GoC32 Side Story “ประสบการณ์จริง VGS และ Bleem” Part2

ความทรงจำเมื่อแรกรู้จัก VGS นั้นจืดจ้างและเลือนรางอย่างมากไม่เหมือน Bleem
เท่าที่จำได้ ผู้เขียนรู้จัก VGS หลังจากที่ได้เปลี่ยนกราฟฟิดการ์ดของเครื่องแล้วนึกอยากลองทดสอบ ps Emulator อีกครั้งเลยค้นหาใน internet เพื่อโหลด Bleem เวอร์ชั่นล่าสุดมาทดสอบ ระหว่างที่หาก็เจอเข้ากับ VGS ซึ่งถูกแนะนำว่าเป็น ps Emulator อีกตัวหนึ่งที่ใช้สเปกต่ำกว่า ผู้เขียนที่ไม่เคยใช้ VGS มาก่อนจึงเปลี่ยนใจมาโหลด VGS เพื่อทดสอบแทน
 

 
เมื่อแรกเปิดโปรแกรมขึ้นมา ต้องยอมรับว่าแค่หน้า interface ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้เขียนได้มาก
เพราะ interface ของ VGS นั้นดูง่ายกว่า เมื่อเข้าไปส่วน Option ต่าง ๆ แล้วก็ยิ่งประทับใจ แน่นอนว่า VGS ไม่สามารถปรับปรุงกราฟฟิกของเกมได้เหมือนกับ Bleem! ที่มี Option ให้เลือกปรับมากกมายแต่นั้นก็ทำให้การใช้งาน VGS นั้นง่ายและไม่ยุ่งยากเหมือน Bleem
 
โดยสเปกคอมพิวเตอร์ในตอนนั้นของผู้เขียนยังคงใช้ K4-2 400MHz เหมือนเดิมแต่ได้เพิ่ม Ram เป็น 32Mb และกราฟฟิกการ์ดนั้นเป็น G-force 2  Mx ของ Nvidia
 
เกมแรกที่ผู้เขียนเลือกมาทดสอบ VGS ก็คือ Valkyrie Profile
ผลที่ออกมานั้นทำผู้เขียนตกใจมาก
เกมสามารถโหลดขึ้นและทำงานได้จริง ความเร็วในการแสดงผลนั้นเทียบเท่ากับที่เครื่อง ps ทำได้เลยทีเดียว 
บทนำ Vdo intro จนถึงหน้าไตเติล VGS ทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ พอกดเริ่มเกมก็สามารถเข้าเกมได้และเล่นได้จริง ๆ 
ความฝันกลายเป็นจริงแล้ว 
 

 
แต่พอเข้าสู่ World Map โปรแกรมก็ค้างและเล่นต่อไม่ได้อีก
ตอนนั้นคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากที่การจำลองการประมวลผล 3D ของ ps ของตัว Emulator เองมีปัญหา
 
ซึ่งก็ดูเหมือนจะถูกบางส่วน หลังจากทดสอบด้วยเกม 3D เกมอื่น ๆ ก็พบว่ามีบางเกมที่ VGS สามารถทำงานได้แต่ความเร็วในการแสดงผลอยู่ในระดับแย่ ประมาณ 10 เฟรมต่อวินาที บางเกมก็โหลดไม่ขึ้นเลยก็มี แต่กับเกม 2D นั้นส่วนใหญ่ที่ทดสอบแล้ว VGS สามารถทำงานได้อย่างดีถึงจะไม่สมบูรณ์แต่เฟรมเรทที่ได้นั้นสูงพอที่จะเล่นได้โดยไม่มีปัญหา บางเกมเล่นได้จนจบเกมเลยด้วยซ้ำ
 
ข้อมูลจาก Community ของผู้ใช้ ps Emulator ต่าง ๆ ให้ความเป็นว่าเพราะกระบวนการทางโปรแกรมในการสร้าง World Map ของ Valkyrie Profile นั้นไม่เหมือนกระบวนการทั่วไปเลยทำให้ VGS ทำงานต่อไม่ได้
 
อย่างไรก็ตาม นี่ทำให้ผู้เขียนเริ่มหันมาเล่นเกม ps บน Emulator แต่กระนั้นเกมที่สามารถเล่นได้โดยไม่มีปัญหานั้นยังมีอยู่มาก
 

 
ต่อมา จำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไหร่ น่าจะประมาน 1-2 ปีหลังจากนั้นผู้เขียนก็ได้โหลด VGS Version ล่าสุดมาทดลองเล่น Valkyrie Profile อีกครั้ง
 
