จากทหารรับจ้างฝรั่งเศสสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี เส้นทางสายอำนาจของ เหงียน วัน เถี่ยว (Nguyễn Văn Thiệu)

ถ้าพูดถึง 'สงครามเวียดนาม' ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นระเบิดนาปาล์มหรือชัยชนะของเวียดนามเหนือ... แต่ในอีกฟากหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ มีชายคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเวียดนามใต้ ชายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นความหวัง แต่ในตอนท้ายกลับต้องจากบ้านเกิดไปพร้อมกับหยดน้ำตาและสุนทรพจน์ที่ก่นด่ามิตรแท้อย่างอเมริกาอย่างเจ็บแสบ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปย้อนรอยชีวิตของ เหงียน วัน เถี่ยว (Nguyễn Văn Thiệu) ผู้นำที่โลกอาจจะจดจำเขาในฐานะ 'ผู้แพ้' แต่เบื้องลึกเบื้องหลังชีวิตเขามันมีอะไรมากกว่านั้น




    ย้อนกลับไปในปีคริสตศักราชที่ 1923 ณ จังหวัดนิญถ่วน (Ninh Thuan) ทางชายฝั่งตอนกลางของเวียดนาม Nguyễn Văn Thiệu ได้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1923 แต่รายงานบางฉบับกล่าวว่า Thiệuอาจจะเกิดในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1924 อย่างไรก็ตามเขาก็ได้เลือกวันที่5เมษายน เป็นวันเกิดของเขาเนื่องจากเป็นมงคลมากกว่า Thiệuเป็นบุตรคนสุดท้องจากพี่น้องทั้ง5คน บิดาของเขา Nguyễn Phan Chung ชาวนาและเจ้าของที่ดินขนาดกลางในฟานรัง Thiệuเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส แต่เนื่องจากในสมัยนั้นการศึกษาดีๆ มีราคาสูงมาก พี่ชายของเขาเลยกลายเป็นคนช่วยออกเงินส่งเสียให้Thiệuได้เข้าเรียนในโรงเรียนหรูๆ ที่ฝรั่งเศสมาเปิดไว้ ซึ่งถือเป็นคอนเนคชันชั้นยอดที่ทำให้เขาได้คลุกคลีกับวัฒนธรรมและระบบระเบียบแบบตะวันตกมาตั้งแต่เด็ก

แม้ว่าในตอนนั้นThiệuจะยังไม่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิกเหมือนพวกชนชั้นนำ (เขาเพิ่งมาเปลี่ยนศาสนาตามภรรยาหลังจากแต่งงานในภายหลัง) แต่เขาก็ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนใน École Pellerin ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือลาซาลระดับท็อปที่ตั้งอยู่ในเมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์เหงียน
โรงเรียนแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการบริหารโดยชาวฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนที่บ่มเพาะ 'หัวกะทิ' ของประเทศในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากที่เขาเก็บเกี่ยววิชาความรู้จนจบการศึกษา Thiệuก็ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่นิญถ่วน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี1942 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส รวมถึงนิญถ่วนบ้านเกิดของThiệuด้วย แต่เขาก็ใช้ชีวิตแบบปกติ ทำนาปลูกข้าวช่วยกิจการของครอบครัวถึง3ปีเต็มๆ จนจบสงครามโลกครั้งที่สอง




ซ้าย:ประธานาธิบดี Hồ Chí Minh แห่งเวียดนามเหนือ ขวา:ประธานาธิบดี Nguyễn Văn Thiệu แห่งเวียดนามใต้

หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่2 Thiệu ได้ทิ้งคันไถและหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับกองกำลัง "เวียดมินห์" ที่นำโดย Hồ Chí Minh โดยเป้าหมายของเขานั้นคืออยากจะเห็นเวียดนามบ้านเกิดของเขาเป็นเอกราช และหลุดพ้นจากโซ่ตรวนของระบอบเจ้าอาณานิคมไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นก็ตาม แต่สภาพการฝึกในป่านั้นห่างไกลกับกองทัพที่น่าเกรงขามเป็นอย่างมาก กลุ่มของThiệu ไม่มีแม้แต่ปืนไรเฟิลสักกระบอก เขาต้องไปนำไม้ไผ่มาเหลาเป็นอาวุธ และฝึกกลางลานดินโล่งๆในป่าทึบ แต่ด้วยความฉลาดและไหวพริบของเขา Thiệuได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็น "หัวหน้าเขต" อย่างรวดเร็ว

แต่หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเพียงแค่1ปี (1946) เมื่อกองทัพฝรั่งเศสยกพลกลับมายังเวียดนามใต้ Thiệuก็ได้แปรพักตร์หนีออกมาจากเวียดนามเหนือ หันหลังให้กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขาแบบดื้อๆ โดยเขาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า

   "แค่เดือนสิงหาคมปี 46 (1946) ผมก็ตาสว่างแล้วว่าพวกนี้คือคอมมิวนิสต์... พวกเขายิงคนทิ้งเป็นว่าเล่น ล้มล้างอำนาจในหมู่บ้าน แถมยังยึดที่ดินชาวบ้านไปทั่ว"

การตัดสินใจครั้งนี้แหละครับ คือตราบาปที่กลุ่มเวียดนามเหนือใช้ตราหน้าเขาไปตลอดชีวิต และมันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็น "ศัตรูหมายเลขหนึ่ง" ของระบอบคอมมิวนิสต์นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา


หลังจากที่ละทิ้งอุดมการณ์ในป่ามา Thiệuตัดสินใจเดินทางไปไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ Thiệuได้ทำงานรับจ้างขนของในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะได้กลับมาเดินสายของชนชั้นนำอีกครั้ง โดยการสนับสนุนจากพี่ชายของเขา Nguyễn Văn Huế ทนายความโปร์ไฟล์ดีที่จบจากปารีสและทำงานให้กับรัฐบาลไซ่ง่อนอยู่ในขณะนั้น Huế ได้สนับสนุนให้Thiệu น้องชายของเขาได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนนายเรือพาณิชย์ และก็สามารถเรียนจนจบได้ประดับยศทหารภายในเวลาเพียงแค่ปีเดียว แต่ชีวิตในฐานะนายเรือพาณิชย์สำหรับเขามันไม่ได้ราบรื่น และได้ทิ้งบาดแผลในใจเขาตั้งแต่วันนั้น Thiệuเริ่มมีความรู้สึกว่า เขาถูกปฎิบัติแบบสองมาตรฐาน และเงินเดือนของเขาก็ตํ่าเตี้ยเรี่ยดินมากๆ ถ้าเทียบกับเพื่อนร่วมงานของเขาที่เป็นชาวฝรั่งเศสและอเมริกัน อยู่ได้ไม่นานเขาลาออกจากอาชีพนี้ทันที เนื่องจากเขามองว่า เขาถูกปฎิบัติแบบพลเมืองชั้นสองทั้งที่นี้คือแผ่นดินเกิดของเขาและเขาก็เป็นพลเมืองของเวียดนาม


เมื่อทางน้ำไม่ใช่คำตอบ Thiệuจึงหันหน้าเข้าสู่สมรภูมิทางบก ในปี 1949 เขาตบเท้าเข้าเรียนที่ โรงเรียนนายทหารแห่งชาติในเมืองดาลัด จนเรียนจบเป็นร้อยโทในรุ่นที่ 1 ของกองทัพบกเวียดนาม (ยุคที่จักรพรรดิบ๋าวได่พยายามสร้างกองทัพขึ้นมาคานอำนาจกับคอมมิวนิสต์)


