JJNY : ด่วน!ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่│พณ.เร่งส่งออกข้าวหลังสู้ไม่ได้│กองทัพยะไข่ชี้ทหารพม่าทำโหดร้าย│กทม.ฝุ่นพุ่ง 14 จุด

ด่วน! ศาลฎีการับคำร้อง ปปช. ปารีณาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายเเรง สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
https://www.matichon.co.th/politics/news_2640411
 

 
ศาลฎีการับคำร้อง ปปช. ปารีณาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายเเรง สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
 
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในจังหวัดราชบุรี อันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม

โดยเห็นว่า ป.ป.ช.บรรยายพฤติการณ์ชัดเจนดไเนินการครบถ้วนเกี่ยวหับระเบียบการดำเนินคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม มีคำสั่งให้รับคำร้อง ที่ผู้ถูกร้อง  ค้านว่าขอให้ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ศาลเห็นว่า พิเคราะห์คำร้องยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ผู้ถูกร้องปฎิบัติหน้าที่ต่อเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องเเล้ว ยกคำร้องจึงมีคำสั่งให้ น.ส.ปารีณา หยุดปฏิบัติหน้าที่เเละเเจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ พร้อมนัดไต่สวนพยานผู้ร้องอีกครั้ง 30 เม.ย.9.30 น.
 
ทั้งนี้ จากกรณีเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักคดี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ (ผู้คัดค้าน) ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯอย่างร้ายแรงหรือไม่ ภายหลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด กรณีถูกดำเนินคดีฟาร์มไก่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนใน จ.ราชบุรี ตามที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ (บก.ปทส.) แจ้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ในท้ายคำร้องของป.ป.ช. ได้ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า 
1. ให้ น.ส.ปารีณา หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกาประทับรับฟ้องจนกว่าจะมีคำพิพากษา 
2. ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี

ขณะที่ น.ส.ปารีณา ได้ส่งคำคัดค้านขอความเมตตาจากศาลฎีกา ขอให้มีคำสั่งไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดว่า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี  พรรคพลังประชารัฐ ยึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยมิชอบดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเป็นส.ส.กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันถือว่ามีลักษณะร้ายแรง และกรณีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง อันถือว่ามีลักษณะร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 11 ข้อ 17 ประกอบ ข้อ 27 วรรคสอง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรฐานทางจริยธรรมฯ หมวด 1 ข้อ 11ระบุว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม, ข้อ 17 ระบุว่า ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง, ข้อ 27 ระบุว่า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
 
ทั้งนี้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ระบุว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาวินิจฉัย โดยในวรรคสาม ระบุว่า ให้นำความในมาตรา 81 และมาตรา 86 มาใช้บังคับด้วยอนุโลม
 
มาตรา 81 ระบุว่า กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับฟ้องตามมาตรา 77 ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาฯมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยวรรคสองระบุใจความสำคัญว่า หากถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทางการเมืองอีกตลอดไป
 
มาตรา 86 ระบุว่า กรณีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และยังมิได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อน ให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา


พาณิชย์วางเป้า 6 ล้านตัน เร่งผลักดันส่งออกข้าวหลังสู้คู่แข่งไม่ได้
https://www.thairath.co.th/news/business/market-business/2056967
 
พาณิชย์ ถกผู้ส่งออกข้าวไทย ออก 6 มาตรการฟื้นตลาดส่งออกข้าว หลังช่วง 2 เดือนส่งออกลดลงเหลือแค่ 8 แสนตัน จากปกติเดือนละเกือบ 1 ล้านตัน เหตุภัยแล้ง ทำผลผลิตลด ดันราคาพุ่งและบาทแข็ง พร้อมตั้งเป้าส่งออกข้าวปีนี้ที่ 6 ล้านตัน ลุยทำตลาด 3 ตลาดสำคัญ
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย โดยมีทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำอยู่ในทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัด 20 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 64 ไว้ที่ 6 ล้านตัน มูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 150,000 ล้านบาท จากปี 63 ที่ส่งออกได้ 5.7 ล้านตัน พร้อมเห็นชอบ 6 มาตรการผลักดันการส่งออกข้าว
 
