เมื่อขับรถเที่ยวแจกกาแฟ แต่!! ไม่มีคนกล้ามากิน ลงใต้ 6วัน6คืน กว่า 1,800 กิโลเมตร

ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัวกันก่อนครับ
ผมชื่อ บอล หรือบางทีเพื่อนๆเรียกติดปากว่า บอลลี่
ผมเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ
หรือบางคนอาจจะคุ้นเคยกับกระทู้ล่าสุดของผม ขับรถมอไซค์เที่ยวคนเดียว 20วัน19คืน กรุงเทพ-เบตง ด้วยงบ 4000บาท
หรือกระทู้ขับมอไซค์เที่ยวคนเดียว 10วัน10 คืน กรุงเทพ-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ด้วยงบ 2,800 บาท

     เอาล่ะก่อนอื่นเลยต้องท้าวความก่อนว่าผมมีเพื่อนอยู่คนนึงชื่อพจน์ พจน์เป็นผู้ที่หลงในในการทำกาแฟมาก เริ่มทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่เลือกเมล็ด คั่วเอง บ่มเอง บดเอง ท้ายที่สุดจะเอาไปดริป หรือทำเป็นเอสเพรสโซ่ก็แล้วแต่ มีครั้งนึงผมเคยไปช่วยพจน์นั่งคัดเมล็ดกาแฟด้วยกัน แถมยังมีโอกาสได้ไปชิมกาแฟที่บ้านพจน์อยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าการลองชิม ลิ้มรสหรือการคอมเม้นถึงกลิ่นและรสชาติของกาแฟที่พจน์ได้ทำนั้นมันจำกัดอยุ่ในวงแคบแค่ตัวพจน์กับผมเท่านั้น แต่ตัวพจน์นั้นปราถนาอย่างแรงกล้าที่อยากจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คนในเรื่องกาแฟของเค้ามากขึ้น ผ่านการท่องเที่ยวไปด้วย แล้วก็ชวนคนมากินกาแฟแลกเปลี่ยนเรื่องราวซึ่งกันและกัน จึงบันดาลให้เกิดทริป ขับวินเที่ยว x บาริสต้าฝึกหัดขึ้น

           ***ปล.นี่เป็นกระทู้แชร์ประสบการณ์การเดินทางที่ผมต้องพยายามย่อทั้งภาพและเรื่องราวให้สั่นเพื่อบรรจุลงในพื้นที่กระทู้ที่จำกัด หากต้องการติดตามเรื่องราวและภาพถ่ายแบบเต็มๆไปติดตามในเพจกันได้นะครับ

หากใครสนใจติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจ : ขับวินเที่ยว หรือที่ลิงค์ https://web.facebook.com/khabwintiaw
        และต่อจากนี้คือเรื่องราวการเดินทางของพวกเราตลอด 6วัน6คืน

    วันที่ 1 : เราเริ่มต้นออกเดินทางช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 1 เมษายน จนถึงจุดหมายแรกของเราที่ไกลออกไปกว่า 800 กิโลเมตร ในวันที่ 2 เมษายน ในสถานที่ๆขึ้นชื่อว่าอากาศดีอันดับต้นๆของประเทศไทย ที่หมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช
 
