหนแล้ว หากเจ้าถือข้าเป็นเพื่อน  เจ้าก็อย่าได้มาพูดเช่นนี้ ” ฟิลเลียบุ้ยคาง ให้ลุคมองตาม  ด้านล่างหน้าประตูงานเลี้ยง มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กำลังรอให้คนเฝ้าประตูตรวจสอบบัตรเชิญ  ดูท่าจะเป็นคนรับใช้ผู้สูงส่ง จากที่ไหนสักที่
“ ลุคเจ้าดูนั่น  เจ้าคนที่อยู่ตรงนั้น เจ้าว่า เขาสะอาดไหม “

ลุคเอียงคอมองตามนางก่อนจะบอกตามตรง  
“ ก็คงสะอาดกระมัง เขามางานเลี้ยงของเจ้ามิใช่รึ “

นางยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันมาถาม
“เจ้ามองเห็นชัดหรือ แน่ใจแค่ไหน  มีรอยเปื้อนตรงไหนหรือไม่”

ดวงดุดันสีดำพยามเพ่งมอง
“ไม่แน่หรอก โพลเพล้ ใครจะไปเห็นกัน คงต้องไปใกล้กว่านี้“

ฟิลเลีย หัวเราะก่อนจะบอก
“เห็นไหมล่ะ เจ้ายักษ์ซื่อบื้อ  เราจะรู้ได้ไงว่าคนไหนสกปรก  คนไหนสะอาด   เราไม่รู้หรอก นอกจากเราเข้าไปใกล้เค้ามากพอ  เจ้าเกิดมาเป็นอะไร ไม่สำคัญ สำหรับข้า ข้าว่าเจ้าสะอาด  มันก็คือสะอาด เข้าใจหรือไม่ “  นางหันหน้าหนีไปทางยอดหอคอย แล้วเอ่ยเบาแทบไม่ได้ยิน 
“คนสกปรกมีข้าคนเดียวก็พอแล้ว” 

ลุคเอียงคอมองด้วยความสงสัย
“เจ้าก็แต่งตัวสะอาดดีอยู่นะ “

ฟิลเลียหัวเราะลั่น  
“เจ้ายักษ์ซื่อบื้อ  เพราะแบบนี้ไง ข้าถึงรักเจ้า “

รักหรือ 

แม้รู้ว่าไม่ควร แต่บางอย่างในอกก็ตื่นเต้นยินดี

นางอมยิ้ม ก่อนจะตบบ่าแล้วลุกขึ้นยืน  
“เอาล่ะข้าสบายใจแล้ว  ข้าคงต้องกลับไปเป็นแม่หญิงอีกครา “

ลุคหันหน้าไปมองร่างบอบบางที่กำลังยืดแขน เพื่อแก้ปวดเมื่อย
“ฟิลเลีย “

นางหันมาก่อนจะเอียงคอด้วยความสงสัย
“ว่าไง”

อย่าพึ่งไปได้หรือไม่ อยู่ข้างข้าสักประเดี๋ยวเถิด
“ เร็ก เป็นเพื่อนข้า  เจ้าอย่ารังแกเขาได้ไหม”

นางขมวดคิ้วคู่งามเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย
“ข้าจะพยาม ”
  
ร่างบอบบางหายลับไปทางที่จากมา
ลุคมองมือตัวเอง  มือคู่นี้ใหญ่เสียเปล่า แต่กลับไขว่คว้าอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
 

 
..................................
 
            บน รถม้าหรูหราที่กำลังวิ่งบนถนนหลวง  มีชายผู้หนึ่ง กำลังอ่านรายงานที่ได้รับมาอย่างตั้งใจ แม้นอ่านจนมั่นใจว่าตนเองขึ้นใจ  ไม่มีตกหล่นแม้สักตัวอักษร แต่ก็ยังอ่านทบทวนอีกครั้ง เผื่อมีอะไรขาดตกบกพร่องลงไป ชายผู้นี้ลุล่วงเข้าถึงวัยกลางคน ผมดอกเลาแซมดำ บ่งบอกถึงอายุ รอยเหี่ยวย่นทางหางตา และหว่างคิ้วบอกว่า การครุ่นคิดเป็นกิจวัตรประจำวันของชายผู้นี้  ภายในรถม้า นอกจากเสียงที่มาจากภายนอกแล้ว
มิมีผู้ใดกล้าส่งเสียงอันใด ด้วยกลัวว่าจะรบกวน ผู้มากอิทธิพลที่อยู่ตรงหน้า

แต่ถึงอย่างนั้น เลขาที่นั่งอยู่ตรงข้าม จ้องมองเขา สลับดูเอกสารในมือไปมาหลายครา  เหมือนรอจังหวะเวลาที่จะพูด จนชายผู้นั้นรู้ตัวจึงปิดเอกสาร
“เจ้ามีอันใดจะพูดหรือไม่ “

เลขาใช้ปลายนิ้วขยับแว่นตา ก่อนจะเอ่ย
“นายท่าน ผู้น้อยมิเห็นด้วย “  

“เรื่องอันใด “ ชายผู้นั้นเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าหนังของตน ก่อนจะส่งให้คนรับใช้

“ จริงอยู่ว่า บริเวณนี้เป็นเขตอิทธิพลเก่า  ของแม่ทัพเบรุส  บริวารเก่าของเขา ย่อมมีอิทธิพลมีมากอยู่  แต่อย่างไรก็เป็นเพียง เขตอิทธิพลเล็กๆเท่านั้น   ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใดท่าน วุฒิสมาชิก ไกอัส จึงต้องมาเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีด้วยตนเอง “  แม้นั่งหลังตรงงามสง่า ตามที่ได้รับอบรมมา แต่ยังอดยืดอกขึ้นอีกมิได้

“ว่าต่อไป “ มือหนาหยิบเอกสารชุดใหม่ขึ้นมา

เมื่อได้รับอนุญาตให้พูด เลขาจึงบอกสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมา
“ ผู้น้อย เกรงว่า  หากเราพยามผูกสัมพันธ์ กับกลุ่มอิทธิพลเก่าของแม่ทัพเบรุส  อาจทำให้ ผู้สนับสนุนของเราไม่พอใจได้ ในตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างเลือกตั้ง ผู้น้อยมีความเห็น ว่าเราไม่ควรเปลี่ยนแผนไปจากเดิม “

ชายวัยกลางคน ถอนหายใจ
“ ก็แค่เขตเล็ก แค่หยิบมือเท่านั้น จะพอใจหรือมิพอใจ ก็หาได้มีผลอันใดต่อข้าดอก  “
ชายชราเงยหน้าจากเอกสาร ก่อนจะมองไปที่หน้าต่างรถม้า
“เจ้าเชื่อ  เรื่องภูตผีปีศาจ หรือไม่ “

เลขาขยับแว่นตาก่อนจะเอ่ย
“ขออภัย แต่ผู้น้อยเชื่อสิ่งที่เห็นได้เท่านั้น”

ฟ้าร้องครืนครางมาแต่ไกล ท่าทางฝนจะตก
“ ข้ากำลังจะไปพบ  ผีของแม่ทัพเบรุส เจ้าเชื่อหรือไม่ ”
วุฒิสมาชิกไกอัส ยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นกิริยาคนรับใช้ของตน  ก่อนจะเอ่ย
“ไม่สิ เรียกผีของแม่ทัพเบรุส ย่อมไม่ได้  นางเหนือกว่า แม่ทัพเบรุสเสียอีก  หากรายงานที่อยู่ในมือข้า เป็น จริง  ข้าคิดว่า  ข้าจะได้พบกับสัตว์ประหลาด “
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่