ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีทุกๆคนค่ะที่เข้ามาอ่านเรื่องราว ซึ่งค่อนข้างจะยาวเพราะความเกี่ยวเนื่องจากอดีตมันส่งผลมาถึงปัจจุบันนี้ค่ะ
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ 8ปีที่แล้วค่ะ บ้านเราประสบปัญหาหลายอย่าง ทางบ้านค่อนข้างมีสังคมระดับหนึ่ง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่ค้า เคยลงสมัครการเมืองท้องถิ่นและเป็นคนปล่อยเงินกู้ แต่ไม่ใช่พวกดอกโหดนะคะ คือจะมีเพื่อนๆฝากเงินมาปล่อยบ้าง เงินตัวเองบ้าง รายได้หลักๆก็มาจากการขายของของแม่ซะส่วนใหญ่ เพราะตอนที่เราเรียนมหาลัย พ่อจะเอาเงินเดือนส่งมาให้เราส่วนหนึ่งทุกเดือน เรื่องมันเกิดหลังจากช่วงน้ำท่วมปี54 ตอนนั้นเราย้ายไปทำงานที่ตจวกับพี่ชาย เรามีพี่ชาย3คน เป็นคนเล็กสุด ตอนน้ำท่วมกระทบทุกอย่างโดยเฉพาะลูกหนี้ของแม่ จากส่งบ้างไม่ส่งบ้างกลายเป็นไม่ส่งเลย แต่แม่ยังรักษาหน้าตัวเองโดยการควักเงินตัวเองจ่ายดอกให้คนที่ฝากปล่อยกู้ทุกเดือน จนกระทั่งปลายปี 55 บ้านเราโดนยกเค้า ช่วงกินเจแม่ถอดทรัพย์สินออกจากตัวทุกอย่าง เหลือแค่แหวนติดนิ้วอยู่1บาท รวมทรัพย์สินที่หายไปคือทอง 44บาทค่ะ และเครื่องเพชร1ชุด แม่เราใจสลายมาก ทุกคนเห็นใจแต่หนี้สินก็ยังต้องใช้เองอยู่ จนกระทั่งแม่เราช็อค เกิดจากอาการซึมเศร้า รับไม่ได้กับสิ่งที่เจอ เข้าใจว่าเสียดายของและยังยึดติดอยู่ เรากับพี่ชายคนที่3 เลยรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่ตจว แม้กระทั่งเงินก้อนสุดท้ายที่ติดตัวมาแม่ยังให้ส่งไปให้เพื่อนแกเพื่อรักษาหน้าไว้อยู่เลย ตอนนั้นเราจิตตกมากค่ะ เจอแม่นั่งร้องไห้ทุกวันตัวเราก็ดาวน์เช่นกัน ให้แกพักสมองได้ประมาณ2เดือน เราโดนให้ออกจากงานค่ะ เพราะตอนนั้นเรากับแฟนเก่าอยากมีรายได้เสริม กลายเป็นว่าการที่เราทำธุรกิจถึงแม้ไม่ใช่ประเภทเดียวกันกับบริษัทก็กลายเป็นการผิดสัญญาจ้าง ซึ่งตอนนั้นยอมรับค่ะว่าคิดไม่ถึง เราแค่คิดว่าอยากมีเงินเพื่อรองรับคชจที่เกิดขึ้นให้พอแค่นั้น ซึ่งแม่เราก็คิดว่าเค้าคือตัวปัญหา เราหน่ะเศร้ามากแต่ต้องทำเป็นเข้มแข็งไม่ร้องไห้ต่อหน้าแม่ เราเหลือเงินก้อนสุดท้ายประมาณ8หมื่น แต่ภาระเราทั้งคอนโดทั้งรถ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ส่วนแฟนบริษัทยังใจดีให้ทำงานต่อแต่ให้ย้ายไปสาขาที่ตจวแทน ก็เลยต้องแยกกันไป เราเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนกับแม่ขายของกันเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง จนผ่านมา4เดือน เราหางานทำได้ใหม่ แต่ต้องย้ายไปตจวอีกเช่นกัน
