สวัสดีครับ เราบอกก่อนนะ เราไม่ได้หาพวก เราต้องการแค่ระบาย ไม่ได้อยากเอาสาระบากบั่น คั้นกันให้ตายในเรื่องนี้ เราแค่อยากฟังว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง เราว่าหลายท่านในที่นี่ได้ยินคำนี้มาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งเราก็เช่นกัน
เรารับทราบดีครับว่าการเสียสละเป็นสิ่งดี เป็นการเห็นอกเห็นใจ เป็นการแบ่งปัน เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อจรรโลงให้สังคมโลกอยู่ในสภาวะที่ดี น่าอยู๋มากขึ้น ยิ่
งในระบบพี่-น้อง (พูดถึงเฉพาะเคส พี่-น้อง ที่มีบุพการีเดียวกันนะครับ) การเสียสละเราทั้งในคนในครอบครัว คนในสังคมมาตลอดด้วยความเต็มใจบ้าง ไม่เต็มใจบ้าง เราจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะยอมเสียสละแล้วเราไม่เดือดร้อน
เราต้องเล่าก่อนว่าเราเป็นลูกคนโดต พ่อ-แม่ มีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ มาตั้งแต่เราเรียนมัธยม มาขาดสะบั้นจริงๆเอาตอนเรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย โดยที่ลูก 2 คน อยู่กับแม่ทั้งหมด พ้อไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูใดๆ และไม่โผล่มาให้เห็นเลย แต่เราและน้องก็ไม่ได้โหยหา ไม่ได้รู้สึกอยากเจอ อยากอยู่กับพ่อ
เรา Entrance ติดมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ในสาขาที่เราไม่ได้อยากเรียน เพราะว่าเราเลือกไว้กันตาย เรียนไปได้สักพักหนึ่งก็ตัดสินใจซิ่วมารอสอบใหม่ แต่ปรากฎว่า...แห้ว...
ไอ้จะไปเรียน ม.เอกชน ก็ไม่น่าจะรอด เพราะแม่หาเงินคนเดียว และน้องสาวก็เรียนอยู่โรงเรียนเอกชนใน กทม. ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และแม่เองยังมีภาระนานาชนิดอยู่ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจเรียนในสถาบันของรัฐที่มีชื่อเสียงไม่ได้ดีมาก แต่มีสาขาที่เราอยากเรียน และไม่ไกลบ้าน ทั้งๆที่เราอยากเรียนใน ม.เอกชน ที่มีลักษณะเฉพาะของสาขาที่เราอยากเรียนมากกว่า
ช่วงเรียนก็มีความสุขดี มีรถ มีคอนโด มีเงินใช้ปกติสุข อาจจะถือว่ามีมากกว่าเพื่อนๆหลายๆคน หลายๆครั้งจึงมีเพื่อนมาขอกินด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ลำบากจะแบ่งปัน ก็ให้ไป (ทั้งอาหารและเครื่อง ที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ นะครับ) และในระหว่างเรียนเราก็มีงานพิเศษเข้ามาเรื่อยๆ ก็ทำให้ยิ่งไม่มีปัญหาอะไรใดๆ
จนเรียนจบ เริ่มทำงานที่แรก ก็เป้นงานที่รายได้ดีมาก (สำหรับเด็กจบใหม่ครับ) และเป็นช่วงที่น้องกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอน...ด้วยความสามารถของน้องเรา ไม่มีทาง Entrance ติดแน่นอน เราอยากให้น้องที่เป็นผู้หญิงได้อยู่ในสังคมที่ดี มีระบบการเรียน-การสอนที่ดีกว่าเรา จึงให้น้องเข้าเรียนใน ว.นานาชาติ ของ ม.รัฐ โดยที่เราจะเป็นคนจ่ายค่าขนมให้น้อง และแม่เป็นคนดูแลเรื่องค่าเทอม ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีครับ น้อง (น่าจะ) มีสังคมที่ค่อนข้างดี (ดูจากเพื่อน แฟน ที่นางพามาบ้าน หรือบางทีไป รับ-ส่ง ที่ ว.)
