ตามชื่อเรื่องเลยครับ ผมพยายามศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งพระไตรปิฎกและการปฏิบัติ เมื่อพิจารณาขันธ์ห้า เราท่านก็จะนึกออกทันทีว่าประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บางท่านก็อธิบายความหมายไว้ดีมากครับ เมื่อศึกษาลงไปพบว่าการรับรู้ข้อมูลหนึ่ง ผ่านทางทวารทั้ง5(ยกมโนทวารออกก่อนเพราะซับซ้อน) ข้อมูลจะถูกส่งไปแหล่งรับข้อมูลพร้อมประมวลผล และเกิดการกระทำเกิดขึ้น การกระทำกับข้อมูลที่รับมามีสามแบบ กาย วาจา ใจ
ข้อมูล --> รับข้อมูล+ประมวลผล --> แสดงผล
หรือ
ข้อมูล --> กลั่นกรอง --> ตอบสนอง
แต่ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะการตอบสนองหรือการกระทำที่ทำแล้ว จะถูกกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง(การรู้แจ้งทางใจ
เมื่อค้นให้ลึกลงไปอีก ขันธ์ห้า ก็คาบเกี่ยวกันกับ ปฏิจจสมุปบาท (เจ้าของกระทู้เองก็ยังประมาทอยู่) เจ้าของกระทู้ยังไม่เข้าใจส่วนนี้ขอคุยเฉพาะเรื่องขันธ์ห้าเท่านั้น
ยกตัวอย่างง่ายๆ ณ ตอนนี้ เวลานี้ ท่านอ่านกระทู้นี้ ขันธ์ห้า ของท่านก็ทำงาน ไม่ว่าท่านจะทำอะไรขันธ์ห้าก็ทำงาน
จขกท.ก็ปลงใจเชื่อว่า พระพุทธเจ้า ก็ทรงยก ย่อ ขยาย ขันธ์ห้า ทั้งสิ้น
ปูพื้นขันธ์ห้า
เพื่อยกระดับการค้นคว้าต่อไป จขกท จึงได้ศึกษา นาม-รูป สองคำนี้เมื่อรวมตัวกันจะเกิดขันธ์ห้าขึ้น เมื่อมีขันธ์ห้าจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้
เพื่อให้เข้าใจง่าย จขกท. ได้ สมมติการทดลอง 2 การทดลอง
1. การทดลองซากศพ แม้ผมจะให้อะไรกับศพนั้น เช่น ทุบตี ให้ความร้อน ให้ความเย็น เผาไฟ บำเรอด้วยกามคุณห้า ศพจะไม่มีการกระทำตอบสนอง ไม่มีเวทนาเกิดขึ้น อาจมีการกระตุกแต่เมื่อถามศพก็ไม่ตอบว่ากระตุกทำไม ผมเองจึงสรุปว่า รูป คือ
สิ่งที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้
2. การทดลองคนเป็น ผลจะตรงกันข้ามกับการทดลองที่หนึ่ง
สภาพรับรู้สิ่งที่ปรากฏและการตอบสนอง หรือเรียกว่า ขันธ์ห้า
จะเห็นว่า สภาพนี้มีผลทางคณิตศาสตร์อย่างนี้
สภาพรับรู้สิ่งที่ปรากฏและการตอบสนอง = สภาพที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้ +
สภาพที่สามารถรับรู้สิ่งที่ปรากฏ
เมื่อสองสภาพข้างต้นรวมกันจะไม่แยกจากกัน ต่อเมื่อใดที่ ตายกายแตก จะเหลือสภาพที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้ (ทำให้เกิดการทดลองซากศพ) ส่วนอีกสภาพที่สามารถรับรู้สิ่งที่ปรากฏ ไปไหนต่อ ่ผมก็ขออนุญาติว่าส่วนนี้คาบเกี่ยวกันหลายส่วนอิงอาศัยเหตุปัจจัยที่ละเอียด ซึ่งความรู้ผมเองยังไม่ลึกซึ้งพอ