ตั้งแต่ประมาณปลายปี 56 เริ่มขาดส่งบ้านที่แม่รับผิดชอบ ส่วนพ่อเราต้องหางานทำหลังเกษียรเพื่อส่งรถและค่าใช้จ่ายต่างๆ เงินเดือนที่รับบำนาญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ช่วงต้นๆปี 57 เราทำงานได้สัก3-4เดือน พ่อโทรมาบอกว่าธนาคารส่งเอกสารจะฟ้องเพราะผิดนัดชำระค่าบ้าน ตอนนั้นก็คิดว่าเราควรขายบ้านก่อนที่จะโดนฟ้องดีไหม เราติดประกาศหลายเดือนมาก มีคนติดต่อมา1คน และก็ไม่ตัดสินใจ จนพ่อบอกเราต้องทำอะไรกันสักหน่อยอย่างปล่อยไว้อย่างนี้บ้านโดนยึดแน่ๆ บ้านนี้เป็นชื่อของพ่อ พี่ชายคนที่3 และพี่สะใภ้กู้ร่วมนะคะ เราโทรปรึกษาพี่น้องทุกคน คนโตตอนนั้นก็ทำงานเอาหลักเอาแหล่งไม่ได้ คนที่2 ก็ค้าขายไม่ได้มีเงินเยอะในตอนนั้น คนที่ 3 นี่ พี่สะใภ้เพิ่งคลอดลูก ภาระหนักกัน ส่วนเราคนโสด เราเลยหาวิธีกับพ่อ2คน โดยพ่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน คิดดูนะคะ พ่อเป็นขรก เกษียรที่ทุกคนต้องนึกว่าสบายแล้ว บากหน้าไปขอความช่วยเหลือคนอื่นมันหนักแค่ไหน และแค่พ่อเกริ่นเพื่อนเต็มใจช่วยเลยค่ะ คนแรกที่เข้าไปพูดเค้าถามว่าถ้าเอาบ้านออกต้องใช้เงินเท่าไหร่ แค่เดือนเดียวเค้าขึ้นมาหาพร้อมเงินสดล้านกว่าบาทจัดการให้เรียบร้อย เพื่อนพ่อดีมาก เป็นบุญคุณกับบ้านเรามาก เอาเงินมาให้ ไม่มีสัญญากันเลย ไม่มีโอนลอย แค่เพียงเอาโฉนดตัวจริงไป แกบอกว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปเอาคืน โดยคนที่รับภาระหนี้นี้เป็นเราเองค่ะ จากส่งให้แม่เดือนละ 5,000 เราต้องจ่ายค่าบ้านเดือนละ 15,000 เราเลยตกลงกับพ่อแม่ว่าเราไม่ขอส่งให้ใช้รายเดือนแล้วนะ ตอนนั้นรายรับเราแค่ ประมาณ 35,000 ค่ะ ก็ตกลงกัน ส่วนพี่น้องคนอื่นเราไม่ได้ถามว่าใครให้เท่าไหร่นะคะ ส่วนเราพอภาระเพิ่มมากขึ้นเราไม่เคยผิดนัดชำระเลย แต่เราไม่สามารถส่งรถต่อได้ เราเลยปล่อยให้รถโดนยึด โดยรถคันนั้นเป็นชื่อของแม่นะคะ หลังจากเรื่องนั้นผ่านมา4 ปี เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ เราไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะเราทำงานที่ตจว รายได้เรามากขึ้นกว่าเดิม 