เหนื่อย​ เครียด​ ท้อแท้​ ขอรบกวนคำแนะนำหน่อยค่ะ

ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีทุกๆคนค่ะที่เข้ามาอ่านเรื่องราว​ ซึ่งค่อนข้างจะยาวเพราะความเกี่ยวเนื่องจากอดีตมันส่งผลมาถึงปัจจุบันนี้ค่ะ
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ​ 8ปีที่แล้วค่ะ​ บ้านเราประสบปัญหาหลายอย่าง​ ทางบ้านค่อนข้างมีสังคมระดับหนึ่ง​ พ่อรับราชการ​ แม่เป็นแม่ค้า​ เคยลงสมัครการเมืองท้องถิ่นและเป็นคนปล่อยเงินกู้​ แต่ไม่ใช่พวกดอกโหดนะ​คะ​ คือจะมีเพื่อนๆฝากเงินมาปล่อยบ้าง​ เงินตัวเองบ้าง​ รายได้หลักๆก็มาจากการขายของของแม่ซะส่วนใหญ่​ เพราะตอนที่เราเรียนมหาลัย​ พ่อจะเอาเงินเดือนส่งมาให้เราส่วนหนึ่งทุกเดือน​  เรื่องมันเกิดหลังจากช่วงน้ำท่วมปี54​ ตอนนั้นเราย้ายไปทำงานที่ตจวกับพี่ชาย​ เรามีพี่ชาย3คน​ เป็นคนเล็กสุด​ ตอนน้ำท่วมกระทบทุกอย่างโดยเฉพาะลูกหนี้ของแม่​ จากส่งบ้างไม่ส่งบ้างกลายเป็นไม่ส่งเลย​ แต่แม่ยังรักษาหน้าตัวเองโดยการควักเงินตัวเองจ่ายดอกให้คนที่ฝากปล่อยกู้ทุกเดือน​ จนกระทั่งปลายปี​ 55​ บ้านเราโดนยกเค้า​ ช่วงกินเจแม่ถอดทรัพย์สินออกจากตัวทุกอย่าง​ เหลือแค่แหวนติดนิ้วอยู่1บาท​ รวมทรัพย์สินที่หายไปคือทอง​ 44บาทค่ะ​ และเครื่องเพชร1ชุด​ แม่เราใจสลายมาก​ ทุกคนเห็นใจแต่หนี้สินก็ยังต้องใช้เองอยู่​ จนกระทั่งแม่เราช็อค  เกิดจากอาการซึมเศร้า​ รับไม่ได้กับสิ่งที่เจอ​ เข้าใจว่าเสียดายของและยังยึดติดอยู่  เรากับพี่ชายคนที่3​ เลยรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่ตจว​ แม้กระทั่งเงินก้อนสุดท้ายที่ติดตัวมาแม่ยังให้ส่งไปให้เพื่อนแกเพื่อรักษาหน้าไว้อยู่เลย​ ตอนนั้นเราจิตตกมากค่ะ​ เจอแม่นั่งร้องไห้ทุกวันตัวเราก็ดาวน์เช่นกัน​ ให้แกพักสมองได้ประมาณ2เดือน​ เราโดนให้ออกจากงานค่ะ​ เพราะตอนนั้นเรากับแฟนเก่าอยากมีรายได้เสริม​ กลายเป็นว่าการที่เราทำธุรกิจถึงแม้ไม่ใช่ประเภทเดียวกันกับบริษัทก็กลายเป็นการผิดสัญญาจ้าง​ ซึ่งตอนนั้นยอมรับค่ะว่าคิดไม่ถึง​ เราแค่คิดว่าอยากมีเงินเพื่อรองรับคชจที่เกิดขึ้นให้พอ​แค่นั้น​ ซึ่งแม่เราก็คิดว่าเค้าคือตัวปัญหา​ เราหน่ะเศร้ามากแต่ต้องทำเป็นเข้มแข็งไม่ร้องไห้ต่อหน้าแม่​ เราเหลือเงินก้อนสุดท้ายประมาณ8หมื่น​ แต่ภาระเราทั้งคอนโดทั้งรถ​ ไหนจะค่าเช่าบ้าน​ ส่วนแฟนบริษัทยังใจดีให้ทำงานต่อแต่ให้ย้ายไปสาขาที่ตจวแทน​ ก็เลยต้องแยกกันไป​ เราเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนกับแม่ขายของกันเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง​  จนผ่านมา4เดือน​ เราหางานทำได้ใหม่​ แต่ต้องย้ายไปตจวอีกเช่นกัน​