จนวันนึงครับ น้องเราใกล้เรียนจบแล้ว และเลิกกับแฟนที่อายุมากกว่าคนนึง อยูๆแฟนที่เพิ่งเลิกกันไปนี่แหละ มาขอเงินที่ให้น้องสาวไปคืน เป็นเงินรวม 4-5 แสนบาท คืน เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วว่า เงินจำนวนนั้นเขา (ผู้ชาย) บอกว่าจะเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้น้องเรา (ประมาณ 3-4 เทอม นี่แหละครับ) !!โดยที่น้องเราก็ยังเอาค่าเทอมจากแม่ไปด้วย!! OK นัมเบอร์วัน เรารีบคืนเงินให้กับผุ้ชายคนนั้นทั้งหมดทั้งสิ้น โดยไม่ต่อรอง ไถ่ถาม หรือพูดคุยใดๆทั้งสิ้น จบที่ 1
เมื่อน้องเรียนจบ เรากับแม่อยากให้น้องไปเรียนต่อ โดยที่จะไปเรียน Certificate Diploma หรือ ป.โท ก็ได้ที่เมืองนอก โดยที่น้องก็เต็มใจและอยากไป ซึ่งในขณะนั้น เรามีแพลนจะเรียน ป.โท ที่เมืองนอกเช่นกัน แต่เมื่อมันเจอเหตุการณ์นี้ เราก็ OK ที่จะให้น้องไปก่อน ด้วยเหตุผลที่เราคิดคือ เรามีงานทำแล้ว ถ้าไปก็ขาดรายได้ แล้วน้องเองก็น่าจะยังไม่ได้งานในเร็ววันนี้ สุดท้ายก็ส่งนางไป โดยที่แม่เป้นคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเรียน ค่าจิปาถะ และเราเป็นคนจ่ายค่าขนมให้นาง นางไปเรียนประมาณครึ่งปีก็มีปัญหา กลับมา จึงได้แต่ Certificate โง่ๆมา 1 ใบ โดยที่เราเสียเงินไปพอๆกับเงินที่แฟนเก่านางมาทวง ในส่วนที่แม่จ่ายไปนั้นน่าจะมากกว่าเรา 1-2 เท่าตัว เราโกรธมาก แต่ก็พยายามปล่อยผ่าน เพื่อให้แม่รู้สึกสบายใจมากที่สุด
จนอีกวันนึงเป็นวันที่เรากับแม่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ เพราะบ้านเก่าเราโทรมมาก (อยู่มาตั้งแต่ก่อนเราเกิด นับถึงเวลานั้น พ.ศ.2553 บ้านก็มีอายุ 30 ปี+) โดยที่เราขายทองทั้งหมดที่เราซื้อสะสมมา 4 ปี (เราเป็นคนเก็บเงินไม่อยู่ เลยจัดการโดยการบังคับตัวเองซื้อทองเดือนละบาท --ตอนนั้นประมาณบาทละ 12,xxx฿ เอง-- สร้อยทอง แหวนทอง ฯลฯ แหละ ง่ายๆ ยอมเสียค่ากำเหน็จ เพราะมันสะดวก เพราะถ้ารอสะสมเงินให้ครบซื้อทองก้อน ไม่น่าจะมีวันเป็นไปได้ ใช้หมดก่อนแน่ๆ) รวมกับเงินเกษียณ ของแม่
เรียบร้อยดีครับ บ้านเสร็จเข้าอยู่ โดยที่หลักจากแม่เกษียณ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน เราเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด มาตลอดไม่มีใครช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายใดๆ จนมาถึงสัก พ.ศ.2562 ผมเริ่มหาเงินได้น้อยลง ผมจึงขอให้น้องช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านเดือนละ 5,000฿ (ค่าใช้จ่ายในบ้านเดือนนึงจะอยู่ที่ประมาณ 25,000฿ ครับ) นางช่วยมาได้ 2 เดือนแล้วก็หายไป (จริงๆผมก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่ามันต้องเป็นแบบนี้)