10,000บาท เราไม่เคยผิดนัดชำระแม้แต่เดือนเดียว คือตัวเราอ่ะเงินพอใช้ไม่ลำบาก แต่ก็ไม่มีเงินเก็บนะคะ พอวันนึงเรามีแฟนค่ะ ตกลงมาอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ก็รับรู้ทั้ง2ฝ่าย ก็กะจะเก็บเงินแต่งงานกัน แต่อยู่ด้วยกันได้ประมาณ6เดือน เราท้องค่ะ จริงๆเราอายุเยอะแล้ว ก็ดีใจเป็นธรรมดา แต่ทางแม่เราอ่ะ ประมาณว่าแค่อยู่ด้วยกันพอรับได้แต่ถ้าท้องก็อยากให้ทำให้ถูกต้อง ก็เลยมีการวางแผนจัดงานผูกข้อมือเล็กๆกัน โดยฝ่ายเราเรียกสินสอด เงิน100,000 บาททอง4 บาท ซึ่งเรารู้แหล่ะเงินเท่านี้หากันไม่ทันหรอก แล้วแฟนเราเค้าก็ไม่อยากให้พ่อแม่เขาต้องมาจ่ายเงินแทน เลยยืมเงินของพ่อเขามาเพื่อเป็นสินสอด โดยที่พ่อเขาเอาที่เข้าจำนองให้ (บ้านสามีเป็นเกษตรกรค่ะ) จากนั้นเราก็บอกแม่เราว่า เราอ่ะขอยืมเงินส่วนนี้เนี่ยจัดงานหน่อยนะ เพราะตอนนั้นเราก็ไม่มีเงินเก็บเลย เราไม่ได้อยากรบกวนใครด้วย ก็ตกลงกันตามนั้น เราก็จัดกันงานไม่ได้ใหญ่ แต่สิ่งที่ไม่ได้ตามที่แม่เรียกคือทอง4 บาท ซึ่งทางบ้านแฟนเราไม่ได้ให้ตรงนี้ แม่เรารู้สึกเสียหน้า และกลายเป็นฐิทิ มองว่าบ้านแฟนไม่ให้เกียรติครอบครัวเรา แต่แกพยายามที่จะไม่พูดเรื่องนี้นะคะ จบงานเราให้เงินแม่ไป35,000 บาท กลายเป็นเราติดหนี้แม่ 65,000 แฟนเราติดหนี้พ่อเขา 100,000 บาท
จนกระทั่งก่อนเราคลอดลูก2เดือน ช่วงนั้นธุรกิจยานยนต์ตก ทำให้ลูกค้าเราจำเป็นต้องเลิกจ้าง outsorce ซึ่งบริษัทเราเป็นหนึ่งในนั้น เราเลยรับแพ็คเกจจากบริษัท ได้มาเกือบๆ 500,000 บาท ซึ่งตอนนั้นเราต้องวางแผนเงินระยะยาวละ เพราะเราต้องคลอดลูก เราเลยเอาเงินใช้หนี้ทุกส่วนที่ใช้ได้ จ่ายค่าบ้านล่วงหน้า6เดือน คืนแม่ 65,000 ตอนงานแต่ง ใช้หนี้ของสามีทั้งหมด เพราะสามีเงินเดือนน้อยกว่าเราจำเป็นต้องปิดบัตรและหนี้เสียต่างๆ เงินที่เหลือเราซื้อทองไว้รับขวัญลูก ซื้อของใช้บางอย่าง และเก็บเงินสำหรับค่าคลอดเผื่อฉุกเฉินต้องผ่าตัด
หลังจากที่จัดการเสร็จแล้วเราก็กลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อกับแม่ และเดือนนั้นเองเช่นกัน เพื่อนพ่อที่ให้ยืมเงินมาบอกกับพ่อว่าอยากทำการเกษียณ ซึ่งเงินที่เขาให้ยืมเป็นเงินกู้จากสหกรณ์ จำเป็นต้องใช้เงินก่อนเขาจึงจะทำการเกษียณได้ เราก็นั่งคุยกันเลยค่ะ พ่อ แม่ เราและสามีเรา ว่าจะเอาไง