มาถุงคีรีวง อากาศร้อนมาก โดดน้ำกันซะหน่อย
ดินเนอร์ท้ายกระบะ แล้วก็กางเต็นท์นอนริมน้ำ
วันที่ 2 : "ก็อกแก๊กๆ" เสียงพจน์กำลังวุ่นวายกับการจัดโต๊ะทำกาแฟแต่เช้ามืด เช้านี้พวกเราดริปกาแฟกินกันแต่เช้าตรู่พลางมองไปรอบๆกะจะหาชักชวนผู้คน แขกไปใครมามานั่งกินกาแฟด้วยกัน แต่อาจจะเพราะหน้าตาพวกเราคงฉาวโฉดเกินไป ไม่มีใครกล้าเข้ามาเดินวนเวียนใกล้ๆเราด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆฃ
หลังจากนั้นช่วงสายๆ พวกเราเก็บของแล้วออกเดินทางต่อไปยัง อ.ขนอม มีจุดหมายปลายทางคือจะไปเที่ยวที่ถนนเลียบชายหาดขนอม-สิขล อันโด่งดัง แต่ว่าก่อนหน้านั้นก็แวะกินของขึ้นชื่ออย่างเช่นขนมจีนป้าเขียว กับพวกขนมท้องถิ่นในตัวเมืองนครศรีฯด้วย
ขนมที่เรียกเป็นภาษาใต้ว่า ยาร่วงหัวครก เป็นการเอาน้ำตาลกับมะม่วงหิมมะพานผสมกันแล้ววางบนใบมะม่วงหิมพานตากแห้งอีกที
ขนมปาดัง
โขดหินตรง มูน โรตีแอนด์คาเฟ่
ถนนเลียบชายหาดขนอม-สิชล
ที่พักเย็นนี้ หาดเลย่าแคมปิ้ง ผมหุงข้าวกินกับกับข้าวที่เราเตรียมกันมา
วันที่ 3 : เช้าวันนี้พวกเราตื่นกันสายมาก เพราะว่าเจ้าเพื่อนกอล์ฟตัวแสบที่บ้านมันอยู่แถวนี้ดันมาหาสะดึกเลย ทำให้เม้ากันสะดึกดื่น ดึกสะจนขี้เกียจลากตัวเองเข้าไปนอนในเต็นท์ คือกางเต็นท์เสร็จสับละนะ แต่ว่านอนหน้าเต็นท์ ฮ่าๆๆๆ
หลังจากตื่นสายกัน จนแดดไล่ เราก็เก็บของเดินทางต่อไปอีก 300 กิโลเมตร(เดินทางทั้งวัน) สู่หาดลับแลอันอยู่ในซอกหลืบที่ผมเคยสำรวจเจอตอนขับมอไซค์ตามถนนเลียบชายหาดเมื่อเกือบสองปีก่อน ลับแลขนาดที่ว่าผมเคยบ่นพึมพรำกับตัวเองว่าหาดสวยขนาดนี้ทำไมไม่ดังวะ และยังสัญญากับตัวเองว่าจะมากางเต็นท์นอนที่นี่ให้ได้สักครั้ง เอ้ออ อีกอย่างหาดนี้แทบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
ระหว่างทาง GPS กฌพาเราเข้าป่าอย่างที่เห็น 555
มาถึงแล้วหาดลับแลที่ว่า เดี๋ยวเฉลยชื่อหาดในวันถัดไป
วันที่ 4 : ก่อนจะเล่าเรื่องราวของเช้านี้ก่อนอื่นต้องเล่าเรื่องของเมื่อคืนก่อน คือว่าฝนตกลงมาหนักมากหนักจนสุดท้ายพวกเราต้องย้ายเข้ามานอนในบาร์ ของร้าน happy bar แล้วก็ตกยันเช้าเลย กว่าฝนจะหยุดแล้วเริ่มต้นทำอะไรได้ก็เกือบสาย
แต่หลังจากที่ฝนหยุดพวกเราแทบไม่รอช้ารีบขึ้นจุดชมวิวประจำหาดนี้ นั้นก้คือจุดชมวิวยอดเข้าทุ่งยาง ประจำหาดทุ่งยาง ซึ่งทางขึ้นนั้นเอาเรื่องมากๆ แต่วิวนั้นโคตรคุ้มมากๆเช่นกัน
จุดนี้ที่พี่ดำคนพาขึ้นเรียกว่าจุดโรยตัว นับเป็นจุดที่โหดและชันที่สุด ใครที่จะขึ้นติดต่อพี่ดำที่ happy bar ได้ครับ
 