ร้อยโททหารราบ Nguyễn Văn Thiệu ในปี1951

Thiệuเริ่มต้นอาชีพทหารด้วยการด้วยการเป็นผู้บัญชาการหมวดทหารราบ เขาสามารถโจมตีและปราบปรามกองกำลังของเวียดมินห์ได้อย่างเด็ดขาด ความเก่งกาจและเป็นเลิศในด้านการวางแผน ทำให้ฝรั่งเศสได้ส่งร้อยโทหนุ่มคนนี้ ไปศึกษาที่วิทยาลัยเสนาธิการ Académie militaire de Saint-Cyr Coëtquidan ที่ฝรั่งเศส แต่ถึงแม้Thiệuจะเป็นนายทหารดาวรุ่ง และฝีมือฉกาจ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลไซง่อนกลับมองThiệuเป็นแค่ เด็กบ้านนอกที่อยากจะมาเป็นเจ้านายคนในเมือง ด้วยแบบนี้ Thiệuจึงเริ่มมีพฤติกรรมเถื่อนๆในการรบ เขามักจะขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่เรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยชัยชนะเหนือกองกำลังเวียดมินห์ในทุกครั้ง

ในปี1954 กองกำลังเวียดมินห์ได้บุกเข้ามากบดานในเมืองฟานรังบ้านเกิดของThiệu โดยกองกำลังเวียดมินห์ประเมินว่า Thiệuไม่กล้าสั่งโจมตีหมู่บ้านอันเป็นบ้านเกิดของตัวเองอย่างแน่นอน แต่Thiệuที่ในขณะนั้นเป็นพันตรี เขาได้สั่งโจมตีและยึดเมืองฟานรังคืนมาจากกองกำลังของคอมมิวนิสต์สำเร็จ กองกำลังเวียดมินห์เสียชีวิตยกกองพล แต่ก็แลกมาด้วยชีวิตอันบริสุทธิ์ของชาวบ้านนับสิบที่ถูกลูกหลงและเสียชีวิตในเหตุการณ์การโจมตีนี้ ภายหลังเขาให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้เป็นคนคิดให้โจมตีเมืองฟานรัง และถูกกดดันให้ทำแบบนั้น


ผลการลงประชามติ ในปี1955 Ngô Dinh Diếm เป็นประธานาธิบดีเวียดนามใต้คนแรก

หลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่ เดียนเบียนฟู และมีการลงนามในข้อตกลงเจนีวา (Geneva Accords) ผลที่ตามมาคือฝรั่งเศสต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลังจากปกครองมาเกือบร้อยปี ทิ้งให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนที่เส้นขนานที่ 17 จักรพรรดิ Bao Dai ประมุขแห่งรัฐเวียดนามใต้ ได้แต่งตั้งชายคนนึงที่ชื่อ Ngô Dinh Diếm เป็นนายกรัฐมนตรี Diemเป็นคาทอลิกเคร่งครัด มาจากตระกูลขุนนางเก่า Diemต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่ง แถมยังไม่ชอบฝรั่งเศส ภายหลังDiem แตกคอกับ Bao Dai และสภาพประเทศที่ร่อแร่ จึงได้มีการจัดทำประชามติให้ประชาชนเป็นคนเลือกว่า จะคงระบอบจักรพรรดิไว้ หรือเปลี่ยนให้เป็นสาธารณรัฐ ผลปรากฏว่า Diemชนะเกินครึ่ง Diemจึงสถาปนาสาธารณรัฐเวียดนามใต้และขับไล่จักรพรรดิBao Daiออกไปสำเร็จ