บ้านนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา แต่เราออกจากงานแล้วไม่สามารถกู้ได้แน่ ส่วนพ่อแม่เราก็คือเกิน60 แถมไม่มีรายได้หลัก พี่ชายก็ไม่มีใครกู้ได้สักคน จึงตกลงให้แฟนเราเป็นผู้กู้ค่ะ ตอนนั้นเรากับแฟนยังไม่ได้จดทะเบียนกันนะคะ เขาเลยใช้สิทธิบริษัทในการกู้ จริงๆแล้วเราวางแผนที่จะมาซื้อบ้านอีกที่นึงที่ทำงานแฟนไม่ใช่บ้านเรา แต่เรื่องมันจำเป็นกว่าเลยต้องทำ หลังจากดำเนินเรื่องผลการกู้คือผ่าน เราเองเป็นคนจัดสรรเงินทั้งหมด เราส่งเงินที่เหลือคืนเพื่อนพ่อ ที่เหลือประมาณ600,000 บาทเราแบ่งครึ่งกับพ่อกับแม่ คนละ300,000 บาท โดยแฟนเราขอไปคืนพ่อเขาตอนที่ยืมเงินมาแต่งงานเท่านั้นค่ะ ในตอนนั้นคนที่ระแวงก็มีแค่แม่คนเดียว ถามว่าจะไว้ใจได้เหรอ เพราะบ้านต้องเป็นชื่อแฟนค่ะ เราเลยบอกว่าเดี๊ยวตอนจดทะเบียนสมรสเราจะให้สลักหลังเรื่องบ้านให้เป็นทรัพย์สินของลูกเราเท่านั้น แม่ก็ยังมีติงโน่นนี่ตามประสา
ผ่านมาประมาณ1 ปีได้ ช่วงนั้นเราเริ่มค้าขายจำเป็นต้องมีรถขนของ เพราะสถานที่ขายกับบ้านห่างกัน 20กิโล บ้านเรามีรถคันเดียว แล้วเวลาเราขายของพ่อเราต้องขี่มอเตอร์ไซต์ไปทำงาน เวลาหน้าฝนเราก็สงสารพ่อ บอกไม่ต้องมาช่วยขายก็ขี่มอเตอร์ไซต์ตากฝนไปหาเรา คือเราสงสารมาก ก็เลยคุยกับพ่อหารถเล็กๆสักคันไหม กำลังส่งพอมีอยู่ ก็เลยพากันไปดูรถ ซึ่งการดูครั้งนั้นครั้งเดียวแหล่ะที่ไม่ได้มีการปรึกษาแม่ ซึ่งก็แน่นอนค่ะ รถต้องเป็นชื่อแฟนเราเช่นเดียวกัน เพราะแฟนเรากู้ได้แค่คนเดียว แต่เราตกลงกับพ่อว่าจะช่วยพ่อออกครึ่งนึงจะได้ไม่รู้สึกว่ามีใครได้ใครเสีย พ่อเราอ่ะอะไรก็ได้ ก็ตามนั้น และก็เหมือนเดิมคือแม่ไม่พอใจ ทั้งไม่พอใจที่ไม่ปรึกษา และไม่พอใจที่รถเป็นชื่อของแฟนเรา
ผ่านมาได้3ปีกว่า แฟนเรายังทำหน้าที่ส่งบ้าน ส่งรถ ส่งเงินมาให้เราโดยที่เราไม่ต้องทำงานมีหน้าที่เลี้ยงลูกแต่แค่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนะคะ จะกลับบ้านแค่2อาทิตย์ครั้ง
ซึ่งทุกครั้งที่แฟนเรากลับบ้านอ่ะ เรารู้สึกอึดอัดเพราะแม่เราจะเปลี่ยนเป็นคนละคน จะตึงๆไม่พูดกับเรา ไม่พูดกับแฟนเรา ดุลูกเราเสียงดัง หรือไปไหนพร้อมกันแม่จะไม่พูด บางทีชวนไปก็ทำแบบไม่อยากไป ทั้งๆที่แกอ่ะเป็นคนชอบเที่ยว มาช่วงหลังๆนี่ยิ่งหนักคือถ้าแฟนเราซื้ออะไรมา แกจะไม่แตะต้องเลย ไม่ไปกินข้าวพร้อมกัน พอแฟนเรากลับถึงมาเป็นปกติ ซึ่งเราอ่ะรู้สึกอึดอัด ส่วนแฟนเราก็เหมือนรู้แหล่ะ แต่ไม่พูด