ตั้งแต่ประมาณปลายปี​ 56​ เริ่มขาดส่งบ้านที่แม่รับผิดชอบ​ ส่วนพ่อเราต้องหางานทำหลังเกษียรเพื่อส่งรถและค่าใช้จ่ายต่างๆ​ เงินเดือนที่รับบำนาญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ​  ช่วงต้นๆปี​ 57​ เราทำงานได้สัก3-4เดือน​ พ่อโทรมาบอกว่าธนาคารส่งเอกสารจะฟ้องเพราะผิดนัดชำระค่าบ้าน​ ตอนนั้นก็คิดว่าเราควรขายบ้านก่อนที่จะโดนฟ้องดีไหม​ เราติดประกาศหลายเดือนมาก​ มีคนติดต่อมา1คน​ และก็ไม่ตัดสินใจ​ จนพ่อบอกเราต้องทำอะไรกันสักหน่อย​อย่างปล่อยไว้อย่างนี้บ้านโดนยึดแน่ๆ​ บ้านนี้เป็นชื่อของพ่อ​ พี่ชาย​คนที่3 และพี่สะใภ้กู้ร่วมนะคะ​ เราโทรปรึกษาพี่น้องทุกคน​ คนโตตอนนั้นก็ทำงานเอาหลักเอาแหล่งไม่ได้​ คนที่2 ก็ค้าขายไม่ได้มีเงินเยอะในตอนนั้น​ คนที่​ 3​ นี่​ พี่สะใภ้เพิ่งคลอดลูก​ ภาระหนักกัน​ ส่วนเราคนโสด​ เราเลยหาวิธีกับพ่อ2คน​ โดยพ่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน​ คิดดูนะคะ​ พ่อเป็นขรก​ เกษียรที่ทุกคนต้องนึกว่าสบายแล้ว​ บากหน้าไปขอความช่วยเหลือคนอื่นมันหนักแค่ไหน​ และแค่พ่อเกริ่นเพื่อนเต็มใจช่วยเลยค่ะ​ คนแรกที่เข้าไปพูดเค้าถามว่าถ้าเอาบ้านออกต้องใช้เงินเท่าไหร่​ แค่เดือนเดียวเค้าขึ้นมาหาพร้อมเงินสดล้านกว่าบาทจัดการให้เรียบร้อย​  เพื่อนพ่อดีมาก​ เป็นบุญคุณกับบ้านเรามาก​ เอาเงินมาให้​ ไม่มีสัญญากันเลย​ ไม่มีโอนลอย​ แค่เพียงเอาโฉนดตัวจริงไป​ แกบอกว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปเอาคืน​ โดยคนที่รับภาระหนี้นี้เป็นเราเองค่ะ​ จากส่งให้แม่เดือนละ​ 5,000​ เราต้องจ่ายค่าบ้านเดือนละ​ 15,000  เราเลยตกลงกับพ่อแม่ว่าเราไม่ขอส่งให้ใช้รายเดือนแล้วนะ​ ตอนนั้นรายรับเราแค่​ ประมาณ​ 35,000  ค่ะ​ ก็ตกลงกัน​ ส่วนพี่น้องคนอื่นเราไม่ได้ถามว่าใครให้เท่าไหร่นะคะ​    ส่วนเราพอภาระเพิ่มมากขึ้นเราไม่เคยผิดนัดชำระเลย​ แต่เราไม่สามารถส่งรถต่อได้​ เราเลยปล่อยให้รถโดนยึด​ โดยรถคันนั้นเป็นชื่อของแม่นะคะ​   หลังจากเรื่องนั้นผ่านมา4​ ปี​ เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ​ เราไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะเราทำงานที่ตจว​ รายได้เรามากขึ้นกว่าเดิม​ 10,000บาท​ เราไม่เคยผิดนัดชำระแม้แต่เดือนเดียว​ คือตัวเราอ่ะเงินพอใช้ไม่ลำบาก​ แต่ก็ไม่มีเงินเก็บนะคะ​ พอวันนึงเรามีแฟนค่ะ​ ตกลงมาอยู่ด้วยกัน​ พ่อแม่ก็รับรู้ทั้ง2ฝ่าย​ ก็กะจะเก็บเงินแต่งงานกัน​ แต่อยู่ด้วยกันได้ประมาณ6เดือน​ เราท้องค่ะ​ จริงๆเราอายุเยอะแล้ว​ ก็ดีใจเป็นธรรมดา​ แต่ทางแม่เราอ่ะ​ ประมาณว่าแค่อยู่ด้วยกันพอรับได้แต่ถ้าท้องก็อยากให้ทำให้ถูกต้อง​ ก็เลยมีการวางแผนจัดงานผูกข้อมือเล็กๆกัน​ โดยฝ่ายเราเรียกสินสอด​ เงิน100,000​ บาททอง4​ บาท​ ซึ่งเรารู้แหล่ะเงินเท่านี้หากันไม่ทันหรอก​ แล้วแฟนเราเค้าก็ไม่อยากให้พ่อแม่เขาต้องมาจ่ายเงินแทน​ เลยยืมเงินของพ่อเขามาเพื่อเป็นสินสอด​ โดยที่พ่อเขาเอาที่เข้าจำนองให้​ (บ้านสามีเป็นเกษตรกรค่ะ)​ จากนั้นเราก็บอกแม่เราว่า​ เราอ่ะขอยืมเงินส่วนนี้เนี่ยจัดงานหน่อยนะ​ เพราะตอนนั้นเราก็ไม่มีเงินเก็บเลย​ เราไม่ได้อยากรบกวนใครด้วย​ ก็ตกลงกันตามนั้น​ เราก็จัดกันงานไม่ได้ใหญ่​  แต่สิ่งที่ไม่ได้ตามที่แม่เรียกคือทอง4​ บาท​ ซึ่งทางบ้านแฟนเราไม่ได้ให้ตรงนี้​ แม่เรารู้สึกเสียหน้า​ และกลายเป็นฐิทิ​ มองว่าบ้านแฟนไม่ให้เกียรติครอบครัวเรา​ แต่แกพยายามที่จะไม่พูดเรื่องนี้นะคะ​ จบงานเราให้เงินแม่​ไป35,000  บาท​ กลายเป็นเราติดหนี้แม่​ 65,000  แฟนเราติดหนี้พ่อเขา​ 100,000 บาท
จนกระทั่งก่อนเราคลอดลูก2เดือน​ ช่วงนั้นธุรกิจยานยนต์ตก​ ทำให้ลูกค้าเราจำเป็นต้องเลิกจ้าง​ outsorce ซึ่งบริษัทเราเป็นหนึ่งในนั้น​ เราเลยรับแพ็คเกจจากบริษัท​ ได้มาเกือบๆ​ 500,000  บาท​ ซึ่งตอนนั้นเราต้องวางแผนเงินระยะยาวละ​ เพราะเราต้องคลอดลูก​ เราเลยเอาเงินใช้หนี้ทุกส่วน​ที่ใช้ได้ จ่ายค่าบ้านล่วงหน้า6เดือน​ คืนแม่​ 65,000​ ตอนงานแต่ง  ใช้หนี้ของสามีทั้งหมด​ เพราะสามีเงินเดือนน้อยกว่าเราจำเป็นต้องปิดบัตรและหนี้เสียต่างๆ​ เงินที่เหลือเราซื้อทองไว้รับขวัญลูก​ ซื้อของใช้บางอย่าง​ และเก็บเงินสำหรับค่าคลอดเผื่อฉุกเฉินต้องผ่าตัด​
หลังจากที่จัดการเสร็จแล้วเราก็กลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อกับแม่​ และเดือนนั้นเองเช่นกัน​ เพื่อนพ่อที่ให้ยืมเงินมาบอกกับพ่อว่าอยากทำการเกษียณ​ ซึ่งเงินที่เขาให้ยืมเป็นเงินกู้จากสหกรณ์​ จำเป็นต้องใช้เงินก่อนเขาจึงจะทำการเกษียณได้​ เราก็นั่งคุยกันเลยค่ะ​ พ่อ​ แม่​ เราและสามีเรา​ ว่าจะเอาไง​ บ้านนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา​ แต่เราออกจากงานแล้วไม่สามารถกู้ได้แน่​ ส่วนพ่อแม่เราก็คือเกิน60​ แถมไม่มีรายได้หลัก​ พี่ชายก็ไม่มีใครกู้ได้สักคน​ จึงตกลงให้แฟนเราเป็นผู้กู้ค่ะ​ ตอนนั้นเรากับแฟนยังไม่ได้จดทะเบียนกันนะคะ​ เขาเลยใช้สิทธิบริษัทในการกู้​ จริงๆแล้วเราวางแผนที่จะมาซื้อบ้านอีกที่นึงที่ทำงานแฟนไม่ใช่บ้านเรา​ แต่เรื่องมันจำเป็นกว่าเลยต้องทำ​ หลังจากดำเนินเรื่องผลการกู้คือผ่าน​ เราเองเป็นคนจัดสรรเงินทั้งหมด​ เราส่งเงินที่เหลือคืนเพื่อนพ่อ​ ที่เหลือประมาณ600,000  บาท​เราแบ่งครึ่งกับพ่อกับแม่​ คนละ300,000  บาท​ โดยแฟนเราขอไปคืนพ่อเขาตอนที่ยืมเงินมาแต่งงาน​เท่านั้นค่ะ​  ในตอนนั้นคนที่ระแวงก็มีแค่แม่คนเดียว​ ถามว่าจะไว้ใจได้เหรอ​ เพราะบ้านต้องเป็นชื่อแฟนค่ะ​ เราเลยบอกว่าเดี๊ยวตอนจดทะเบียนสมรสเราจะให้สลักหลังเรื่องบ้านให้เป็นทรัพย์สินของลูกเราเท่านั้น​ แม่ก็ยังมีติงโน่นนี่ตามประสา​
ผ่านมาประมาณ1​ ปีได้​ ช่วงนั้นเราเริ่มค้าขายจำเป็นต้องมีรถขนของ​ เพราะสถานที่ขายกับบ้านห่างกัน​ 20กิโล บ้านเรามีรถคันเดียว​ แล้วเวลาเราขายของพ่อเราต้องขี่มอเตอร์ไซต์ไปทำงาน​ เวลาหน้าฝนเราก็สงสารพ่อ​ บอกไม่ต้องมาช่วยขายก็ขี่มอเตอร์ไซต์ตากฝนไปหาเรา​ คือเราสงสารมาก​ ก็เลยคุยกับพ่อหารถเล็กๆสักคันไหม​  กำลังส่งพอมีอยู่​ ก็เลยพากันไปดูรถ​ ซึ่งการดูครั้งนั้นครั้งเดียวแหล่ะที่ไม่ได้มีการปรึกษาแม่​ ซึ่งก็แน่นอนค่ะ​ รถต้องเป็นชื่อแฟนเราเช่นเดียวกัน​ เพราะแฟนเรากู้ได้แค่คนเดียว​ แต่เราตกลงกับพ่อว่าจะช่วยพ่อออกครึ่งนึงจะได้ไม่รู้สึกว่ามีใครได้ใครเสีย​ พ่อเราอ่ะอะไรก็ได้​ ก็ตามนั้น​ และก็เหมือนเดิมคือแม่ไม่พอใจ​ ทั้งไม่พอใจที่ไม่ปรึกษา​ และไม่พอใจที่รถเป็นชื่อของแฟนเรา
ผ่านมาได้3ปีกว่า​ แฟนเรายังทำหน้าที่ส่งบ้าน​ ส่งรถ​ ส่งเงินมาให้เราโดยที่เราไม่ต้องทำงานมีหน้าที่เลี้ยงลูกแต่แค่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนะคะ​ จะกลับบ้านแค่2อาทิตย์ครั้ง​
ซึ่งทุกครั้งที่แฟนเรากลับบ้านอ่ะ​ เรารู้สึกอึดอัดเพราะแม่เราจะเปลี่ยนเป็นคนละคน​ จะตึงๆไม่พูดกับเรา​ ไม่พูดกับแฟนเรา​ ดุลูกเราเสียงดัง​ หรือไปไหนพร้อมกันแม่จะไม่พูด  บางทีชวนไปก็ทำแบบไม่อยากไป​ ทั้งๆที่แกอ่ะเป็นคนชอบเที่ยว​ มาช่วงหลังๆนี่ยิ่งหนักคือถ้าแฟนเราซื้ออะไรมา​ แกจะไม่แตะต้องเลย​ ไม่ไปกินข้าวพร้อมกัน​ พอแฟนเรากลับถึงมาเป็นปกติ​ ซึ่งเราอ่ะรู้สึกอึดอัด​ ส่วนแฟนเราก็เหมือนรู้แหล่ะ​ แต่ไม่พูด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่