สวัสดีค่ะ
วันนี้มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาเล่าให้ฟังค่ะ เรื่องมันมีอยู่ว่า เรามีลูกติดอยู่คนนึ่งเราเลี้ยงลูกคนนี้มาตั้งแต่ลูกเกิดคนเดียวโดยที่เขาขาดพ่อ เพราะพ่อของเขาติดยาเสพติดทั้งขายและเสพจนเราทนพฤติกรรมของเขาไม่ได้จึงขอแยกทางและบอกกับเขาว่า ลูกต้องการตัวอย่างที่ดี ถ้าเป็นคนดีเมื่อไหร่ค่อยกลับมาเป็นพ่อของลูก แต่ ณ. เวลานั้นเราก็ไม่คิดจะหันหลังกลับไปอยู่แล้ว หลังจากที่แยกทางกันเราก็หารายได้จากการรับจ้างเขียนรายงาน ขายออนไลน์เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก จนกระทั่งลูกเริ่มเดินได้จึงออกไปหางานทำและให้แม่พาลูกไปตลาดขายของด้วย ทำงานได้อยู่ 6 เดือนก็ต้องออกเพราะถูกกดดันจากที่ทำงานประมาณว่าอายุงานมากขึ้นจะต้องทำผลงานให้ได้มากขึ้นและที่สำคัญทางบริษัทจะต้องบรรจุงานให้เราแต่ถ้าบรรจุแล้วทางบริษัทจะต้องปรับเดือนซึ่งมันคงไม่คุ้มเท่ากับการรับพนักงานใหม่รายวันมาทำงานให้นั่นคือเหตุผลที่ออกจากงาน เราจึงออกจากงานมาเลี้ยงลูกและช่วยทางบ้านขายของบ้าง เราลืมบอกว่าเราจบแค่ม.3 จริงแล้วเราเป็นเด็กเรียนดีเลยทีเดียว เรียนอยู่สายวิทย์คณิตห้องควีนมาตลอดระยะม.ต้น แต่พอเริ่มเป็นสาวเริ่มมีหนุ่มมาจีบด้วยความที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ไม่เคยไปไหนไม่เคยเจออะไรพอมาเจอมาเห็นมันทำให้เกิดความอยากรู้ จบม.3 ไม่ยอมเรียนต่อสายสามัญไปต่อสายอาชีพเพราะเชื่อเพื่อน เชื่อคำยุแหย่ที่ไม่ได้มีความหวังดีเลย ไปเรียนได้เกือบจบปวช.แล้วแต่ดันตั้งท้องซะก่อน แต่ทางวิทลัยเค้าดีมากๆให้โอกาสกับนักเรียนว่าท้องก็เรียนได้ แต่เราเห็นหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วรู้สึกสงสารเลยบอกไปว่าไม่เป็นไรไม่อยากให้อาจารย์ต้องมาเสียหน้าเพราะศิษย์ของตัวเองเป็นแบบนี้ทั้งๆที่ไมาเคยมีประวัติเลยเรียนดีมาตลอด แต่นั่นก็คือการคิดผิดซ้ำอีกแทนที่จะห่วงพ่อกับแม่ทั้งๆที่แม่ก็ไปที่วิทลัยแบกหน้าไปเพื่อให้เราได้เรียนต่อแต่เรากลับเลือกที่จะหยุดไว้แค่นั้น จนมาได้ยินเสียงตามสายในหมู่บ้านประกาศว่ารับสมัครเรียน กศน. เราจึงกลับไปสมัครเรียนอีกครั้งเพื่อให้จบม.6 หลังจากนั้นไม่นานทางบ้านของแฟนเก่าโทรมาบอกว่าแม่ของแฟนป่วยหนักอยากเห็นหน้าหลานทางบ้านเราจึงพาไปเยี่ยม แต่พอไปถึงลูกเราวิ่งไปหาพ่อของเขา แต่เขาเห็นแฟนเก่าเรามีลูกใหม่มีแฟนใหม่แล้วเขาวิ่งกลับมาหาเราบอกกลับบ้านกันเถอะ ตอนนั้นเราพ่อและแม่งงมากว่าทำไมเด็กตัวเล็กๆแค่ขวบสองขวบทำไมรู้ว่าอะไรคืออะไร และนั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เราบอกกับตัวเองว่าลูกเราจะต้องไม่ขาด เราจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูก เราเริ่มหารายได้จากการรับงานร้องเพลง รับแต่งหน้าทำผม รับจ้างเขียนรายงาน รับทุกอย่างที่ได้เงินเพื่อจะเอาเงินไปเรียนต่อปริญญาตรี เราทำงานไปเรียนไป เช้าไปมหาลัยก็แวะส่งลูกที่โรงเรียน เลิกเรียนก็แวะรับลูก เป็นแบบนี้ทุกวัน ในระหว่างนั้นเรามาเจอแฟนคนปัจจุบันเขาเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่เราขาด เขาดีทุกอย่างทั้งกับเราและครอบครัว รวมถึงลูกของเราด้วย เหตุการณ์ที่ทำให้เราตัดสินใจคบหาและจริงจังกับเขาคือมีอยู่วันหนึ่งลูกเราป่วยท้องเสียไม่หยุด เขาอาสาดูแลให้เพราะเราติดสอบที่มหาลัย หลังจากสอบเสร็จเขามารับเราที่มหาลัยพร้อมกับลูกที่นอนซมมาในรถเราจึงตัดสินใจพาลูกแวะหาหมอพร้อมกับแอดมิชมันที ลูกเราท้องเสียแบบว่าจะไหลออกมาไม่รู้ตัว แฟนเราเขาก็พาไปเช็ดไปล้างโดยที่ไม่รังเกียจสักนิดเดียว นั่นคือเหตุการณ์ที่ทำให้เรายอมใจเขาทั้งๆที่ผ่านมาเราจะปฏิเสธเขามาตลอด ที่เรายอมเพราะเห็นถึงความพยายามและเขาทำกับลูกเราโดยไม่มีอะไรอคติเลยผิดกันกับพ่อแท้ๆที่ไม่คิดที่จะทำ ไม่ติดที่จะดูแล เราเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้นจากการที่ไปรับงานร้องเพลง เราก็คิดว่าทุกอย่างที่ราบรื่นแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เราล้มป่วยไปเรียนไม่ได้อยู่พักหนึ่ง พอเริ่มหายเรากลับไปเรียนแต่อาจารย์ที่ปรึกษาเรากลับดูถูกเราบอกว่าเราป่วยไม่จริงเรามัวไปรับงานร้องเพลงไม่ยอมไปเรียน พูดต่อหน้าเพื่อนๆในคณะประมาณว่าให้เลิกโกหกสักทีทำให้ทุกคนเข้าใจผิดเราไปหมด พากันไม่พูดไม่คุยกับเราสักคน เรากลายเป็นคนที่แย่ในสายตาของทุกคน ณ เหตุการณ์ตรงนั้นเราต้องเดินออกจากห้องไปแอบนั่งร้องไห้ในห้องน้ำคนเดียวโดยที่ไม่มีใครสนใจและถามเราซักคำ จนหมดคาบเรียนทุกคนออกจากห้องเราเดินกลับไปเอากระเป๋าแล้วกลับบ้าน พอกลับบ้านมาเราแชทถามเพื่อนๆว่าคืออะไรเราไปโกหกอะไรใคร แล้วทำไมอาจารย์ถึงต้องทำแบบนั้น ทั้งๆที่ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลก็มีผลออกมาว่าเราเป็นอะไร และเวลานั้นต่อให้เราไม่ป่วยเราก็รับงานร้องเพลงไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงที่ ร.9 สิ้นพระชนม์ ทางการสั่งงดกิจกรรมงานสังสรรค์ทุกประเภท ใครจะไปฝ่าฝืนทำได้ เราแชทไปพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมส่งหลักฐานทุกอย่างให้แกอยู่ทั้งค่าใช้จ่ายใบรับรองแพทย์ที่เข้ารับรักษาตัว แต่กลับได้คำตอบที่ว่า “ถ้าคุณมีแรงยืนแรงเดินคุณก็กลับมาเรียนตามปกติ” ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ ไม่มีแม้แต่คำอธิบายให้เพื่อนๆในคณะเข้าใจเลย