วันนี้ก็ขอเสนอแนะแนวคิดไว้เท่านี้ ส่วนกระทู้หน้า จะมาอธิบายผลการวิจัยเรื่องขันธ์ห้าตามสติปัญญา ของจขกท.นะครับ ท่านใดอยากเพิ่มเติมเชิญแสดงความคิดเห็นได้ครับ ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านครับ
1. ขันธ์ห้าไม่ใช่ธรรมที่หยาบ แต่เป็นธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง
ข้อมูล --> รับข้อมูล+ประมวลผล --> แสดงผล
หรือ
ข้อมูล --> กลั่นกรอง --> ตอบสนอง
แต่ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะการตอบสนองหรือการกระทำที่ทำแล้ว จะถูกกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง(การรู้แจ้งทางใจ
เมื่อค้นให้ลึกลงไปอีก ขันธ์ห้า ก็คาบเกี่ยวกันกับ ปฏิจจสมุปบาท (เจ้าของกระทู้เองก็ยังประมาทอยู่) เจ้าของกระทู้ยังไม่เข้าใจส่วนนี้ขอคุยเฉพาะเรื่องขันธ์ห้าเท่านั้น
ยกตัวอย่างง่ายๆ ณ ตอนนี้ เวลานี้ ท่านอ่านกระทู้นี้ ขันธ์ห้า ของท่านก็ทำงาน ไม่ว่าท่านจะทำอะไรขันธ์ห้าก็ทำงาน
จขกท.ก็ปลงใจเชื่อว่า พระพุทธเจ้า ก็ทรงยก ย่อ ขยาย ขันธ์ห้า ทั้งสิ้น
เพื่อให้เข้าใจง่าย จขกท. ได้ สมมติการทดลอง 2 การทดลอง
1. การทดลองซากศพ แม้ผมจะให้อะไรกับศพนั้น เช่น ทุบตี ให้ความร้อน ให้ความเย็น เผาไฟ บำเรอด้วยกามคุณห้า ศพจะไม่มีการกระทำตอบสนอง ไม่มีเวทนาเกิดขึ้น อาจมีการกระตุกแต่เมื่อถามศพก็ไม่ตอบว่ากระตุกทำไม ผมเองจึงสรุปว่า รูป คือ สิ่งที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้
2. การทดลองคนเป็น ผลจะตรงกันข้ามกับการทดลองที่หนึ่ง สภาพรับรู้สิ่งที่ปรากฏและการตอบสนอง หรือเรียกว่า ขันธ์ห้า
จะเห็นว่า สภาพนี้มีผลทางคณิตศาสตร์อย่างนี้
สภาพรับรู้สิ่งที่ปรากฏและการตอบสนอง = สภาพที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้ + สภาพที่สามารถรับรู้สิ่งที่ปรากฏ
เมื่อสองสภาพข้างต้นรวมกันจะไม่แยกจากกัน ต่อเมื่อใดที่ ตายกายแตก จะเหลือสภาพที่ปรากฏแต่ไม่มีการรับรู้ (ทำให้เกิดการทดลองซากศพ) ส่วนอีกสภาพที่สามารถรับรู้สิ่งที่ปรากฏ ไปไหนต่อ ่ผมก็ขออนุญาติว่าส่วนนี้คาบเกี่ยวกันหลายส่วนอิงอาศัยเหตุปัจจัยที่ละเอียด ซึ่งความรู้ผมเองยังไม่ลึกซึ้งพอ
วันนี้ก็ขอเสนอแนะแนวคิดไว้เท่านี้ ส่วนกระทู้หน้า จะมาอธิบายผลการวิจัยเรื่องขันธ์ห้าตามสติปัญญา ของจขกท.นะครับ ท่านใดอยากเพิ่มเติมเชิญแสดงความคิดเห็นได้ครับ ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านครับ