จนมาถึงช่วง โควิด รอบแรก ผมแทบตายครับ งานหาย กำไรหด งานประจำถูกลดเงินเดือน จนในที่สุดบังคับ Leave without pay และสุดท้ายก็ Lay off ครับ ยาวมาจนทุกวันนี้ ยังดีที่มีเงินเก็บ กับงานฝิ่นรับจ้างเก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อย พอได้เงินมาบ้าง แต่ก็ไม่อู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อนครับ ด้วยเหตุนี้ประมาณ ปลาย ต.ค. 2563 ผมจึงบอกน้องสาวว่า ช่วงนี้ช่วยจ่ายค่าไฟให้หน่อยละกัน (ประมาณเดือนละ 7,000-10,000฿) ส่วนค่าอื่นๆเราจะเป็นคนจัดการเหมือนเดิม เราก็พยายามใช้ไฟน้อยลง เพราะก็เกรงใจน้อง เมื่อก่อนเอะอะเปิดแอร์ จะไปข้างนอกก็เปิดแอร์ทิ้งไว้ กลับมาบ้านจะได้ฉ่ำ ตอนนี้ก็ร้อนจนทนไม่ไหวค่อยเปิด ออกไปไหนก็ปิด จนมีวันนึงเราเปิดแอร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้า เพราะมันร้อนมาก ร้อนจนไมเกรนเราจะขึ้น ปวดหัวตุ๊บๆ แล้วเราไม่ชอบใช้ชีวิตในห้องนอน ก็เลยเปิดแอร์ตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นแล้วนั่งแผ่ เพราะใกล้ตายเต็มที่ พอแม่มาเห็นครับ ทั้งตงาด ทั้งบ่น พูดซ้ำๆย้ำๆ ว่าให้สงสารน้องบ้าง น้องเป็นคนจ่ายค่าไฟ เห็นใจน้องบ้าง เกรงใจน้องบ้าง สาระพัดเลย
เราไม่ได้เสียใจนะ แต่แบบผิดหวังมาก ที่แม่พูดแบบนี้ทำไม เราบอก แม่...นี่จ่ายค่าไฟมาเป็น 10 ปี ไม่เคยบ่น ไม่เคยมีปัญหาอะไร ใครจะใช้ไฟยังไง จะตั้งโรงสี โรงโม่อะไรไม่เคยว่า ขออยู่บ้านให้สบายไม่ได้เลยหรอ นางพูดมาคำพูดท้ายก่อนผมจะน้ำตาตก แล้วเดินไปปิดแอร์ คือ "เป็นพี่รู้จักเสียสละให้น้องบ้าง"
เราโคตรเจ็บ ทีเราทำมาทั้งหมในชีวิตมันเสียสละไม่พอหรืออย่างไร ความเสียสละมันต้องเสียมากแค่ไหน เสียยังไงบ้างหรอครับ
แล้วทำไม "พี่ ต้องเสียสละให้ น้อง" ครับ ในเมื่อแค่เกิดก่อนเกิดหลังกัน ไม่ได้มี Bondage ใดๆกัน เราว่า หลายๆ "พี่" ก็ไม่ได้อยากเกิดมาเป็น "พี่" ปะ แค่มันเลือกไม่ได้เอง ไม่งั้นก็อยากเกิดทีหลังแหละ จะได้รับซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียมากเท่ากับการเกิดมาก่อน
นี่โชคดีที่เราไม่มีลูก เพราะถ้าเรามีหลายๆคนคงรุมต่อว่าว่าเราสอนลูกไม่ดี ซึ่งถ้ามีเราคงไม่สอนให้ลูกรู้จัดคำว่า "พี่ต้องเสียสละให้น้อง" เราอยากสอนให้ลูกรู้จักคำว่าเสียสละให้สังคม มันดูเข้าท่ามากกว่า
ทำไม "พี่ต้องเสียสละให้น้อง" ด้วย?