สำหรับการส่งออกข้าวจะมุ่งเน้นทำ 3 ตลาดสำคัญ คือตลาดพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายเพิ่มการส่งออกเป็น 4.8% ข้าวหอมไทย เพิ่ม 5.2%, ตลาดทั่วไป โดยจะส่งออกข้าวขาว เพิ่ม 4.7% ข้าวนึ่งเพิ่ม 4.9% และตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวเหนียว เพิ่ม 3.6% ข้าวกล้องและข้าวสีเพิ่ม 12.5% ส่วน 6 มาตรการ ผลักดันส่งออกข้าว ประกอบด้วย 1.กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับสมาคมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด “Think rice Think Thailand” โดยให้ทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย 2.เร่งรัดการเปิดตลาดข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในเชิงรุก
 
การทำตลาดข้าวจีทูจี คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ซื้อขายข้าวกับอินโดนีเซีย 4 ล้านตันภายใน 4 ปี และยังเห็นชอบทำเอ็มโอยูกับบังกลาเทศ เพื่อซื้อข้าวจากไทย 5 ล้านตันภายใน 5 ปี คาดว่าใน 2 สัปดาห์ จะลงนามเอ็มโอยูได้ ส่วนตลาดอิรักที่มีปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะผู้ส่งออกข้าวไทยรายหนึ่ง ส่งออกข้าวด้อยคุณภาพไป ทำให้อิรักแบนข้าวไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ อิรักเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าไปประมูลขายข้าวในอิรักได้แล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องมาตรฐานข้าวที่จะต้องทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ขณะที่จีนได้ทำสัญญาซื้อข้าวจากไทย 1 ล้านตัน ที่ผ่านมานำเข้าแล้ว 700,000 ตัน ยังเหลืออีก 300,000 ตัน ซึ่งต้องเดินหน้าเจรจาให้นำเข้าต่อไป
 
3. ในการเจรจาเพื่อส่งออกข้าวไปยังประเทศต่างๆจะเน้นการเจรจาขอลดภาษีนำเข้าภายใต้การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี ที่ไทยกำลังจะเจรจากับประเทศใหม่ๆ เช่น เม็กซิโก สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร 4.จับมือกับหน่วยงานต่างๆลดต้นทุนการส่งออกข้าวให้ผู้ส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ เป็นต้น 5.เร่งรัดขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และ 6.สมาคมฯจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ทั้งข้าวพื้นนุ่ม พื้นแข็งและข้าวหอม เพื่อสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศที่หลากหลายมากขึ้น
 
ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หากจะส่งออกข้าวให้ได้ 6 ล้านตัน แต่ละเดือนต้องส่งออกให้ได้ 500,000 ตัน แต่จากการติดตามสถานการณ์การส่งออกพบว่าในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปีนี้ไทยส่งออกได้เพียง 800,000 ตัน จากปกติส่งออกได้เดือนละเกือบ 1 ล้านตัน เพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาข้าวของคู่แข่ง
 
ส่วนนายชูเกียรติ โอภาษวงศ์ นายกกิติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ผลผลิตข้าวไทยน้อยเพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และดันให้ราคาสูงขึ้น แต่ผลผลิตโลกไม่ได้ลดลง จึงทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกไม่สูงมากนัก อีกทั้งบางช่วงค่าเงินบาทแข็งค่ามาก ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งตันละ 100-120 เหรียญฯ ส่งผลให้ส่งออกลดลง แต่มองว่าสถานการณ์ปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากหลายประเทศที่ไม่ได้ซื้อข้าวจากไทยมานาน เช่น บังกลาเทศ อินโดนีเซีย หันมาซื้อข้าวไทยในปีนี้ก็น่าจะทำให้การส่งออกข้าวไทยปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย 6 ล้านตัน.
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่