เหนื่อย เครียด ท้อแท้ ขอรบกวนคำแนะนำหน่อยค่ะ
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ 8ปีที่แล้วค่ะ บ้านเราประสบปัญหาหลายอย่าง ทางบ้านค่อนข้างมีสังคมระดับหนึ่ง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่ค้า เคยลงสมัครการเมืองท้องถิ่นและเป็นคนปล่อยเงินกู้ แต่ไม่ใช่พวกดอกโหดนะคะ คือจะมีเพื่อนๆฝากเงินมาปล่อยบ้าง เงินตัวเองบ้าง รายได้หลักๆก็มาจากการขายของของแม่ซะส่วนใหญ่ เพราะตอนที่เราเรียนมหาลัย พ่อจะเอาเงินเดือนส่งมาให้เราส่วนหนึ่งทุกเดือน เรื่องมันเกิดหลังจากช่วงน้ำท่วมปี54 ตอนนั้นเราย้ายไปทำงานที่ตจวกับพี่ชาย เรามีพี่ชาย3คน เป็นคนเล็กสุด ตอนน้ำท่วมกระทบทุกอย่างโดยเฉพาะลูกหนี้ของแม่ จากส่งบ้างไม่ส่งบ้างกลายเป็นไม่ส่งเลย แต่แม่ยังรักษาหน้าตัวเองโดยการควักเงินตัวเองจ่ายดอกให้คนที่ฝากปล่อยกู้ทุกเดือน จนกระทั่งปลายปี 55 บ้านเราโดนยกเค้า ช่วงกินเจแม่ถอดทรัพย์สินออกจากตัวทุกอย่าง เหลือแค่แหวนติดนิ้วอยู่1บาท รวมทรัพย์สินที่หายไปคือทอง 44บาทค่ะ และเครื่องเพชร1ชุด แม่เราใจสลายมาก ทุกคนเห็นใจแต่หนี้สินก็ยังต้องใช้เองอยู่ จนกระทั่งแม่เราช็อค เกิดจากอาการซึมเศร้า รับไม่ได้กับสิ่งที่เจอ เข้าใจว่าเสียดายของและยังยึดติดอยู่ เรากับพี่ชายคนที่3 เลยรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่ตจว แม้กระทั่งเงินก้อนสุดท้ายที่ติดตัวมาแม่ยังให้ส่งไปให้เพื่อนแกเพื่อรักษาหน้าไว้อยู่เลย ตอนนั้นเราจิตตกมากค่ะ เจอแม่นั่งร้องไห้ทุกวันตัวเราก็ดาวน์เช่นกัน ให้แกพักสมองได้ประมาณ2เดือน เราโดนให้ออกจากงานค่ะ เพราะตอนนั้นเรากับแฟนเก่าอยากมีรายได้เสริม กลายเป็นว่าการที่เราทำธุรกิจถึงแม้ไม่ใช่ประเภทเดียวกันกับบริษัทก็กลายเป็นการผิดสัญญาจ้าง ซึ่งตอนนั้นยอมรับค่ะว่าคิดไม่ถึง เราแค่คิดว่าอยากมีเงินเพื่อรองรับคชจที่เกิดขึ้นให้พอแค่นั้น ซึ่งแม่เราก็คิดว่าเค้าคือตัวปัญหา เราหน่ะเศร้ามากแต่ต้องทำเป็นเข้มแข็งไม่ร้องไห้ต่อหน้าแม่ เราเหลือเงินก้อนสุดท้ายประมาณ8หมื่น แต่ภาระเราทั้งคอนโดทั้งรถ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ส่วนแฟนบริษัทยังใจดีให้ทำงานต่อแต่ให้ย้ายไปสาขาที่ตจวแทน ก็เลยต้องแยกกันไป เราเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนกับแม่ขายของกันเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง จนผ่านมา4เดือน เราหางานทำได้ใหม่ แต่ต้องย้ายไปตจวอีกเช่นกัน
