วันนี้จะมาเล่าประวัติศาสตร์เรื่องวัคซีนให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 200 กว่าปีก่อนกันครับ
ในปี คศ. 1798 นายแพทย์ประจำท้องถิ่นชาวอังกฤษนามว่า Edward jenner ได้ตีพิมพ์งานศึกษาวิจัยของเขาชื่อว่า An Enquiry into the causes and effects of the vaccinae ผลงานชิ้นนี้ได้บรรยายถึง โรคระบาดที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาที่สุดในขณะนั้นคือโรคไข้ทรพิษ (small pox)
ในงานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงวิธีการที่ภายหลังจะได้กลายมาเป็นวิธีการป้องกันเชื้อโรคที่อาจจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ เขาได้กล่าวถึงการปลูกฝี ซึ่งถือบรรพบุรุษเป็นการให้วัคซีน
คำว่าวัคซีน มาจากคำว่า Vacca ที่แปลว่า แม่วัว ในภาษาละติน เพื่อสื่อถึงและยกย่องนายแพทย์เอ๊ดเวิร์ด ที่ใช้โรคไข้ทรพิษวัว ( Cow pox ) มาใช้ป้องกันไข้ทรพิษในมนุษย์
แต่ว่าความพยายามของมนุษยชาติในการพยายามป้องกันตัวเองจากโรคไข้ทรพิษ เริ่มต้นมาก่อนนายแพทย์เอ็ดเวิร์ดหลายร้อยปี หลักฐานเก่าแก่ที่สุดพบว่า ในประเทศจีนสมัยโบราณได้มีการป้องกันไข้ทรพิษโดยการ ฝัง หรือ เป่าเศษชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่ขุดได้จากแผลของผู้ป่วยไข้ทรพิษ กระบวนการนี้เรียนกว่า variolation ครับ( ไม่แน่ใจนะครับว่าวิธีการนี้มีชื่อภาษาไทยหรือเปล่า ในที่นี้จึงขอใช้คำทับศัพท์ไปเลย) วิธีการนี้เชื่อว่าแพร่หลายมาก่อนตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 16 และเชื่อว่าแพร่หลายไปยังตะวันออกกลางและไปจนถึงตุรกี ในศตวรรษที่ 17 ผ่านทางอารยธรรมอิสลามครับ
ที่ตุรกี ในตอนนั้นภรรยาท่านเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำจักรวรรดิออตโตมาน ชื่อว่า เลดี แมรี่ เวิร์ธลี่ มองตากิว เธอได้พบเห็นวิธี variolation เข้าระหว่างที่ประจำการอยู่ที่นั่น จึงได้นำเข้าไปเผยแพร่ในสหราชอาณาจักร

ประวัติของเลดี้แมรี่นี้ในวัยเยาว์เคยเป็นไข้ทรพิษมาก่อนครับ เธอรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องทนทุกข์จากแผลเป็นจากโรคนี้ เธอได้ใช้วิธีนี้ป้องกันโรคให้บุตรของท่านที่ตุรกี และ ในปี 1720 เธอได้นำวิธีการนี้เข้าไปเผยแพร่ใน สหราชอาณาจักร วิธีการนี้ลดจำนวนผู้เสียชิวิตจากโรคนี้ลงอย่างเห็นผลได้จริงครับ จากบันทึกเชื่อว่าสามารถลดอัตราตายได้จาก 33% เหลือต่ำกว่า 5% เลยทีเดียว
สำหรับประเด็นนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า ช่วงแรกๆที่วิธี variolation เข้าไปในอังกฤษนี้ได้มีวิธีการทดสอบประสิทธิภาพของการป้องกันโรคไข้ทรพิษ โดยใช้เหล่านักโทษประหารและเด็กกำพร้าเป็นหนูทดลองครับ แต่ผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ปีนั้นมีการระบาดของโรคไข้ทรพิษ และพบว่าคนเหล่านั้นไม่มีใครเป็นฝีดาษสักคนเดียวครับ นักโทษทั้งหมดได้รับรางวัลจากความเสี่ยงนี้เป็นการไว้ชีวิตและปล่อยให้มีอิสรภาพ หลังจากนั้นวิธีนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ราชวงศ์และราชสำนัก
