ภัยพิบัติจากเขื่อน Malpasset ในปี1959 นำไปสู่กฎหมายแต่งงานกับคนตาย




(ซากปรักหักพังของเขื่อน Malpasset ใกล้เมือง Frejus ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส Cr.ภาพ Chromoprisme (null) / Dreamstime.com)


ท่ามกลางเนินเขาต่ำ ๆ ทางเหนือของเมือง Frejus ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ไม่ไกลจากชายฝั่ง French Riviera มีซากที่แตกหักของเขื่อน Malpasset กำแพงกั้นแม่น้ำนี้สร้างเสร็จในปี 1954 ที่สร้างขึ้นเพื่อควบคุมการไหลของแม่น้ำ Reyran River และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและใช้ในบ้าน

สำหรับแม่น้ำ Reyran ที่มีความยาว 27 กม.นี้มีความผิดปกติมาก โดยในฤดูร้อน แม่น้ำ Reyran ที่มีความยาว 27 กม.นี้ยังคงแห้งสนิทเกือบตลอดทั้งปี แต่ในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ แม่น้ำจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แต่เขื่อนจะช่วยให้แม่น้ำมีน้ำตลอดทั้งปี

André Coyne ผู้สร้างเขื่อนที่มีประสบการณ์ได้รับเลือกให้สร้างเขื่อนโค้งข้ามหุบเขาแห่งนี้  ซึ่ง Coyne สร้างเขื่อนมาตลอดอาชีพการงานของเขา
โดยเป็นหัวหน้าวิศวกรของเขื่อนในแม่น้ำ Dordogne ตอนบน และในขณะที่อยู่ในตำแหน่งนั้น เขาได้ออกแบบเขื่อน Marèges ซึ่งรวมเอาความก้าวหน้าทางนวัตกรรมหลายประการมาใช้ในการออกแบบเขื่อน

จนในปี 1935 เขาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิศวกรรมเขื่อนขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส และระหว่างปี  1945 - 1953 เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยเขื่อนขนาดใหญ่  โดย Coyne ได้สร้างเขื่อนไว้ในสิบสี่ประเทศ ได้แก่ โปรตุเกส อินเดีย โมร็อกโก ซิมบับเวและแคนาดา
ส่วนการก่อสร้างเขื่อน Malpasset ได้เริ่มขึ้นในปี 1952 แล้วเสร็จในปี 1954 และหลังจากนั้นไม่นานการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำครั้งแรกก็เริ่มขึ้น

ซากปรักหักพังของเขื่อน Malpasset ใกล้เมือง Frejus ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส 
การเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำนั้น เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับน้ำจากแม่น้ำที่ไหลเพียงสามเดือนต่อปี
แม้ห้าปีต่อมาในปี 1959 น้ำในอ่างเก็บน้ำยังคงอยู่ต่ำกว่าด้านบนถึง 7 เมตร จากนั้น เมื่อการรั่วไหลขนาดเล็กเริ่มเกิดขึ้นที่ฝั่งขวาของเขื่อนซึ่งเป็นสัญญาณลางร้ายของสิ่งที่จะตามมา

ในปีนั้น ภูมิภาคนี้มีฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเกือบ 5 เมตร แทนที่จะเปิดสปิลเวย์เพื่อลดแรงกดดันต่อเขื่อน กลับมีการตัดสินใจที่จะรับน้ำให้เต็มเขื่อน เพราะการเปิดวาล์วระบายน้ำออกจะขัดขวางการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สาย Marseille-Nice ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งก.ม. โดยในตอนเย็นของวันที่ 2 ธันวาคม 1959 ระดับน้ำในเขื่อนถึงจุดสูงสุดของคันกั้นคอนกรีตเป็นครั้งแรก และ 4 เมตรสุดท้ายถูกเติมเต็มภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ต่อมาในคืนนั้น กำแพงบาง ๆ ของเขื่อนก็พังทลายลงภายใต้น้ำหนักที่มากของน้ำ และคลื่นขนาดใหญ่ได้พัดผ่านหุบเขาทำลายโครงสร้างทั้งหมด รวมทั้งบ้าน ถนน ทางรถไฟ โทรศัพท์ และเครือข่ายไฟฟ้าไปจนถึงชุมชน Fréjus 