ตั้งแต่ประมาณปลายปี 56 เริ่มขาดส่งบ้านที่แม่รับผิดชอบ ส่วนพ่อเราต้องหางานทำหลังเกษียรเพื่อส่งรถและค่าใช้จ่ายต่างๆ เงินเดือนที่รับบำนาญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ช่วงต้นๆปี 57 เราทำงานได้สัก3-4เดือน พ่อโทรมาบอกว่าธนาคารส่งเอกสารจะฟ้องเพราะผิดนัดชำระค่าบ้าน ตอนนั้นก็คิดว่าเราควรขายบ้านก่อนที่จะโดนฟ้องดีไหม เราติดประกาศหลายเดือนมาก มีคนติดต่อมา1คน และก็ไม่ตัดสินใจ จนพ่อบอกเราต้องทำอะไรกันสักหน่อยอย่างปล่อยไว้อย่างนี้บ้านโดนยึดแน่ๆ บ้านนี้เป็นชื่อของพ่อ พี่ชายคนที่3 และพี่สะใภ้กู้ร่วมนะคะ เราโทรปรึกษาพี่น้องทุกคน คนโตตอนนั้นก็ทำงานเอาหลักเอาแหล่งไม่ได้ คนที่2 ก็ค้าขายไม่ได้มีเงินเยอะในตอนนั้น คนที่ 3 นี่ พี่สะใภ้เพิ่งคลอดลูก ภาระหนักกัน ส่วนเราคนโสด เราเลยหาวิธีกับพ่อ2คน โดยพ่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน คิดดูนะคะ พ่อเป็นขรก เกษียรที่ทุกคนต้องนึกว่าสบายแล้ว บากหน้าไปขอความช่วยเหลือคนอื่นมันหนักแค่ไหน และแค่พ่อเกริ่นเพื่อนเต็มใจช่วยเลยค่ะ คนแรกที่เข้าไปพูดเค้าถามว่าถ้าเอาบ้านออกต้องใช้เงินเท่าไหร่ แค่เดือนเดียวเค้าขึ้นมาหาพร้อมเงินสดล้านกว่าบาทจัดการให้เรียบร้อย เพื่อนพ่อดีมาก เป็นบุญคุณกับบ้านเรามาก เอาเงินมาให้ ไม่มีสัญญากันเลย ไม่มีโอนลอย แค่เพียงเอาโฉนดตัวจริงไป แกบอกว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปเอาคืน โดยคนที่รับภาระหนี้นี้เป็นเราเองค่ะ จากส่งให้แม่เดือนละ 5,000 เราต้องจ่ายค่าบ้านเดือนละ 15,000 เราเลยตกลงกับพ่อแม่ว่าเราไม่ขอส่งให้ใช้รายเดือนแล้วนะ ตอนนั้นรายรับเราแค่ ประมาณ 35,000 ค่ะ ก็ตกลงกัน ส่วนพี่น้องคนอื่นเราไม่ได้ถามว่าใครให้เท่าไหร่นะคะ ส่วนเราพอภาระเพิ่มมากขึ้นเราไม่เคยผิดนัดชำระเลย แต่เราไม่สามารถส่งรถต่อได้ เราเลยปล่อยให้รถโดนยึด โดยรถคันนั้นเป็นชื่อของแม่นะคะ หลังจากเรื่องนั้นผ่านมา4 ปี เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ เราไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะเราทำงานที่ตจว รายได้เรามากขึ้นกว่าเดิม 10,000บาท เราไม่เคยผิดนัดชำระแม้แต่เดือนเดียว