เรารับทราบดีครับว่าการเสียสละเป็นสิ่งดี เป็นการเห็นอกเห็นใจ เป็นการแบ่งปัน เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อจรรโลงให้สังคมโลกอยู่ในสภาวะที่ดี น่าอยู๋มากขึ้น ยิ่
งในระบบพี่-น้อง (พูดถึงเฉพาะเคส พี่-น้อง ที่มีบุพการีเดียวกันนะครับ) การเสียสละเราทั้งในคนในครอบครัว คนในสังคมมาตลอดด้วยความเต็มใจบ้าง ไม่เต็มใจบ้าง เราจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะยอมเสียสละแล้วเราไม่เดือดร้อน
เราต้องเล่าก่อนว่าเราเป็นลูกคนโดต พ่อ-แม่ มีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ มาตั้งแต่เราเรียนมัธยม มาขาดสะบั้นจริงๆเอาตอนเรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย โดยที่ลูก 2 คน อยู่กับแม่ทั้งหมด พ้อไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูใดๆ และไม่โผล่มาให้เห็นเลย แต่เราและน้องก็ไม่ได้โหยหา ไม่ได้รู้สึกอยากเจอ อยากอยู่กับพ่อ
เรา Entrance ติดมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ในสาขาที่เราไม่ได้อยากเรียน เพราะว่าเราเลือกไว้กันตาย เรียนไปได้สักพักหนึ่งก็ตัดสินใจซิ่วมารอสอบใหม่ แต่ปรากฎว่า...แห้ว...
ไอ้จะไปเรียน ม.เอกชน ก็ไม่น่าจะรอด เพราะแม่หาเงินคนเดียว และน้องสาวก็เรียนอยู่โรงเรียนเอกชนใน กทม. ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และแม่เองยังมีภาระนานาชนิดอยู่ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจเรียนในสถาบันของรัฐที่มีชื่อเสียงไม่ได้ดีมาก แต่มีสาขาที่เราอยากเรียน และไม่ไกลบ้าน ทั้งๆที่เราอยากเรียนใน ม.เอกชน ที่มีลักษณะเฉพาะของสาขาที่เราอยากเรียนมากกว่า
ช่วงเรียนก็มีความสุขดี มีรถ มีคอนโด มีเงินใช้ปกติสุข อาจจะถือว่ามีมากกว่าเพื่อนๆหลายๆคน หลายๆครั้งจึงมีเพื่อนมาขอกินด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ลำบากจะแบ่งปัน ก็ให้ไป (ทั้งอาหารและเครื่อง ที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ นะครับ) และในระหว่างเรียนเราก็มีงานพิเศษเข้ามาเรื่อยๆ ก็ทำให้ยิ่งไม่มีปัญหาอะไรใดๆ
จนเรียนจบ เริ่มทำงานที่แรก ก็เป้นงานที่รายได้ดีมาก (สำหรับเด็กจบใหม่ครับ) และเป็นช่วงที่น้องกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอน...ด้วยความสามารถของน้องเรา ไม่มีทาง Entrance ติดแน่นอน เราอยากให้น้องที่เป็นผู้หญิงได้อยู่ในสังคมที่ดี มีระบบการเรียน-การสอนที่ดีกว่าเรา จึงให้น้องเข้าเรียนใน ว.นานาชาติ ของ ม.รัฐ โดยที่เราจะเป็นคนจ่ายค่าขนมให้น้อง และแม่เป็นคนดูแลเรื่องค่าเทอม ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีครับ น้อง (น่าจะ) มีสังคมที่ค่อนข้างดี (ดูจากเพื่อน แฟน ที่นางพามาบ้าน หรือบางทีไป รับ-ส่ง ที่ ว.)
