ชีวิตของชั้นจริงๆเหมือนกับพึ่งจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ ทั้งที่อยู่ในวัยใกล้ 40 แล้ว หลังจากที่ผิดหวังจากชีวิตคู่ที่คบกันมากว่า 16 ปี ส่วนความรักครั้งที่สองก็ทำให้ตัวเราเองต้องเดินทางห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน มาอยู่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่สมหวังอย่างที่ตั้งใจ เลื่อนลอยและไร้จุดหมายอยู่ที่ต่างประเทศตัวคนเดียว ครั้นพอจะหันหลังกลับบ้านเกิด มันก็เดินหน้ามาแล้ว ใจก็เลยอยากจะสู้ต่อ แม้จะอยู่ตัวคนเดียวลำพังต่างบ้านต่างเมืองก็ตาม...
.
สุดท้ายก็มาเจอกับความรักที่คิดว่าเค้า คือคนที่ดีที่สุดและคงจะเป็นรักครั้งสุดท้ายของเราจริง.. เค้าเป็นคนดีมาก ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า เค้าคือพลังทุกอย่างของเรา เค้าคือคนที่เปลี่ยนเราจากคนที่เคยเลื่อนลอย ทำอะไรแบบไม่มีจุดหมาย กลับมาเป็นคนที่ยึดมั่นและมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง... เค้าคือคนที่ทำให้เราดีกว่าเดิมจริงๆ
.
แต่เค้าคนนี้.. คือคนที่มีบาดแผลในหัวใจมาอย่างหนักหนาสาหัส จากการถูกคนในครอบครัวหักหลัง และทอดทิ้ง จากน้องชายน้องสาวแท้ๆ โกงเงินมรดกนับสิบล้านที่ควรจะเป็นของเขาส่วนหนึ่ง และแม่ของตัวเองที่เห็นด้วยไปกับน้องๆ จนไม่พูดคุยหรือติดต่อกับเค้าเลยจนถึงวันนี้ก็ 6 ปีแล้ว
.
นอกจากนั่น ภรรยาเก่าป่วยเป็นมะเร็งและดูแลรักษากันมาอย่างยาวนาน แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ครอบครัวของฝ่ายภรรยาที่กีดกัน เพียงเพื่อต้องการจะได้สมบัติที่ทั้งสองคนต่างสร้างกันไว้ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วย สุดท้ายภรรยาก็มาจากไปโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้กล่าวลา มันเหมือนมีบางอย่างติดค้างในใจ และคงจะเป็นอย่างนี้ไปจนตลอดชีวิต จนทำให้เค้ากลายเป็นโรคซึมเศร้า
.
ส่วนตัวเราเองก็เข้ามาในจังหวะชีวิตของเค้าตอนที่ไม่เหลือใคร เราทั้งสองคนจริงเห็นใจ และเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี จุดเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนรับฟัง มันเลยเปลี่ยนเป็นความห่วงใย และสุดท้ายก็กลายเป็นส่วนนึงของชีวิตที่ขาดกันไม่ได้
.
ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเราสองคนไม่เคยต้องฝืนตัวเอง ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยใส่อารมณ์ใดๆ มีแต่ความสุข มีเสียงหัวเราะ และร้อยยิ้ม ทำเรื่องตลกๆ สนุกๆ ด้วยกันตลอดเวลาที่ได้มีโอกาสดูแลซึ่งกันและกัน มันไม่เหมือนว่าสิ่งที่ต้องทำคือหน้าที่ แต่มันคือสิ่งที่เราต่างก็อยากจะทำให้กัน
.
เมื่อเดือนที่ผ่านมา เราได้จดทะเบียนกันแล้ว แม้จะไม่มีงานแต่งงาน หรือสักขีพยานใดๆ มีแค่พ่อแม่ของเราที่รับรู้ แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่เราเชื่อใจซึ่งกันและกัน และสัญญาว่าจะดูแลกันอย่างนี้ตลอดไป
.
เรามีแผนการว่าจะกลับไปอยู่ที่ไทย ชั้นตัดสินใจซื้อบ้านเมื่อปีที่แล้ว เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเราพร้อม เราจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยกันที่นั่น... วันนี้ บ้านเราเสร็จแล้วนะ.. เหลือแค่ว่าเรายังไปไม่ได้เท่านั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างลงตัว เราทั้งคู่กำลังมองอนาคต วางแผน และกำลังจะทำมันให้เป็นจริง
.
แต่วันนี้ เราได้รับอีเมล์จากโรงพยาบาล เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เราไปตรวจมะเร็งตามคำแนะนำของหมอ ผลปรากฏว่า ผลตรวจเป็นบวก และเรามีความเสี่ยงที่จะเป็น"มะเร็ง"
.
