JJNY : ส.นักข่าวต่างประเทศจี้รัฐ│มะม่วงน้ำดอกไม้ล้นตลาด-เน่าเสีย│อียูจะลงโทษผู้เกี่ยวข้องรปห.เมียนมา│กมธ.ประชามตินัดถก

ส.นักข่าวต่างประเทศ จี้รัฐเลี่ยงความรุนแรง-คำนึงถึงสิทธิของสื่อ
https://www.prachachat.net/general/news-634246
 

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ร้องรัฐเลี่ยงความรุนแรง-ตระหนักสิทธิการทำหน้าที่สื่อมวลชน หลังมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยางของเจ้าหน้าที่บริเวณศีรษะ

วันที่ 22 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุการณ์การชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวงของกลุ่ม “รีเด็ม” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยนอกจากมีตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังมีสื่อมวลชนที่ไปทำหน้าที่รายงานข่าวได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน

ล่าสุด สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หรือ FCCT ได้ออกแถลงการณ์ กรณีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากใช้กระสุนยางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น สมาคมฯ มีมติสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยตระหนักถึงสิทธิการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในพื้นที่การชุมนุม และผู้สื่อข่าวไม่ควรตกเป็นเป้าในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่

สำหรับแถลงการณ์ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

1. การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ หากเป็นการการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากการยั่วยุ อาวุธและการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย
 
2. การปฏิบัติการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจควรดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนโดยก่อนการปฏิบัติการต่าง ๆ ต้องแจ้งให้ผู้ชุมนุมรวมทั้งสื่อมวลชนได้รับทราบอย่างชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ
 
3. ผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชุมนุมต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤตโดยเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันอาจเกิดแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน
 
4. องค์กรสื่อมวลชนต้นสังกัดต้องร่วมประเมินสถานการณ์เพื่อให้การสั่งการต่อผู้สื่อข่าวและช่างภาพในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนและเน้นย้ำให้บุคคลากรในสังกัดได้รับและใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา
 
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยขอเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติของสหประชาชาติ ว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ (non-lethal force) ที่ระบุว่า
 
การใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำเพื่อสลายการชุมนุม เป็นยุทธวิธีที่ไม่สามารถเจาะจงบุคคลได้ และควรใช้ก็ต่อเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด การสลายการชุมนุมด้วยวิธีดังกล่าวควรใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความรุนแรงระดับร้ายแรง หรือเกิดความรุนแรงในวงกว้างจนกลายเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้ใช้มาตรการอื่น ๆ ในการดูแลการชุมนุมนั้น ๆ และปกป้องผู้เข้าร่วมชุมนุมจากอันตรายอย่างสมเหตุสมผล
 
แนวทางปฏิบัติดังกล่าวยังระบุด้วยว่า กระสุนยางควรเล็งไปที่บริเวณต่ำของร่างกายผู้ที่ถูกชี้ว่าเป็นภัยเสี่ยงต่อความปลอดภัยเท่านั้น และไม่ควรเล็งไปที่บริเวณศีรษะไม่ว่าในกรณีใด ๆ แต่ปรากฏว่าในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาและสแกนสมองที่โรงพยาบาลหลังถูกกระสุนยางยิงเข้าที่ศีรษะ

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทางการไทยเร่งทบทวนมาตรการควบคุมฝูงชน และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงต่อผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนาม
 

 
เกษตรกรสุดช้ำ พิษโควิดทำ มะม่วงน้ำดอกไม้ ล้นตลาด-เน่าเสีย ต้องเอาไปเลี้ยงปลา
https://www.matichon.co.th/region/news_2635427
 
เกษตรกรสุดช้ำ พิษโควิดทำ มะม่วงน้ำดอกไม้ ล้นตลาด-เน่าเสีย ต้องเอาไปเลี้ยงปลา
 
วันที่ 22 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จังหวัดพิจิตรว่า ผลของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กว่า 100 ไร่ ของเกษตรกรชาวสวน หมู่ที่ 4 บ้านโคกมะเขือ ตำบลสากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ที่ทำการห่อด้วยถุงคาร์บอน เริ่มล่วงหล่น จากต้น เน่าเสียหาย หลังจากเกษตรกรชาวสวนได้รับผลกระทบจากผลกระทบจาก โควิด การส่งออกจำหน่าย ในตลาดไม่ได้ เนื่องจากมะม่วงล้นตลาดมีราคาถูก และไม่มีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อ ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวน ได้รับผลกระทบ ติดต่อมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี จนไม่มีเงินทุนในการทำสวนครั้งต่อไป
 
นางสาวปราณี ศรีเกษม เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่ 4 บ้านโคกมะเขือ ตำบลสากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า หลังจากที่ทำสวนมะม่วงกว่า 60 ไร่ หลังได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้ตลาดที่รับซื้อ มีน้อย ราคาถูกเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ส่งผลทำให้มะม่วงที่อยู่บนต้น ที่สุกเต็มที่ เริ่มล่วงหล่นจากต้นเสียหาย จนต้องนำไปเลี้ยงปลา บางส่วน นำไปให้ญาติ ต่างจังหวัดช่วยกันขายมะม่วง ส่งผลทำให้ หยุดทำสวนมะม่วงขาดเงินทุนในการทำสวนครั้งต่อไป
 
สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของเกษตรกรชาวสวนอำเภอสากเหล็ก ถือว่า เป็นแหล่งผลิต มะม่วงกว่า 8000 ไร่ ที่ส่งจำหน่าย ไปยังต่างประเทศ แต่หลังจากสถานการณ์ ทำให้ตลาดรับซื้อลดลง จึงส่งผลทำให้ มะม่วงล้นตลาด ราคาถูก จำหน่ายสินค้าไม่ได้ ทำให้เกษตรกรรายย่อย ได้รับผลกระทบติดต่อกันมา 2 ปี
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่