แต่ว่าวิธีการป้องกันโรคแบบนี้ก็ยังไม่ดีพอ เพราะว่าตัวผู้ป่วยเองก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่สูงอยู่เนื่องจากวิธีการใช้เชื้อที่ยังมีชีวิต ทำให้มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงจนเสียชีวิตได้ และยังสามารถแพร่เชื้อไปบุคคลอื่นได้อีก แต่ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนในวงกว้างก็คือ การเสียชีวิตของ เจ้าชายออกตาเวียส พระโอรสองค์ที่ 13 ในพระเจ้าจอร์จที่ 3 ของสหราชอาณาจักรภายหลังการเข้าทำ variolation ในปี 1783 ครับ

ก่อนที่นายแพทย์เอ็ดเวิร์ดจะค้นพบวัคซีนฝีดาษ จริงๆแล้วเคยมีคนทดลองวิธีคล้ายๆกันมาก่อนครับ ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่าในแถบชนบทของอังกฤษเนี่ย เค้าสังเกตกันมาก่อนแล้วว่า หญิงรีดนมวัวที่เคยเป็นแผลที่เกิดจากโรคฝีดาษวัวมาก่อนจะไม่ติดโรคไข้ทรพิษครับ ในปี 1774 ประมาณ 20 ปีก่อนการค้นพบวัคซีน มีชาวนาชาวอังกฤษชื่อว่า Benjamin Jesty ทดลองป้องกันโรคให้ภรรยาและลูกชายสองคนของเขาครับ (ตัวเบนจามินเองเคยเป็นฝีดาษวัวแล้ว) โดยใช้เข็มปักไหมพรมขูดหนองจากแผลของวัว แล้วขูดที่ผิวหนังของทั้งสาม ปรากฏว่าภรรยาของเขาป่วยหนักครับ
พอชาวบ้านรู้เข้าก็ไม่ชอบ เบนจามินครับเนื่องจากเชื่อว่าพยายามทำให้ลูกและภรรยาป่วย เบนจามินและครอบครัวต้องทนทุกข์จากการถูกแบนโดยเพื่อนบ้าน จนเบนจามินต้องย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เมืองอื่นในที่สุด แต่ว่านะครับหลังจากการปลูกฝีได้รับการค้นพบ ตัวเบนจามินเองก็ได้เครดิตตรงนี้ด้วย โดยที่ป้ายหลุมศพของเขาก็จารึกเอาไว้ว่าเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบการปลุกฝีจากฝีดาษวัว
ในปี 1798 นายแพทย์ Edward jenner ได้รายงานการศึกษาของเขาถึง ผู้ร่วมการทดลอง 23 ตนที่ได้รับการให้วัคซีนไข้ทรพิษ โดยส่วนใหญ่เชื้อได้มาจากแผลที่มือของสตรีรีดนมวัว โดยหลังจากได้เชื้อมาแล้ว นายแพทย์เอ็ดเวิร์ดจะกรีดแผลที่ผิวหนังของผู้ทดลอง 2 แผลแผลละประมาณครึ่งนิ้วแล้วใส่เชื้อจากฝีดาษวัวเข้าไป จากรายงานการศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลองทุกรายรอดชีวิตจากการปลูกฝีครับ
ช่วงแรกๆวิธีการนี้ก็ได้รับการต่อต้านมากคล้ายๆกับที่ Benjamin jesty โดนแต่เป็นสเกลใหญ่ระดับประเทศครับ เนื่องจากเป็นการค้นพบที่ปฏิวัติวงการแพทย์และเป็นเรื่องใหม่มาก โดยการต่อต้านมักจะมาจากกลุ่มแพทย์อนุรักษ์นิยมซะโดยส่วนมาก แม้แต่สื่อมวลชนก็สนใจเรื่องนี้ครับ การ์ตูนนิสต์บางคนถึงกับจินตนาการไปว่าหลังปลูกฝีเสร็จจะมีวัวงอกออกมาจากจมูก จากหลังไปเลยก็มี สาธารณะชนก็กลัวกันไม่น้อยครับ แต่หลังจากเวลาผ่านไปวิธีนี้แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพดีและมีความปลอดภัยสูง การปลูกฝีก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่นานก็เป็นนโยบายทางสาธารณสุขที่บังคับเด็กแรกเกิดต้องได้รับการปลูกฝี

