การดำรงสถานภาพความเป็นพระภิกษุ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ไวยาวัจกรวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารได้เขียนบทความเรื่อง “หลักการและเหตุผลที่ทำให้ต้องถอดจีวรออกในขณะที่ยังดำรงสถานภาพความเป็นพระภิกษุระหว่างที่ถูกกล่าวหาจนเป็นที่ยุติว่า ไม่ได้มีการทุจริตใด ๆ ตามข้อกล่าวหา” โดยท่านอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอธิบายเป็นข้อๆไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
 
คำอธิบาย ๑) ก็เพราะไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างถูกดำเนินคดีและไม่สามารถห่มจีวรในขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้ตามระเบียบของทางราชทัณฑ์
 
คำอธิบาย ๒) ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในทางคดีดำเนินการตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ตามลำดับ โดยในมาตรา ๒๙  ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สองส่วน คือ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการใช้อำนาจบังคับให้พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาและไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างถูกดำเนินคดีสละสมณเพศ แต่สำหรับ ที่วัดสามพระยาและวัดสระเกศเจ้าพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานอัยการมิได้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ กล่าวคือ มิได้ดำเนินการบังคับให้พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาทั้งสองวัดสละสมณเพศ ซึ่งได้มีการเบิกความยืนยันข้อความนี้ระหว่างการสืบพยานในศาล ดังนั้น พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดจากกรณีดังกล่าวของทั้งสองวัดจึงยังคงสถานภาพความเป็นพระภิกษุตลอดมา 
 
คำอธิบาย ๓) ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดในมาตรา ๓๐ ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่จะต้องควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาในระหว่างถูกดำเนินคดีสามารถใช้ดุลยพินิจให้ผู้ถูกกล่าวหาสละสมณเพศได้ แต่สำหรับกรณีของวัดสามพระยาและวัดสระเกศ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ใช้ดุลยพินิจแล้วเห็นว่า ไม่สมควรจะใช้อำนาจตามมาตรา ๓๐ กับพระภิกษุต่อกรณีดังกล่าวนี้  อีกทั้งยังได้แสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเครื่องยืนยันการใช้ดุลยพินิจกับพระภิกษุทุกรูปไว้เป็นหลักฐานอีกทางหนึ่งด้วย 

คำอธิบาย ๔) ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันในหมู่ฆราวาสว่า “การสละสมณเพศ” และ “การสึก” ซึ่งปรากฏถ้อยคำสองคำนี้อยู่ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทำให้เกิดความสับสนตีความหมายไปคนละทิศคนละทาง จึงขออธิบายความให้เข้าใจตรงกันว่า 
 
สมณเพศ หมายถึง ผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มที่แสดงออกถึงความเป็นพระภิกษุ  เพราะฉะนั้น การบังคับให้สละสมณเพศ จึงหมายถึง การถูกบังคับให้สละผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มออกจากร่างกายของพระภิกษุรูปนั้น ๆ แต่ความเป็นพระภิกษุยังคงอยู่เหมือนเดิม เพราะมิได้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยความสมัครใจ   
 
ส่วนการสึก คือ การลาสิกขา หมายถึง การที่พระภิกษุรูปนั้น ๆ อธิษฐานใจและเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยความสมัครใจ จึงสละเครื่องแต่งกาย คือ ผ้าไตรจีวรออก ทั้งในการสึกตามพระวินัย และการถูกบังคับให้สึกตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ ดังจะเห็นได้จากกรณีการสืบพยานของพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร องค์คณะผู้พิพากษาได้บันทึกเอาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๐ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒  ปรากฏความในตอนหนึ่งว่า “ในวันนี้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มาศาล โดยอยู่ในสมณเพศ พระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา โดยได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ แถลงต่อศาลว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัว ชั่วคราวแล้ว ก็ได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ครองสมณเพศตามพระธรรมวินัยเช่นเดิม และปัจจุบันยังคง  จำวัดอยู่ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เช่นเดิม จึงบันทึกไว้” อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากบันทึกคำเบิกความพยานจำเลยตามบันทึก (๒๑ พ) ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ระบุว่า “จำเลยในคดี   หมายเลขดำที่ อท.๒๐๕/๒๕๖๑ ยังครองสมณเพศ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี”  

กล่าวโดยสรุป พระภิกษุทุกรูป ที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนยังคงสถานภาพความเป็นพระภิกษุตลอดมา และเมื่อศาลมีคำพิพากษาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีการทุจริตใด ๆ และไม่มีหมายจากศาลสั่งให้จำคุก ก็สามารถที่จะครองสมณเพศได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ  
 
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  วัด ศาสนาพุทธ ปฏิบัติธรรม ศาสนา พระสงฆ์
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่