คราวนี้ไม่มีปัญหาใด ๆ อีกแล้ว ด้วย VGS ทำให้ผู้เขียนได้เล่น Valkyrie Profile แบบเต็มคราบสมใจอยาก จบครบทั้ง C B A
และรวมถึงดันเจียนพิเศษหลังจบเกมด้วย
 
หลังจากนั้นผู้เขียนหันมาเล่นเกม ps บน pc เต็มตัว เกมเก่า ๆ ที่อยากเล่นหรือเล่นได้ไม่เต็มที่สมัยที่เคยไปร้านเกมก็ถูกหามาเล่นจนสมใจ แม้ว่าจะมีหลายเกมที่อยากเล่นแต่ VGS รันไม่ไหวแต่จำนวนเกมที่เล่นได้ก็มากพอที่ทำให้ผู้เขียนไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีเกมเล่นไปอีกหลายปีหลังจากนี้ 
 
VGS ก็กลายเป็น ps Emulator ตัวโปรดขณะที่ Bleem! ถูกลืมหายไป
 

 
ต่อมาผู้เขียนก็รู้จักกับ Daemon Tools โปรแกรมที่ช่วยสร้าง CD Drive เสมือนบน PC ทำให้ CD Image File นามสกุล iso นั้นสามารถอ่านได้โดยไม่ต้องเขียนลงแผ่น CD ก่อน

นี่ทำให้ผู้เขียนนึกสงสัยว่า VGS จะมองเห็น Visual CD Drive นี่ได้ไหม ถ้าได้ เป็นไปได้ไหมที่จะให้ VGS อ่านข้อมูลเกมจาก iso ไฟล์บน Hard disk แทนแผ่น CD ที่นอกจากจะเสียง่ายแล้วยังเปลื้องแผ่นที่มีไว้สำหรับ Backup ข้อมูลอีกด้วย
 
ผลการทดลองคือ VGS มองเห็น Visual CD Drive และอ่านข้อมูลเกมจาก iso ไฟล์ที่ Hard disk ได้
 
นี่ถือเป็นการก้าวกระโดดในการเล่นเกม ps ของผู้เขียนเลยเพราะความเร็วการอ่านข้อมูลจาก Hard disk นั้นสูงกว่า CD Drive อย่างเทียบไม่ติด ทำให้ Load Time ของเกมลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเกม Resident Evil ที่ใช้เทคนิคเปิดประตูเพื่อปกปิดการโหลดเวลาเปลี่ยนฉาก บนเครื่อง ps นั้นจะค้างอยู่ที่หน้าประตูอึดใจหนึ่งถึงจะหมุนลูกปิดเพื่อเปิด แต่เมื่อให้ Emulator อ่านข้อมูลจาก Hard disk แทน พอประตูโผล่ก็บิดลูกบิดกระชากประตูเปิดเลย ไม่มาลีลา
 
เมื่อทดลองกับ Valkyrie Profile ก็พบว่าการตัดฉากต่าง ๆ รวดเร็วขึ้นอย่างมาก
 

 
เมื่อมองกลับไป คิดว่าเทคนิคนี้น่าจะรู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่นักเล่น ps Emulator และทำให้เกิดประสบการณ์การเล่นเกม Console อย่างที่ ps หรือแม้แต่เครื่องเกมคอนโซลในยุคนั้นก็ให้ไม่ได้รวมถึงได้เข้าใจในความฝันที่ Nintendo ต้องการจะให้ N64 เป็นด้วยการฝืนใช้ตลับ Rom ต่อไป
 
สาเหตุนั้นมาจากการที่เครื่องเกมคอนโซลในยุคนั้นยังไม่มีการติดตั้งใช้ “Hard disk” ลงในเครื่องซึ่งทำให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลนั้นสู้เครื่อง PC ที่ใช้เทคนิค Visual CD Drive ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง โดยเครื่อง PlayStation รุ่นถัดไปนั้นมีความเร็วการอ่านแผ่น CD อยู่ที่ 24x หรือ 3.6 เมกกะไบต์ต่อวินาทีและความเร็วในการอ่านแผ่น DVD อยู่ที่ 4x หรือ 5.2 เมกกะไบต์ต่อวินาที ขณะที่ความเร็วในการอ่านข้อมูลของ Hard disk ที่ผู้เขียนใช้นั้นอยู่ที่ 33.3 เมกกะไบต์ต่อวินาที เร็วกว่าการอ่านแผ่น CD ถึง 9.25 เท่าและเร็วกว่า DVD ถึง 6.4 เท่า แถมนี่ยังเป็นเทคโนโลยีเก่าที่แรกออกสู่ตลาดประมาณปี 1998 หรือประมาณ 5-6 ปีก่อนด้วยซ้ำ
 