จนวันนึงครับ น้องเราใกล้เรียนจบแล้ว และเลิกกับแฟนที่อายุมากกว่าคนนึง อยูๆแฟนที่เพิ่งเลิกกันไปนี่แหละ มาขอเงินที่ให้น้องสาวไปคืน เป็นเงินรวม 4-5 แสนบาท คืน เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วว่า เงินจำนวนนั้นเขา (ผู้ชาย) บอกว่าจะเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้น้องเรา (ประมาณ 3-4 เทอม นี่แหละครับ) !!โดยที่น้องเราก็ยังเอาค่าเทอมจากแม่ไปด้วย!! OK นัมเบอร์วัน เรารีบคืนเงินให้กับผุ้ชายคนนั้นทั้งหมดทั้งสิ้น โดยไม่ต่อรอง ไถ่ถาม หรือพูดคุยใดๆทั้งสิ้น จบที่ 1
เมื่อน้องเรียนจบ เรากับแม่อยากให้น้องไปเรียนต่อ โดยที่จะไปเรียน Certificate Diploma หรือ ป.โท ก็ได้ที่เมืองนอก โดยที่น้องก็เต็มใจและอยากไป ซึ่งในขณะนั้น เรามีแพลนจะเรียน ป.โท ที่เมืองนอกเช่นกัน แต่เมื่อมันเจอเหตุการณ์นี้ เราก็ OK ที่จะให้น้องไปก่อน ด้วยเหตุผลที่เราคิดคือ เรามีงานทำแล้ว ถ้าไปก็ขาดรายได้ แล้วน้องเองก็น่าจะยังไม่ได้งานในเร็ววันนี้ สุดท้ายก็ส่งนางไป โดยที่แม่เป้นคนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเรียน ค่าจิปาถะ และเราเป็นคนจ่ายค่าขนมให้นาง นางไปเรียนประมาณครึ่งปีก็มีปัญหา กลับมา จึงได้แต่ Certificate โง่ๆมา 1 ใบ โดยที่เราเสียเงินไปพอๆกับเงินที่แฟนเก่านางมาทวง ในส่วนที่แม่จ่ายไปนั้นน่าจะมากกว่าเรา 1-2 เท่าตัว เราโกรธมาก แต่ก็พยายามปล่อยผ่าน เพื่อให้แม่รู้สึกสบายใจมากที่สุด
จนอีกวันนึงเป็นวันที่เรากับแม่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ เพราะบ้านเก่าเราโทรมมาก (อยู่มาตั้งแต่ก่อนเราเกิด นับถึงเวลานั้น พ.ศ.2553 บ้านก็มีอายุ 30 ปี+) โดยที่เราขายทองทั้งหมดที่เราซื้อสะสมมา 4 ปี (เราเป็นคนเก็บเงินไม่อยู่ เลยจัดการโดยการบังคับตัวเองซื้อทองเดือนละบาท --ตอนนั้นประมาณบาทละ 12,xxx฿ เอง-- สร้อยทอง แหวนทอง ฯลฯ แหละ ง่ายๆ ยอมเสียค่ากำเหน็จ เพราะมันสะดวก เพราะถ้ารอสะสมเงินให้ครบซื้อทองก้อน ไม่น่าจะมีวันเป็นไปได้ ใช้หมดก่อนแน่ๆ) รวมกับเงินเกษียณ ของแม่
เรียบร้อยดีครับ บ้านเสร็จเข้าอยู่ โดยที่หลักจากแม่เกษียณ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน เราเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด มาตลอดไม่มีใครช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายใดๆ จนมาถึงสัก พ.ศ.2562 ผมเริ่มหาเงินได้น้อยลง ผมจึงขอให้น้องช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านเดือนละ 5,000฿ (ค่าใช้จ่ายในบ้านเดือนนึงจะอยู่ที่ประมาณ 25,000฿ ครับ) นางช่วยมาได้ 2 เดือนแล้วก็หายไป (จริงๆผมก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่ามันต้องเป็นแบบนี้)