ไปเรียนงานแต่ก่อนหน้าที่ไม่ได้ไปเรียนถามงานย้อนหลังก็ไม่มีใครบอก มันเป็นอะไรที่แย่มากสำหรับเรา คำพูดของที่ปรึกษาในวันนั้นทำลายโอกาสและตัดอนาคตของคนคนนึงได้ได้เลย และเราก็ไม่เคยคิดว่าคนที่เรารักและเคารพที่เรามองเขาเป็นแบบอย่างจะพูดแบบนั้นออกมา ทั้งๆที่เหลืออีกแค่ปีเดียวจะจบอยู่แล้วแต่ต้องกลับมาเจออะไรแบบนี้ เราจึงตัดสินใจไปคุยกับหัวหน้าคณะที่เราเรียน อาจารย์คนนี้ดีกับเรามากๆ เราอธิบายให้เขาฟังกับเรื่องที่เกิดขึ้น อาจารย์ช่วยเราทำเรื่องย้ายไปไว้เสาร์อาทิตย์พร้อมกับช่วยเคลียร์กับอาจารย์รายวิชาภาคปกติให้ จนเราเรียนจบปริญญาตรี แต่เพื่อนที่เรียนด้วยกันและที่ปรึกษาไม่มีใครรู้เพราะคิดว่าเราไม่ไปเรียนทิ้งเรียนไปเฉยๆ เรื่องนี้เราไม่เคยบอกกับทางบ้านและแฟนให้รับรู้เลยมีแค่เพื่อนคนเดียวที่เรียนต่างคณะและเป็นคนเดียวที่เข้าใจเรารับรู้เท่านั้น เราได้แค่บอกกับทุกคนที่บ้านว่าย้ายไปเรียนเสาร์อาทิตย์เพื่อที่จะได้มีเวลาไปหาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงตัวเอง ฃหลังจากจบได้ไม่ถึงปีเราออกรถป้ายแดงราคาเจ็ดหลัก เราเอาคำดูถูกในห้องเรียนวันนั้นมาเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเองว่า ถึงจะเต้นกินรำกินเลี้ยงตัวเองส่งตัวเองเรียนก็มีรถราคาเจ็ดหลักขับ และเราเชื่อตัวเองเสมอว่าอาชีพนี้ถึงใครจะมองว่าไม่ดีแต่เราถือว่ามันเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปฆ่าใครตายและเรารู้ตัวเราว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนจะมองเราไม่ดีเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนไม่ดีอย่างที่คนเขามอง หลังจากนั้นเรากับแฟนก็ช่วยกันสร้างมาเรื่อยๆ จนเริ่มไม่ต้องอายใครไม่ต้องให้ใครมาดูถูกอีก แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องให้คิดมาก เรื่องของเรื่องคือแฟนเราเป็นคนพูดแรง เขาจะคอยสอนคอยดุลูกเราถ้าคนฟังเขาจะคิดว่าพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงเข้ากันไม่ได้ บางครั้งเราเองก็คิด ว่าเขาไม่ได้รักลูกเราแต่เราก็เข้าใจนะว่ามันไม่ใช่ลูกของเขา เคยคุยกับแฟนหลายครั้งเรื่องลูกเขาพูดว่า เขาเคยเป็นเด็กเกเรไม่มีพ่อเหมือนกัน ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากและต้องเป็นเด็กเกเรแบบที่เขาเคยเป็น ตั้งแต่อยู่กันมาเขาก็ไม่เคยตีลูกนะมีแต่คำพูดที่รุนแรง พ่อกับแม่เราเป็นคนเลี้ยงหลานตามใจโดยเฉพาะพ่อจะตามใจหลานมากๆ เล่นว่าใครแตะไม่ได้ บางครั้งหลังจากที่แฟนเราดุสอนลูกเรา พ่อก็จะไม่พอใจ บางครั้งเอ่ยออกมาว่าไปอยู่ที่อื่นกัน บางครั้งมันทำให้เราคิดว่าพ่อเราไม่ชอบ แต่ก็ต้องจำใจอยู่ด้วย