ภายในปี 1840 วิธี variolation ก็กลายเป็นอดีตไปครับ และถือว่าผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักร แต่แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการปลูกฝี แต่ไม่มีคำอธิบายสำหรับความสำเร็จนี้แต่ประการใดครับ ว่าการปลูกฝีป้องกันโรคได้อย่างไร ต้องรอจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 นั่นแหละครับถึงจะมีการคันพบไวรัส Variola ว่าเป็นต้นเหตุของโรคไข้ทรพิษ
ความสำเร็จแบบก้าวกระโดดจากการทำ variolation ไปสู่การปลูกฝีเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การค้นคว้าวิธีในการป้องกันโรคติดเชื้ออื่นๆ จนสามารถป้องกันและรักษาผู้คนนับเป็นพันๆล้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนในที่สุด เราพบผู้ป่วยไข้ทรพิษคนสุดท้ายในปี 1978 และในปี 1980 องค์การอนามัยโลกก็สามารถประกาศว่ามนุษยชาติสามารถได้ชัยชนะต่อไข้ทรพิษได้
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันนะครับ มีวัคซีนที่ผ่านเฟส 3 มาหลากหลายบริษัท บางยี่ห้อประสิทธิภาพไม่สูงมากแต่ความปลอดภัยสูงเนื่องจากใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม บางเจ้าประสิทธิภาพสูงแต่มีภาวะแทรกซ้อนบ้างเพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
เพราะฉะนั้นอยากให้เพื่อนๆทุกคนพิจารณานะครับฉีดวัคซีนเสียเมื่อได้รับโอกาสครับ เพราะเราจะป้องกันโรคนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้น
ถ้าทุกคนในสังคมหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนกันหมดเพราะไม่กล้ารับความเสี่ยง สิ่งนั้นนั่นแหละคือความเสี่ยงที่แท้จริง
ขอบคุณบทความจากเพจศัลยกรรมกรุงเทพระยอง
ประวัติการต่อสู้ของมนุษยชาติ vs ไข้ทรพิษ จนสามารถกำจัดมันได้
ในปี คศ. 1798 นายแพทย์ประจำท้องถิ่นชาวอังกฤษนามว่า Edward jenner ได้ตีพิมพ์งานศึกษาวิจัยของเขาชื่อว่า An Enquiry into the causes and effects of the vaccinae ผลงานชิ้นนี้ได้บรรยายถึง โรคระบาดที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาที่สุดในขณะนั้นคือโรคไข้ทรพิษ (small pox)
ในงานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงวิธีการที่ภายหลังจะได้กลายมาเป็นวิธีการป้องกันเชื้อโรคที่อาจจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ เขาได้กล่าวถึงการปลูกฝี ซึ่งถือบรรพบุรุษเป็นการให้วัคซีน
คำว่าวัคซีน มาจากคำว่า Vacca ที่แปลว่า แม่วัว ในภาษาละติน เพื่อสื่อถึงและยกย่องนายแพทย์เอ๊ดเวิร์ด ที่ใช้โรคไข้ทรพิษวัว ( Cow pox ) มาใช้ป้องกันไข้ทรพิษในมนุษย์
แต่ว่าความพยายามของมนุษยชาติในการพยายามป้องกันตัวเองจากโรคไข้ทรพิษ เริ่มต้นมาก่อนนายแพทย์เอ็ดเวิร์ดหลายร้อยปี หลักฐานเก่าแก่ที่สุดพบว่า ในประเทศจีนสมัยโบราณได้มีการป้องกันไข้ทรพิษโดยการ ฝัง หรือ เป่าเศษชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่ขุดได้จากแผลของผู้ป่วยไข้ทรพิษ กระบวนการนี้เรียนกว่า variolation ครับ( ไม่แน่ใจนะครับว่าวิธีการนี้มีชื่อภาษาไทยหรือเปล่า ในที่นี้จึงขอใช้คำทับศัพท์ไปเลย) วิธีการนี้เชื่อว่าแพร่หลายมาก่อนตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 16 และเชื่อว่าแพร่หลายไปยังตะวันออกกลางและไปจนถึงตุรกี ในศตวรรษที่ 17 ผ่านทางอารยธรรมอิสลามครับ