สภาพหลังลงมา ให้ภาพมันบรรยายความพัง 555 (โคตรเหนื่อยอาจจะเพราะผมอ้วน ถ้าคนแข็งแรงคงสบายๆ)
หลังจากลงจากจุดชมวิวพวกเราก็นั่งพักสักแปป แล้วก็ไปเล่นน้ำทะเลต่อ หาดทรายสวยมากขาวละเอียด แถวน้ำทะเลก็ใสมากๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะลงไปเล่นด้วยกันทั้งคู่ หลังจากนั้นก็อาบน้ำเก็บของแล้วเดินทางต่อไปยังจุดพักสุดท้ายของทริปที่ อุทยานแห่งชาติหาดวนกร จ.ประจวบฯ
เย็นนี้ผมก็ได้หุงข้าวอีกรอบ แถมผูกเปลนอนริมทะเล ชิลล์จัดๆ
วันที่ 5 : ฝนตกอีกแล้วว!! ช่วงเช้ามืดประมาณตี4 ผมต้องลุกลี้ลุนรนออกมาช่วยพจน์ย้ายเต็นท์เข้าที่กำบัง ก่อนจะกลับเข้ามาหลับต่อในเต็นท์ท่ามกลางสายฝน(เต็นท์ผมกันฝนอยู่แต่เต็นท์พจน์ไม่ไหว) 
เช้าวันนี้ผมกับต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อเปิดหน้าเต็นท์ออกมาในช่วงเช้าแก่ๆ พบว่ามีชายนิรนามท่านนึงมานั่งอยู่กับพจน์กำลังนั่งทำกาแฟพร้อมสนทนากันอย่างสนุกสนาน "มีคนมากินด้วยแล้วโว้ยยย" เสียงผมตะโกนลั่นขึ้นในใจด้วยความดีใจ สืบทราบทีหลังว่าคือพี่น้อยซึ่งเพิ่งเคยออกผจญโลกนอนกางเต็นท์คนเดียวครั้งแรกในชีวิต

แววตาของพจน์นั้นบอกได้ถึงความสุขเมื่อเค้ารับรู้ได้ว่ามีคนเข้าใจในสิ่งที่เค้าใส่ใจลงไปในกาแฟ ความปราณีตและละเอียดอ่อน
ตอนที่นั่งบดกาแฟกันหน้าเต็นทื

สุดท้ายต้องย้ายกลับเข้ามาในเพลิงหลบฝนที่เดิม เพราะสักพักฝนก็ตกลงมาอีก

หลังจากช่วงสายฝนก็ยังไม่หยุดตก พวกเราจำใจต้องเก็บอุปกรณฺและของต่างๆท่ามกลางสายฝนที่จกปรอยๆตลอดเวลา แล้วออกเดินทางต่อไปยังจุดแวะสุดท้ายที่เพชรบุรี ซึ่งมีเหล่าพี่ๆสายกินที่เมื่อผมผ่านที่นี่ครั้งไหน เป็นต้องได้กินของอร่อยร่ำไป ขอบคุณพี่ป่านกับพี่เก่งอีกครั้งที่พาไปกินของอร่อยนะครับ

ขนมหวานอร่อยจนต้องซด ฮ่าๆๆๆ
พี่ป่าน กับ พี่เก่ง 

แล้วหลังจากแวะเพชรบุรีตอนช่วงเย็นๆเป็นที่สุดท้ายหลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับถึง กทม. ในช่วงค่ำๆ อย่างสวัสดิภาพ นับเป็นการจบทริป ที่ทั้งเหนื่อยแล้วก็สนุก ตลอด 6วัน6คืน กว่า1,800กิโลเมตร กับเพื่อนซี้ ที่ผมจะไม่มีวันลืม

หวังว่ากระทู้นี้จะช่วยกระตุ้นต่อมแรงบันดาลใจให้คนที่อ่านจนจบได้ออกไปท่องเที่ยวกันบ้างนะครับ
สุดท้ายอยากบอกว่า
"ใช้ชีวิตให้สมกับที่มีชีวิต"
สวัสดีครับบบ



แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่