บางครั้งเราทะเลาะกันกับแฟนเรื่องลูกเพราะลูกใครใครก็รักแต่เขาก็บอกว่าเขาก็รักเหมือนกันไม่อยากให้เป็นเด็กไม่ดี เพราะถูกเลี้ยงตามใจ บางครั้งเวลาแฟนดุลูกพ่อก็จะไม่พอใจ เราลำบากใจมากๆ บางทีเข้าห้องแอบร้องไห้จะพูดไปก็เหมือนน้ำท่วมปาก จะบอกว่าพ่อไม่ชอบที่ทำแบบนี้ก็กลัวจะมีปัญหากันไปใหญ่ เราคิดเสมอนะเรื่องนี้เราจะทำยังไง ตอนนี้ลูกเราได้ 10 ขวบแล้วและเราก็มีน้องอีกคนใกล้คลอดแล้วเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่พ่อเรายิ่งกลัวเรารู้ว่าถ้ามีลูกใหม่แล้วจะไม่รักลูกเก่า แต่ความคิดนั้นไม่เคยอยู่ในหัวเราเลย พ่อกลัวว่าถ้าพ่อไม่อยู่แฟนเราจะทำร้ายลูกเรา เพราะเราเคยแอบได้ยินเสมอเวลาแฟนดุลูก พ่อจะพูดว่านี่ขนาดกูอยู่ยังเป็นแบบนี้ถ้าไม่มีกูหลานกูจะเป็นยังไง คือเรารับรู้แบบนี้มาตลอดได้ยินตลอด เหมือนพ่อเราไม่ชอบเขา แต่ก็ต้องจำใจอยู่ด้วยกัน เราร้องไห้กับเรื่องนี้ทุกวัน เคยคิดนะว่าจะเลิกกับแฟนให้แฟนต่างคนต่างอยู่ เเต่เหตุผลที่เราจะบอกเขาคืออะไร เพราะเขาก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ลูกอยากได้อะไรเขาก็หาซื้อมาให้ รับส่งไปโรงเรียนเขาก็ทำ กินข้าวเหลือจากจานลูกเขาก็กินได้ เราจะต้องทำยังไง จะต้องเลือกอะไร มันเหมือนนิยายน้ำเน่าแต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริงกับผู้หญิงคนหนึ่ง
ชีวิตจริงเหมือนละครน้ำเน่า
วันนี้มีเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาเล่าให้ฟังค่ะ เรื่องมันมีอยู่ว่า เรามีลูกติดอยู่คนนึ่งเราเลี้ยงลูกคนนี้มาตั้งแต่ลูกเกิดคนเดียวโดยที่เขาขาดพ่อ เพราะพ่อของเขาติดยาเสพติดทั้งขายและเสพจนเราทนพฤติกรรมของเขาไม่ได้จึงขอแยกทางและบอกกับเขาว่า ลูกต้องการตัวอย่างที่ดี ถ้าเป็นคนดีเมื่อไหร่ค่อยกลับมาเป็นพ่อของลูก แต่ ณ. เวลานั้นเราก็ไม่คิดจะหันหลังกลับไปอยู่แล้ว หลังจากที่แยกทางกันเราก็หารายได้จากการรับจ้างเขียนรายงาน ขายออนไลน์เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก จนกระทั่งลูกเริ่มเดินได้จึงออกไปหางานทำและให้แม่พาลูกไปตลาดขายของด้วย ทำงานได้อยู่ 6 เดือนก็ต้องออกเพราะถูกกดดันจากที่ทำงานประมาณว่าอายุงานมากขึ้นจะต้องทำผลงานให้ได้มากขึ้นและที่สำคัญทางบริษัทจะต้องบรรจุงานให้เราแต่ถ้าบรรจุแล้วทางบริษัทจะต้องปรับเดือนซึ่งมันคงไม่คุ้มเท่ากับการรับพนักงานใหม่รายวันมาทำงานให้นั่นคือเหตุผลที่ออกจากงาน เราจึงออกจากงานมาเลี้ยงลูกและช่วยทางบ้านขายของบ้าง เราลืมบอกว่าเราจบแค่ม.3 จริงแล้วเราเป็นเด็กเรียนดีเลยทีเดียว เรียนอยู่สายวิทย์คณิตห้องควีนมาตลอดระยะม.