ที่ตุรกี ในตอนนั้นภรรยาท่านเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำจักรวรรดิออตโตมาน ชื่อว่า เลดี แมรี่ เวิร์ธลี่ มองตากิว เธอได้พบเห็นวิธี variolation เข้าระหว่างที่ประจำการอยู่ที่นั่น จึงได้นำเข้าไปเผยแพร่ในสหราชอาณาจักร
ประวัติของเลดี้แมรี่นี้ในวัยเยาว์เคยเป็นไข้ทรพิษมาก่อนครับ เธอรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องทนทุกข์จากแผลเป็นจากโรคนี้ เธอได้ใช้วิธีนี้ป้องกันโรคให้บุตรของท่านที่ตุรกี และ ในปี 1720 เธอได้นำวิธีการนี้เข้าไปเผยแพร่ใน สหราชอาณาจักร วิธีการนี้ลดจำนวนผู้เสียชิวิตจากโรคนี้ลงอย่างเห็นผลได้จริงครับ จากบันทึกเชื่อว่าสามารถลดอัตราตายได้จาก 33% เหลือต่ำกว่า 5% เลยทีเดียว
สำหรับประเด็นนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า ช่วงแรกๆที่วิธี variolation เข้าไปในอังกฤษนี้ได้มีวิธีการทดสอบประสิทธิภาพของการป้องกันโรคไข้ทรพิษ โดยใช้เหล่านักโทษประหารและเด็กกำพร้าเป็นหนูทดลองครับ แต่ผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ปีนั้นมีการระบาดของโรคไข้ทรพิษ และพบว่าคนเหล่านั้นไม่มีใครเป็นฝีดาษสักคนเดียวครับ นักโทษทั้งหมดได้รับรางวัลจากความเสี่ยงนี้เป็นการไว้ชีวิตและปล่อยให้มีอิสรภาพ หลังจากนั้นวิธีนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ราชวงศ์และราชสำนัก
แต่ว่าวิธีการป้องกันโรคแบบนี้ก็ยังไม่ดีพอ เพราะว่าตัวผู้ป่วยเองก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่สูงอยู่เนื่องจากวิธีการใช้เชื้อที่ยังมีชีวิต ทำให้มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงจนเสียชีวิตได้ และยังสามารถแพร่เชื้อไปบุคคลอื่นได้อีก แต่ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนในวงกว้างก็คือ การเสียชีวิตของ เจ้าชายออกตาเวียส พระโอรสองค์ที่ 13 ในพระเจ้าจอร์จที่ 3 ของสหราชอาณาจักรภายหลังการเข้าทำ variolation ในปี 1783 ครับ
ก่อนที่นายแพทย์เอ็ดเวิร์ดจะค้นพบวัคซีนฝีดาษ จริงๆแล้วเคยมีคนทดลองวิธีคล้ายๆกันมาก่อนครับ ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่าในแถบชนบทของอังกฤษเนี่ย เค้าสังเกตกันมาก่อนแล้วว่า หญิงรีดนมวัวที่เคยเป็นแผลที่เกิดจากโรคฝีดาษวัวมาก่อนจะไม่ติดโรคไข้ทรพิษครับ ในปี 1774 ประมาณ 20 ปีก่อนการค้นพบวัคซีน มีชาวนาชาวอังกฤษชื่อว่า Benjamin Jesty ทดลองป้องกันโรคให้ภรรยาและลูกชายสองคนของเขาครับ (ตัวเบนจามินเองเคยเป็นฝีดาษวัวแล้ว) โดยใช้เข็มปักไหมพรมขูดหนองจากแผลของวัว แล้วขูดที่ผิวหนังของทั้งสาม ปรากฏว่าภรรยาของเขาป่วยหนักครับ
พอชาวบ้านรู้เข้าก็ไม่ชอบ เบนจามินครับเนื่องจากเชื่อว่าพยายามทำให้ลูกและภรรยาป่วย เบนจามินและครอบครัวต้องทนทุกข์จากการถูกแบนโดยเพื่อนบ้าน จนเบนจามินต้องย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เมืองอื่นในที่สุด แต่ว่านะครับหลังจากการปลูกฝีได้รับการค้นพบ ตัวเบนจามินเองก็ได้เครดิตตรงนี้ด้วย โดยที่ป้ายหลุมศพของเขาก็จารึกเอาไว้ว่าเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบการปลุกฝีจากฝีดาษวัว
ในปี 1798 นายแพทย์ Edward jenner ได้รายงานการศึกษาของเขาถึง ผู้ร่วมการทดลอง 23 ตนที่ได้รับการให้วัคซีนไข้ทรพิษ โดยส่วนใหญ่เชื้อได้มาจากแผลที่มือของสตรีรีดนมวัว โดยหลังจากได้เชื้อมาแล้ว นายแพทย์เอ็ดเวิร์ดจะกรีดแผลที่ผิวหนังของผู้ทดลอง 2 แผลแผลละประมาณครึ่งนิ้วแล้วใส่เชื้อจากฝีดาษวัวเข้าไป จากรายงานการศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลองทุกรายรอดชีวิตจากการปลูกฝีครับ
ช่วงแรกๆวิธีการนี้ก็ได้รับการต่อต้านมากคล้ายๆกับที่ Benjamin jesty โดนแต่เป็นสเกลใหญ่ระดับประเทศครับ เนื่องจากเป็นการค้นพบที่ปฏิวัติวงการแพทย์และเป็นเรื่องใหม่มาก โดยการต่อต้านมักจะมาจากกลุ่มแพทย์อนุรักษ์นิยมซะโดยส่วนมาก แม้แต่สื่อมวลชนก็สนใจเรื่องนี้ครับ การ์ตูนนิสต์บางคนถึงกับจินตนาการไปว่าหลังปลูกฝีเสร็จจะมีวัวงอกออกมาจากจมูก จากหลังไปเลยก็มี สาธารณะชนก็กลัวกันไม่น้อยครับ แต่หลังจากเวลาผ่านไปวิธีนี้แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพดีและมีความปลอดภัยสูง การปลูกฝีก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่นานก็เป็นนโยบายทางสาธารณสุขที่บังคับเด็กแรกเกิดต้องได้รับการปลูกฝี
ภายในปี 1840 วิธี variolation ก็กลายเป็นอดีตไปครับ และถือว่าผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักร แต่แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการปลูกฝี แต่ไม่มีคำอธิบายสำหรับความสำเร็จนี้แต่ประการใดครับ ว่าการปลูกฝีป้องกันโรคได้อย่างไร ต้องรอจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 นั่นแหละครับถึงจะมีการคันพบไวรัส Variola ว่าเป็นต้นเหตุของโรคไข้ทรพิษ
ความสำเร็จแบบก้าวกระโดดจากการทำ variolation ไปสู่การปลูกฝีเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การค้นคว้าวิธีในการป้องกันโรคติดเชื้ออื่นๆ จนสามารถป้องกันและรักษาผู้คนนับเป็นพันๆล้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนในที่สุด เราพบผู้ป่วยไข้ทรพิษคนสุดท้ายในปี 1978 และในปี 1980 องค์การอนามัยโลกก็สามารถประกาศว่ามนุษยชาติสามารถได้ชัยชนะต่อไข้ทรพิษได้
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันนะครับ มีวัคซีนที่ผ่านเฟส 3 มาหลากหลายบริษัท บางยี่ห้อประสิทธิภาพไม่สูงมากแต่ความปลอดภัยสูงเนื่องจากใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม บางเจ้าประสิทธิภาพสูงแต่มีภาวะแทรกซ้อนบ้างเพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
เพราะฉะนั้นอยากให้เพื่อนๆทุกคนพิจารณานะครับฉีดวัคซีนเสียเมื่อได้รับโอกาสครับ เพราะเราจะป้องกันโรคนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้น ถ้าทุกคนในสังคมหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนกันหมดเพราะไม่กล้ารับความเสี่ยง สิ่งนั้นนั่นแหละคือความเสี่ยงที่แท้จริง
ขอบคุณบทความจากเพจศัลยกรรมกรุงเทพระยอง