โดยเศษคอนกรีตขนาดใหญ่จากเขื่อนที่แตก ซึ่งบางจุดมีน้ำหนักมากถึง 600 ตันอยู่ห่างออกไปมากกว่าหนึ่งไมล์ มีผู้คนกว่า 400 คนเสียชีวิตและ 7,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย  ซึ่ง André Coyne หัวหน้าวิศวกรของเขื่อนได้รับผลกระทบอย่างมากจากโศกนาฏกรรมและเสียชีวิตไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา

เขื่อน Malpasset ก่อนที่มันจะถล่ม Cr.ภาพ: www.fluidsandco.com
บทเรียนที่สำคัญจากภัยพิบัตินี้คือ ความสำคัญที่ต้องเข้าใจธรณีวิทยาของหินที่จะสร้างเขื่อนอย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม ที่สุดของผลที่ตามมาในทันทีของความล้มเหลวของเขื่อนคือ การวางกฎหมายที่รับรองการแต่งงานกับคู่ชีวิตที่ตายไปแล้ว

ซึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตเหล่านั้น มีชายหนุ่มที่ชื่อ André Capra ซึ่งหมั้นกับ Irène Jodart แฟนสาวที่ตั้งครรภ์แล้ว แม้คู่ของเธอจะเสียชีวิต แต่ Jodart ก็มีความตั้งใจที่จะแต่งงานกับเขา โดยในสัปดาห์ต่อมาเมื่อประธานาธิบดี de Gaulle ไปเยี่ยมเมืองๆหนึ่ง  Jodart ขอร้องให้เขาอนุญาตให้เธอทำตามแผนการแต่งงานที่ตั้งไว้ แม้ว่าคู่หมั้นของเธอจะจมน้ำตายไปแล้วก็ตาม

ซึ่งประธานาธิบดี de Gaulle ก็ตกลงที่จะพิจารณาเรื่องนี้ จากนั้นภายในหนึ่งเดือน รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ อนุญาตให้มีการเฉลิมฉลองการแต่งงานได้ หากคู่สมรสในอนาคตคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต โดยให้ทำการรวบรวมข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่แสดงให้เห็นความยินยอมของเขาหรือเธอ


ต่อมา มีแม่หม้ายและหญิงม่ายหลายร้อยคนได้ยื่นขอการแต่งงานสำหรับการแต่งงานหลังการตายตั้งแต่นั้นมา ซึ่งใครก็ตามที่ต้องการแต่งงานกับคนตาย
จะต้องส่งคำขอไปยังประธานาธิบดี จากนั้นจะส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะส่งไปยังอัยการในเขตอำนาจศาลที่ผู้รอดชีวิตยังมีชีวิตอยู่

หากอัยการพิจารณาว่าทั้งคู่วางแผนจะแต่งงานกันก่อนเสียชีวิต และหากพ่อแม่ของผู้ตายเห็นชอบ อัยการจะส่งคำแนะนำกลับไปยังประธานาธิบดี ซึ่งในที่สุดก็จะลงนามในคำสั่งอนุญาตให้แต่งงานได้  โดยทุก ๆ ปีทางการฝรั่งเศสได้รับคำร้องขอแต่งงานมรณกรรมประมาณ 50 ครั้งแต่ได้รับการอนุมัติประมาณ 20 คนเท่านั้นซึ่งหลายคนแต่งงานด้วยคุณค่าทางอารมณ์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การแต่งงานมรณกรรมมีบทบาทในทางปฏิบัติเช่น หากผู้หญิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังกำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกับกรณีของ Irène Jodart การแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นลูกหลานที่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อที่ตายไป และทายาทตามกฎหมาย
ซึ่งจริงๆแล้ว การแต่งงานกับคนตายแบบนี้ มีขึ้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อแฟนสาวที่เสียใจต้องการรับรองความชอบธรรมของลูก ๆ ที่พ่อของพวกเขาเสียชีวิตก่อนที่แต่งงานกัน


ที่มา
- Burst of a dam, French Ministry for Sustainable Development
- Malpasset Dam, damfailures.org
- Did you know: Why marrying dead people is possible in France, The Local
- Craig S. Smith, Paris Journal; A Love That Transcends Death Is Blessed by the State, The New York Times
 


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่