ต้น แต่พอเริ่มเป็นสาวเริ่มมีหนุ่มมาจีบด้วยความที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ไม่เคยไปไหนไม่เคยเจออะไรพอมาเจอมาเห็นมันทำให้เกิดความอยากรู้ จบม.3 ไม่ยอมเรียนต่อสายสามัญไปต่อสายอาชีพเพราะเชื่อเพื่อน เชื่อคำยุแหย่ที่ไม่ได้มีความหวังดีเลย ไปเรียนได้เกือบจบปวช.แล้วแต่ดันตั้งท้องซะก่อน แต่ทางวิทลัยเค้าดีมากๆให้โอกาสกับนักเรียนว่าท้องก็เรียนได้ แต่เราเห็นหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วรู้สึกสงสารเลยบอกไปว่าไม่เป็นไรไม่อยากให้อาจารย์ต้องมาเสียหน้าเพราะศิษย์ของตัวเองเป็นแบบนี้ทั้งๆที่ไมาเคยมีประวัติเลยเรียนดีมาตลอด แต่นั่นก็คือการคิดผิดซ้ำอีกแทนที่จะห่วงพ่อกับแม่ทั้งๆที่แม่ก็ไปที่วิทลัยแบกหน้าไปเพื่อให้เราได้เรียนต่อแต่เรากลับเลือกที่จะหยุดไว้แค่นั้น จนมาได้ยินเสียงตามสายในหมู่บ้านประกาศว่ารับสมัครเรียน กศน. เราจึงกลับไปสมัครเรียนอีกครั้งเพื่อให้จบม.6 หลังจากนั้นไม่นานทางบ้านของแฟนเก่าโทรมาบอกว่าแม่ของแฟนป่วยหนักอยากเห็นหน้าหลานทางบ้านเราจึงพาไปเยี่ยม แต่พอไปถึงลูกเราวิ่งไปหาพ่อของเขา แต่เขาเห็นแฟนเก่าเรามีลูกใหม่มีแฟนใหม่แล้วเขาวิ่งกลับมาหาเราบอกกลับบ้านกันเถอะ ตอนนั้นเราพ่อและแม่งงมากว่าทำไมเด็กตัวเล็กๆแค่ขวบสองขวบทำไมรู้ว่าอะไรคืออะไร และนั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เราบอกกับตัวเองว่าลูกเราจะต้องไม่ขาด เราจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูก เราเริ่มหารายได้จากการรับงานร้องเพลง รับแต่งหน้าทำผม รับจ้างเขียนรายงาน รับทุกอย่างที่ได้เงินเพื่อจะเอาเงินไปเรียนต่อปริญญาตรี เราทำงานไปเรียนไป เช้าไปมหาลัยก็แวะส่งลูกที่โรงเรียน เลิกเรียนก็แวะรับลูก เป็นแบบนี้ทุกวัน ในระหว่างนั้นเรามาเจอแฟนคนปัจจุบันเขาเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่เราขาด เขาดีทุกอย่างทั้งกับเราและครอบครัว รวมถึงลูกของเราด้วย เหตุการณ์ที่ทำให้เราตัดสินใจคบหาและจริงจังกับเขาคือมีอยู่วันหนึ่งลูกเราป่วยท้องเสียไม่หยุด เขาอาสาดูแลให้เพราะเราติดสอบที่มหาลัย หลังจากสอบเสร็จเขามารับเราที่มหาลัยพร้อมกับลูกที่นอนซมมาในรถเราจึงตัดสินใจพาลูกแวะหาหมอพร้อมกับแอดมิชมันที ลูกเราท้องเสียแบบว่าจะไหลออกมาไม่รู้ตัว แฟนเราเขาก็พาไปเช็ดไปล้างโดยที่ไม่รังเกียจสักนิดเดียว นั่นคือเหตุการณ์ที่ทำให้เรายอมใจเขาทั้งๆที่ผ่านมาเราจะปฏิเสธเขามาตลอด ที่เรายอมเพราะเห็นถึงความพยายามและเขาทำกับลูกเราโดยไม่มีอะไรอคติเลยผิดกันกับพ่อแท้ๆที่ไม่คิดที่จะทำ ไม่ติดที่จะดูแล เราเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้นจากการที่ไปรับงานร้องเพลง เราก็คิดว่าทุกอย่างที่ราบรื่นแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เราล้มป่วยไปเรียนไม่ได้อยู่พักหนึ่ง