คือตัวเราอ่ะเงินพอใช้ไม่ลำบาก แต่ก็ไม่มีเงินเก็บนะคะ พอวันนึงเรามีแฟนค่ะ ตกลงมาอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ก็รับรู้ทั้ง2ฝ่าย ก็กะจะเก็บเงินแต่งงานกัน แต่อยู่ด้วยกันได้ประมาณ6เดือน เราท้องค่ะ จริงๆเราอายุเยอะแล้ว ก็ดีใจเป็นธรรมดา แต่ทางแม่เราอ่ะ ประมาณว่าแค่อยู่ด้วยกันพอรับได้แต่ถ้าท้องก็อยากให้ทำให้ถูกต้อง ก็เลยมีการวางแผนจัดงานผูกข้อมือเล็กๆกัน โดยฝ่ายเราเรียกสินสอด เงิน100,000 บาททอง4 บาท ซึ่งเรารู้แหล่ะเงินเท่านี้หากันไม่ทันหรอก แล้วแฟนเราเค้าก็ไม่อยากให้พ่อแม่เขาต้องมาจ่ายเงินแทน เลยยืมเงินของพ่อเขามาเพื่อเป็นสินสอด โดยที่พ่อเขาเอาที่เข้าจำนองให้ (บ้านสามีเป็นเกษตรกรค่ะ) จากนั้นเราก็บอกแม่เราว่า เราอ่ะขอยืมเงินส่วนนี้เนี่ยจัดงานหน่อยนะ เพราะตอนนั้นเราก็ไม่มีเงินเก็บเลย เราไม่ได้อยากรบกวนใครด้วย ก็ตกลงกันตามนั้น เราก็จัดกันงานไม่ได้ใหญ่ แต่สิ่งที่ไม่ได้ตามที่แม่เรียกคือทอง4 บาท ซึ่งทางบ้านแฟนเราไม่ได้ให้ตรงนี้ แม่เรารู้สึกเสียหน้า และกลายเป็นฐิทิ มองว่าบ้านแฟนไม่ให้เกียรติครอบครัวเรา แต่แกพยายามที่จะไม่พูดเรื่องนี้นะคะ จบงานเราให้เงินแม่ไป35,000 บาท กลายเป็นเราติดหนี้แม่ 65,000 แฟนเราติดหนี้พ่อเขา 100,000 บาท
จนกระทั่งก่อนเราคลอดลูก2เดือน ช่วงนั้นธุรกิจยานยนต์ตก ทำให้ลูกค้าเราจำเป็นต้องเลิกจ้าง outsorce ซึ่งบริษัทเราเป็นหนึ่งในนั้น เราเลยรับแพ็คเกจจากบริษัท ได้มาเกือบๆ 500,000 บาท ซึ่งตอนนั้นเราต้องวางแผนเงินระยะยาวละ เพราะเราต้องคลอดลูก เราเลยเอาเงินใช้หนี้ทุกส่วนที่ใช้ได้ จ่ายค่าบ้านล่วงหน้า6เดือน คืนแม่ 65,000 ตอนงานแต่ง ใช้หนี้ของสามีทั้งหมด เพราะสามีเงินเดือนน้อยกว่าเราจำเป็นต้องปิดบัตรและหนี้เสียต่างๆ เงินที่เหลือเราซื้อทองไว้รับขวัญลูก ซื้อของใช้บางอย่าง และเก็บเงินสำหรับค่าคลอดเผื่อฉุกเฉินต้องผ่าตัด
หลังจากที่จัดการเสร็จแล้วเราก็กลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อกับแม่ และเดือนนั้นเองเช่นกัน เพื่อนพ่อที่ให้ยืมเงินมาบอกกับพ่อว่าอยากทำการเกษียณ ซึ่งเงินที่เขาให้ยืมเป็นเงินกู้จากสหกรณ์ จำเป็นต้องใช้เงินก่อนเขาจึงจะทำการเกษียณได้ เราก็นั่งคุยกันเลยค่ะ พ่อ แม่ เราและสามีเรา ว่าจะเอาไง บ้านนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา แต่เราออกจากงานแล้วไม่สามารถกู้ได้แน่ ส่วนพ่อแม่เราก็คือเกิน60 แถมไม่มีรายได้หลัก พี่ชายก็ไม่มีใครกู้ได้สักคน จึงตกลงให้แฟนเราเป็นผู้กู้ค่ะ ตอนนั้นเรากับแฟนยังไม่ได้จดทะเบียนกันนะคะ เขาเลยใช้สิทธิบริษัทในการกู้ จริงๆแล้วเราวางแผนที่จะมาซื้อบ้านอีกที่นึงที่ทำงานแฟนไม่ใช่บ้านเรา แต่เรื่องมันจำเป็นกว่าเลยต้องทำ หลังจากดำเนินเรื่องผลการกู้คือผ่าน เราเองเป็นคนจัดสรรเงินทั้งหมด เราส่งเงินที่เหลือคืนเพื่อนพ่อ ที่เหลือประมาณ600,000 บาทเราแบ่งครึ่งกับพ่อกับแม่ คนละ300,000 บาท โดยแฟนเราขอไปคืนพ่อเขาตอนที่ยืมเงินมาแต่งงานเท่านั้นค่ะ ในตอนนั้นคนที่ระแวงก็มีแค่แม่คนเดียว ถามว่าจะไว้ใจได้เหรอ เพราะบ้านต้องเป็นชื่อแฟนค่ะ เราเลยบอกว่าเดี๊ยวตอนจดทะเบียนสมรสเราจะให้สลักหลังเรื่องบ้านให้เป็นทรัพย์สินของลูกเราเท่านั้น แม่ก็ยังมีติงโน่นนี่ตามประสา
ผ่านมาประมาณ1 ปีได้ ช่วงนั้นเราเริ่มค้าขายจำเป็นต้องมีรถขนของ เพราะสถานที่ขายกับบ้านห่างกัน 20กิโล บ้านเรามีรถคันเดียว แล้วเวลาเราขายของพ่อเราต้องขี่มอเตอร์ไซต์ไปทำงาน เวลาหน้าฝนเราก็สงสารพ่อ บอกไม่ต้องมาช่วยขายก็ขี่มอเตอร์ไซต์ตากฝนไปหาเรา คือเราสงสารมาก ก็เลยคุยกับพ่อหารถเล็กๆสักคันไหม กำลังส่งพอมีอยู่ ก็เลยพากันไปดูรถ ซึ่งการดูครั้งนั้นครั้งเดียวแหล่ะที่ไม่ได้มีการปรึกษาแม่ ซึ่งก็แน่นอนค่ะ รถต้องเป็นชื่อแฟนเราเช่นเดียวกัน เพราะแฟนเรากู้ได้แค่คนเดียว แต่เราตกลงกับพ่อว่าจะช่วยพ่อออกครึ่งนึงจะได้ไม่รู้สึกว่ามีใครได้ใครเสีย พ่อเราอ่ะอะไรก็ได้ ก็ตามนั้น และก็เหมือนเดิมคือแม่ไม่พอใจ ทั้งไม่พอใจที่ไม่ปรึกษา และไม่พอใจที่รถเป็นชื่อของแฟนเรา
ผ่านมาได้3ปีกว่า แฟนเรายังทำหน้าที่ส่งบ้าน ส่งรถ ส่งเงินมาให้เราโดยที่เราไม่ต้องทำงานมีหน้าที่เลี้ยงลูกแต่แค่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนะคะ จะกลับบ้านแค่2อาทิตย์ครั้ง
ซึ่งทุกครั้งที่แฟนเรากลับบ้านอ่ะ เรารู้สึกอึดอัดเพราะแม่เราจะเปลี่ยนเป็นคนละคน จะตึงๆไม่พูดกับเรา ไม่พูดกับแฟนเรา ดุลูกเราเสียงดัง หรือไปไหนพร้อมกันแม่จะไม่พูด บางทีชวนไปก็ทำแบบไม่อยากไป ทั้งๆที่แกอ่ะเป็นคนชอบเที่ยว มาช่วงหลังๆนี่ยิ่งหนักคือถ้าแฟนเราซื้ออะไรมา แกจะไม่แตะต้องเลย ไม่ไปกินข้าวพร้อมกัน พอแฟนเรากลับถึงมาเป็นปกติ ซึ่งเราอ่ะรู้สึกอึดอัด ส่วนแฟนเราก็เหมือนรู้แหล่ะ แต่ไม่พูด