จนมาถึงช่วง โควิด รอบแรก ผมแทบตายครับ งานหาย กำไรหด งานประจำถูกลดเงินเดือน จนในที่สุดบังคับ Leave without pay และสุดท้ายก็ Lay off ครับ ยาวมาจนทุกวันนี้ ยังดีที่มีเงินเก็บ กับงานฝิ่นรับจ้างเก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อย พอได้เงินมาบ้าง แต่ก็ไม่อู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อนครับ ด้วยเหตุนี้ประมาณ ปลาย ต.ค. 2563 ผมจึงบอกน้องสาวว่า ช่วงนี้ช่วยจ่ายค่าไฟให้หน่อยละกัน (ประมาณเดือนละ 7,000-10,000฿) ส่วนค่าอื่นๆเราจะเป็นคนจัดการเหมือนเดิม เราก็พยายามใช้ไฟน้อยลง เพราะก็เกรงใจน้อง เมื่อก่อนเอะอะเปิดแอร์ จะไปข้างนอกก็เปิดแอร์ทิ้งไว้ กลับมาบ้านจะได้ฉ่ำ ตอนนี้ก็ร้อนจนทนไม่ไหวค่อยเปิด ออกไปไหนก็ปิด จนมีวันนึงเราเปิดแอร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้า เพราะมันร้อนมาก ร้อนจนไมเกรนเราจะขึ้น ปวดหัวตุ๊บๆ แล้วเราไม่ชอบใช้ชีวิตในห้องนอน ก็เลยเปิดแอร์ตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นแล้วนั่งแผ่ เพราะใกล้ตายเต็มที่ พอแม่มาเห็นครับ ทั้งตงาด ทั้งบ่น พูดซ้ำๆย้ำๆ ว่าให้สงสารน้องบ้าง น้องเป็นคนจ่ายค่าไฟ เห็นใจน้องบ้าง เกรงใจน้องบ้าง สาระพัดเลย
เราไม่ได้เสียใจนะ แต่แบบผิดหวังมาก ที่แม่พูดแบบนี้ทำไม เราบอก แม่...นี่จ่ายค่าไฟมาเป็น 10 ปี ไม่เคยบ่น ไม่เคยมีปัญหาอะไร ใครจะใช้ไฟยังไง จะตั้งโรงสี โรงโม่อะไรไม่เคยว่า ขออยู่บ้านให้สบายไม่ได้เลยหรอ นางพูดมาคำพูดท้ายก่อนผมจะน้ำตาตก แล้วเดินไปปิดแอร์ คือ "เป็นพี่รู้จักเสียสละให้น้องบ้าง"
เราโคตรเจ็บ ทีเราทำมาทั้งหมในชีวิตมันเสียสละไม่พอหรืออย่างไร ความเสียสละมันต้องเสียมากแค่ไหน เสียยังไงบ้างหรอครับ
แล้วทำไม "พี่ ต้องเสียสละให้ น้อง" ครับ ในเมื่อแค่เกิดก่อนเกิดหลังกัน ไม่ได้มี Bondage ใดๆกัน เราว่า หลายๆ "พี่" ก็ไม่ได้อยากเกิดมาเป็น "พี่" ปะ แค่มันเลือกไม่ได้เอง ไม่งั้นก็อยากเกิดทีหลังแหละ จะได้รับซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียมากเท่ากับการเกิดมาก่อน
นี่โชคดีที่เราไม่มีลูก เพราะถ้าเรามีหลายๆคนคงรุมต่อว่าว่าเราสอนลูกไม่ดี ซึ่งถ้ามีเราคงไม่สอนให้ลูกรู้จัดคำว่า "พี่ต้องเสียสละให้น้อง" เราอยากสอนให้ลูกรู้จักคำว่าเสียสละให้สังคม มันดูเข้าท่ามากกว่า