เรากลัวมาก.. ภาพของพ่อกับแม่ที่เมืองไทยลอยมาอยู่บนหน้า ภาพของสามีที่พึ่งตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยกัน.. มันบอกไม่ถูกเลย... และมันยากตรงที่จะบอกกับสามียังไง... เพราะเค้าเคยสูญเสียคนที่เค้ารักที่สุดในชีวิตมาแล้วด้วย"มะเร็ง.." เราจะต้องทำยังไงดี😔
สามีป่วยเป็นซึมเศร้า เพราะภรรยาเก่าเสียชีวิตจากมะเร็ง ตอนนี้เราตรวจพบมะเร็งเช่นกัน เราควจจะบอกสามียังไงดี
.
สุดท้ายก็มาเจอกับความรักที่คิดว่าเค้า คือคนที่ดีที่สุดและคงจะเป็นรักครั้งสุดท้ายของเราจริง.. เค้าเป็นคนดีมาก ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า เค้าคือพลังทุกอย่างของเรา เค้าคือคนที่เปลี่ยนเราจากคนที่เคยเลื่อนลอย ทำอะไรแบบไม่มีจุดหมาย กลับมาเป็นคนที่ยึดมั่นและมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง... เค้าคือคนที่ทำให้เราดีกว่าเดิมจริงๆ
.
แต่เค้าคนนี้.. คือคนที่มีบาดแผลในหัวใจมาอย่างหนักหนาสาหัส จากการถูกคนในครอบครัวหักหลัง และทอดทิ้ง จากน้องชายน้องสาวแท้ๆ โกงเงินมรดกนับสิบล้านที่ควรจะเป็นของเขาส่วนหนึ่ง และแม่ของตัวเองที่เห็นด้วยไปกับน้องๆ จนไม่พูดคุยหรือติดต่อกับเค้าเลยจนถึงวันนี้ก็ 6 ปีแล้ว
.
นอกจากนั่น ภรรยาเก่าป่วยเป็นมะเร็งและดูแลรักษากันมาอย่างยาวนาน แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ครอบครัวของฝ่ายภรรยาที่กีดกัน เพียงเพื่อต้องการจะได้สมบัติที่ทั้งสองคนต่างสร้างกันไว้ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วย สุดท้ายภรรยาก็มาจากไปโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้กล่าวลา มันเหมือนมีบางอย่างติดค้างในใจ และคงจะเป็นอย่างนี้ไปจนตลอดชีวิต จนทำให้เค้ากลายเป็นโรคซึมเศร้า
.
ส่วนตัวเราเองก็เข้ามาในจังหวะชีวิตของเค้าตอนที่ไม่เหลือใคร เราทั้งสองคนจริงเห็นใจ และเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี จุดเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนรับฟัง มันเลยเปลี่ยนเป็นความห่วงใย และสุดท้ายก็กลายเป็นส่วนนึงของชีวิตที่ขาดกันไม่ได้
.
ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเราสองคนไม่เคยต้องฝืนตัวเอง ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยใส่อารมณ์ใดๆ มีแต่ความสุข มีเสียงหัวเราะ และร้อยยิ้ม ทำเรื่องตลกๆ สนุกๆ ด้วยกันตลอดเวลาที่ได้มีโอกาสดูแลซึ่งกันและกัน มันไม่เหมือนว่าสิ่งที่ต้องทำคือหน้าที่ แต่มันคือสิ่งที่เราต่างก็อยากจะทำให้กัน
.
เมื่อเดือนที่ผ่านมา เราได้จดทะเบียนกันแล้ว แม้จะไม่มีงานแต่งงาน หรือสักขีพยานใดๆ มีแค่พ่อแม่ของเราที่รับรู้ แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่เราเชื่อใจซึ่งกันและกัน และสัญญาว่าจะดูแลกันอย่างนี้ตลอดไป
.
เรามีแผนการว่าจะกลับไปอยู่ที่ไทย ชั้นตัดสินใจซื้อบ้านเมื่อปีที่แล้ว เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเราพร้อม เราจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยกันที่นั่น... วันนี้ บ้านเราเสร็จแล้วนะ.. เหลือแค่ว่าเรายังไปไม่ได้เท่านั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างลงตัว เราทั้งคู่กำลังมองอนาคต วางแผน และกำลังจะทำมันให้เป็นจริง
.
แต่วันนี้ เราได้รับอีเมล์จากโรงพยาบาล เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เราไปตรวจมะเร็งตามคำแนะนำของหมอ ผลปรากฏว่า ผลตรวจเป็นบวก และเรามีความเสี่ยงที่จะเป็น"มะเร็ง"
.
เรากลัวมาก.. ภาพของพ่อกับแม่ที่เมืองไทยลอยมาอยู่บนหน้า ภาพของสามีที่พึ่งตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยกัน.. มันบอกไม่ถูกเลย... และมันยากตรงที่จะบอกกับสามียังไง... เพราะเค้าเคยสูญเสียคนที่เค้ารักที่สุดในชีวิตมาแล้วด้วย"มะเร็ง.." เราจะต้องทำยังไงดี😔