พอเริ่มหายเรากลับไปเรียนแต่อาจารย์ที่ปรึกษาเรากลับดูถูกเราบอกว่าเราป่วยไม่จริงเรามัวไปรับงานร้องเพลงไม่ยอมไปเรียน พูดต่อหน้าเพื่อนๆในคณะประมาณว่าให้เลิกโกหกสักทีทำให้ทุกคนเข้าใจผิดเราไปหมด พากันไม่พูดไม่คุยกับเราสักคน เรากลายเป็นคนที่แย่ในสายตาของทุกคน ณ เหตุการณ์ตรงนั้นเราต้องเดินออกจากห้องไปแอบนั่งร้องไห้ในห้องน้ำคนเดียวโดยที่ไม่มีใครสนใจและถามเราซักคำ จนหมดคาบเรียนทุกคนออกจากห้องเราเดินกลับไปเอากระเป๋าแล้วกลับบ้าน พอกลับบ้านมาเราแชทถามเพื่อนๆว่าคืออะไรเราไปโกหกอะไรใคร แล้วทำไมอาจารย์ถึงต้องทำแบบนั้น ทั้งๆที่ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลก็มีผลออกมาว่าเราเป็นอะไร และเวลานั้นต่อให้เราไม่ป่วยเราก็รับงานร้องเพลงไม่ได้เพราะอยู่ในช่วงที่ ร.9 สิ้นพระชนม์ ทางการสั่งงดกิจกรรมงานสังสรรค์ทุกประเภท ใครจะไปฝ่าฝืนทำได้ เราแชทไปพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมส่งหลักฐานทุกอย่างให้แกอยู่ทั้งค่าใช้จ่ายใบรับรองแพทย์ที่เข้ารับรักษาตัว แต่กลับได้คำตอบที่ว่า “ถ้าคุณมีแรงยืนแรงเดินคุณก็กลับมาเรียนตามปกติ” ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ ไม่มีแม้แต่คำอธิบายให้เพื่อนๆในคณะเข้าใจเลย ไปเรียนงานแต่ก่อนหน้าที่ไม่ได้ไปเรียนถามงานย้อนหลังก็ไม่มีใครบอก มันเป็นอะไรที่แย่มากสำหรับเรา คำพูดของที่ปรึกษาในวันนั้นทำลายโอกาสและตัดอนาคตของคนคนนึงได้ได้เลย และเราก็ไม่เคยคิดว่าคนที่เรารักและเคารพที่เรามองเขาเป็นแบบอย่างจะพูดแบบนั้นออกมา ทั้งๆที่เหลืออีกแค่ปีเดียวจะจบอยู่แล้วแต่ต้องกลับมาเจออะไรแบบนี้ เราจึงตัดสินใจไปคุยกับหัวหน้าคณะที่เราเรียน อาจารย์คนนี้ดีกับเรามากๆ เราอธิบายให้เขาฟังกับเรื่องที่เกิดขึ้น อาจารย์ช่วยเราทำเรื่องย้ายไปไว้เสาร์อาทิตย์พร้อมกับช่วยเคลียร์กับอาจารย์รายวิชาภาคปกติให้ จนเราเรียนจบปริญญาตรี แต่เพื่อนที่เรียนด้วยกันและที่ปรึกษาไม่มีใครรู้เพราะคิดว่าเราไม่ไปเรียนทิ้งเรียนไปเฉยๆ เรื่องนี้เราไม่เคยบอกกับทางบ้านและแฟนให้รับรู้เลยมีแค่เพื่อนคนเดียวที่เรียนต่างคณะและเป็นคนเดียวที่เข้าใจเรารับรู้เท่านั้น เราได้แค่บอกกับทุกคนที่บ้านว่าย้ายไปเรียนเสาร์อาทิตย์เพื่อที่จะได้มีเวลาไปหาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงตัวเอง ฃหลังจากจบได้ไม่ถึงปีเราออกรถป้ายแดงราคาเจ็ดหลัก เราเอาคำดูถูกในห้องเรียนวันนั้นมาเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเองว่า ถึงจะเต้นกินรำกินเลี้ยงตัวเองส่งตัวเองเรียนก็มีรถราคาเจ็ดหลักขับ และเราเชื่อตัวเองเสมอว่าอาชีพนี้ถึงใครจะมองว่าไม่ดีแต่เราถือว่ามันเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้ไปฆ่าใครตายและเรารู้ตัวเราว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนจะมองเราไม่ดีเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนไม่ดีอย่างที่คนเขามอง หลังจากนั้นเรากับแฟนก็ช่วยกันสร้างมาเรื่อยๆ จนเริ่มไม่ต้องอายใครไม่ต้องให้ใครมาดูถูกอีก แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องให้คิดมาก เรื่องของเรื่องคือแฟนเราเป็นคนพูดแรง เขาจะคอยสอนคอยดุลูกเราถ้าคนฟังเขาจะคิดว่าพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงเข้ากันไม่ได้ บางครั้งเราเองก็คิด ว่าเขาไม่ได้รักลูกเราแต่เราก็เข้าใจนะว่ามันไม่ใช่ลูกของเขา เคยคุยกับแฟนหลายครั้งเรื่องลูกเขาพูดว่า เขาเคยเป็นเด็กเกเรไม่มีพ่อเหมือนกัน ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากและต้องเป็นเด็กเกเรแบบที่เขาเคยเป็น ตั้งแต่อยู่กันมาเขาก็ไม่เคยตีลูกนะมีแต่คำพูดที่รุนแรง พ่อกับแม่เราเป็นคนเลี้ยงหลานตามใจโดยเฉพาะพ่อจะตามใจหลานมากๆ เล่นว่าใครแตะไม่ได้ บางครั้งหลังจากที่แฟนเราดุสอนลูกเรา พ่อก็จะไม่พอใจ บางครั้งเอ่ยออกมาว่าไปอยู่ที่อื่นกัน บางครั้งมันทำให้เราคิดว่าพ่อเราไม่ชอบ แต่ก็ต้องจำใจอยู่ด้วย บางครั้งเราทะเลาะกันกับแฟนเรื่องลูกเพราะลูกใครใครก็รักแต่เขาก็บอกว่าเขาก็รักเหมือนกันไม่อยากให้เป็นเด็กไม่ดี เพราะถูกเลี้ยงตามใจ บางครั้งเวลาแฟนดุลูกพ่อก็จะไม่พอใจ เราลำบากใจมากๆ บางทีเข้าห้องแอบร้องไห้จะพูดไปก็เหมือนน้ำท่วมปาก จะบอกว่าพ่อไม่ชอบที่ทำแบบนี้ก็กลัวจะมีปัญหากันไปใหญ่ เราคิดเสมอนะเรื่องนี้เราจะทำยังไง ตอนนี้ลูกเราได้ 10 ขวบแล้วและเราก็มีน้องอีกคนใกล้คลอดแล้วเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่พ่อเรายิ่งกลัวเรารู้ว่าถ้ามีลูกใหม่แล้วจะไม่รักลูกเก่า แต่ความคิดนั้นไม่เคยอยู่ในหัวเราเลย พ่อกลัวว่าถ้าพ่อไม่อยู่แฟนเราจะทำร้ายลูกเรา เพราะเราเคยแอบได้ยินเสมอเวลาแฟนดุลูก พ่อจะพูดว่านี่ขนาดกูอยู่ยังเป็นแบบนี้ถ้าไม่มีกูหลานกูจะเป็นยังไง คือเรารับรู้แบบนี้มาตลอดได้ยินตลอด เหมือนพ่อเราไม่ชอบเขา แต่ก็ต้องจำใจอยู่ด้วยกัน เราร้องไห้กับเรื่องนี้ทุกวัน เคยคิดนะว่าจะเลิกกับแฟนให้แฟนต่างคนต่างอยู่ เเต่เหตุผลที่เราจะบอกเขาคืออะไร เพราะเขาก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ลูกอยากได้อะไรเขาก็หาซื้อมาให้ รับส่งไปโรงเรียนเขาก็ทำ กินข้าวเหลือจากจานลูกเขาก็กินได้ เราจะต้องทำยังไง จะต้องเลือกอะไร มันเหมือนนิยายน้ำเน่าแต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริงกับผู้หญิงคนหนึ่ง