คาดว่านี้คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทางบริษัทผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลได้ติดตั้ง Hard disk ลงในเครื่องเกมรุ่นถัดมาหลังจากนั้น 
แต่สาเหตุหลักนั้นแน่นอนว่าคือโปรแกรมเกมนั้นใหญ่เกินไปและความเร็วในการอ่านช้าเกินไปที่จนไม่เหมาะที่จะเก็บข้อมูลเกมไว้บนแผ่นอีกแล้ว
 

 
หลังจากผู้เขียนเปลี่ยนเครื่อง PC ใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วสเปกเป็นอย่างไร แต่ยังเป็น CPU แบบ Core เดียวอยู่ ถ้าจำไม่ผิดความเร็วของ CPU ตอนนั้นเกือบที่จะถึง 1Ghz ซึ่งความเร็วการประมวลผลของเครื่องนั้นมากพอที่จะทำให้ VGS เล่นเกม ps ได้เกือบทุกเกมแล้ว เกมที่เล่นไม่ได้มีเพียงไม่กี่เกมเพราะ VGS ไม่รองรับซึ่งก็มีจำนวนไม่มากนักจากรายการเกมที่ผู้เขียนอยากเล่น
 
หลายปีต่อมาผู้เขียนได้เปลี่ยนมาใช้เครื่อง Notebook สเปกสูงที่ CPU เปลี่ยนเข้าสู่ยุค multi Core ทำให้ตนเองหันกลับไปเล่นเกม PC มากขึ้น แต่ก็ยังเก็บไฟล์ติดตั้ง VGS ไว้อย่างดี 
 
หมายเหตุ Notebook ในภาพไม่ใช่เครื่องที่ผู้เขียนเคยใช้แต่อย่างไร ที่เอามาลงเพราะเครื่องนี้มี Hardware บางตัวที่ตรงกับเครื่องที่เคยใช้
 

 
หลายปีต่อมา เกมต่าง ๆ ในยุคนั้นมักถูกสร้างโดยเน้นกราฟฟิกระดับสูงทำให้ Notebook ที่ใช้เริ่มมีประสิทธิภาพไม่พอที่จะประมวลผลเกมต่าง ๆ ที่ออกมาใหม่ในยุคนั้น ทำให้ผู้เขียนหวนกลับมาเล่นเกม ps ด้วย VGS จนกระทั้งผู้เขียนได้เจอกับ N64 Emulator จึงเปลี่ยนไปเล่นเกม Zelda ของเครื่อง N64 และต่อมาก็เปลี่ยนไปเล่น Game boy Advance Emulator แทนอยู่หลายปี ก่อนที่จะได้มาทดลองใช้ ps2 Emulator และ Will Emulator ตามลำดับ
 
ซึ่งในยุคที่เกม indy ซึ่งใช้สเปกน้อยแต่สนุกยังไม่เกิดนั้น Emulator เหล่านี้ช่วยผู้เขียนได้มาก ทั้งในเรื่องของการเล่นเกมและการได้มีประสบการณ์ทดลองเกมที่เป็น exclusive บนเครื่องต่าง ๆ และไม่เคยถูกแปลงลง PC เลยจนถึงปัจจุบัน เช่น Zelda Ocarina of Time ที่ทำให้ผู้เขียนตาสว่างว่าเกมสนุกมันไม่ได้อยู่ที่กราฟฟิกตามค่านิยมการสร้างเกมในยุคนั้น และ Odin Sphere รวมถึง Muramasa ที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะกับเกมมันไปด้วยกันได้อย่างไรและเกม 2D ยังไม่ตาย
 
สุดท้ายเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคของเกม indy เกมที่ถูกพัฒนาโดยผู้พัฒนาอิสระ ใช้ทรัพยากรน้อยแต่ก็สนุกเริ่มเติบโตและเป็นที่รู้จัก ผู้เขียนก็ค่อย ๆ หมดความสนใจในเกมคอนโซล Emulator และหันไปเล่นเกม indy เหล่านั้นในที่สุด
 

 
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน” 
โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่