ประธานาธิบดี Ngo Dinh Diem

ขณะนั้นเอง พันโท Nguyễn Văn Thiệu ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนนายทหารแห่งชาติดาลัด เขาสนใจเหตุการณ์บ้านเมืองภายนอกเป็นอย่างมาก Thiệuตระหนักดีว่าลูกศิษย์ของเขาที่ขณะนี้เป็นนักเรียนนายร้อย จะต้องเติบโตไปเป็นนายพลนายพัน Thiệuจึงเริ่มสร้างระบบอุปถัมภ์ในโรงเรียนนายร้อยแบบเงียบๆ เพื่อที่จะได้ใช้นายทหารเหล่านั้นเป็นมือเป็นเท้าให้เขาในวันที่เขาผันตัวไปเล่นการเมือง ในช่วงปี 1957 และ 1960 Thiệuถูกส่งไปชุบตัวที่สหรัฐอเมริกาถึงสองครั้ง เขาไปเรียนรู้ศาสตร์การรบสมัยใหม่ที่ ฟอร์ตเลเวนเวิร์ธ (Fort Leavenworth) และฝึกอาวุธหนักที่ ฟอร์ตบลิส (Fort Bliss) รวมถึงไปดูงานการวางแผนรบที่โอกินาวาด้วย เขาได้เรียนรู้ "วิธีคิด" ของคนอเมริกันอย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งจะมีผลมากในตอนที่เขาต้องดีล (หรือขัดแย้ง) กับทำเนียบขาวในอนาคต

ในช่วงปี1963 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นในเวียดนามใต้ คือวิกฤตการณ์ชาวพุทธ ปัญหาหลักคือ ประธานาธิบดี Ngô Dinh Diếm ที่เคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ได้เกิดแย้งกับชาวพุทธที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ จนเกิดการเลือกปฎิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวคาทอลิกในการรับราชการทุกแขนง หรือการจำกัดสิทธิชาวพุทธในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ แต่ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายคือการสั่งแบนห้ามประดับธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในวันวิสาขบูชา เรื่องเริ่มลามปามเมื่อกองกำลังของรัฐบาลยิงเข้าไปในฝูงชนที่กำลังประท้วงเรื่องการสั่งห้ามประดับธงพุทธศาสนาในเมืองเว้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย (รวมถึงเด็กๆ ด้วย) จึงเกิดประท้วงใหญ่ทั่วเวียดนามใต้




วันที่ 11 มิถุนายน 1963 กลางสี่แยกในไซง่อน พระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า Thích Quảng Đức ได้นั่งสมาธิลงกลางถนน แล้วให้พระรูปอื่นราดน้ำมันเบนซินท่วมตัวก่อนจะจุดไฟเผาตัวเอง เพื่อประท้วงนโยบายของDiem
ภาพพระภิกษุที่นั่งนิ่งสงบท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชน กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกครับ และที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือคำพูดของ Madame Nhu น้องสะใภ้ของDiem ที่ออกมาเหน็บแนมเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเพียงการ "บาร์บีคิวพระ" (Monk barbecue)

  "ฉันจะปรบมือให้ด้วยซ้ำ ถ้าได้เห็นการ 'บาร์บีคิวพระ' อีกครั้ง"
(I would clap hands at seeing another monk barbecue show.)


หลวงพ่อ Thích Quảng Đức


มรณสักขีที่ไซง่อน


Thiệu ถึงแม้จะเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัดแต่เขาและภรรยากลับไม่เห็นด้วยที่Diemได้ตัดสินใจทำแบบนี้ โดยความที่รู้ว่า ประธานาธิบดีJFK แห่งสหรัฐอเมริกา ก็เบื่อหน่ายกับนิสัยและการปกครองของDiemมากๆ Thiệuรู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานสหรัฐอเมริกาจะไฟเขียวให้มีการปฎิวัติขึ้นในเวียดนามใต้

ในแวดวงทหารเวียดนามใต้ตอนนั้น ทุกคนรู้ดีว่าThiệu คือทหารสาย "Safe Play" คือถ้าไม่ชัวร์จะไม่ขยับ แต่เหตุการณ์วิกฤตชาวพุทธมันบีบจนอเมริกาเริ่มส่งสัญญาณ "ไฟเขียว" ให้คณะนายพล นำโดย Dương Văn Minh วางแผนล้มตระกูลโง

Thiệuได้รับมอบหมายภารกิจที่สำคัญที่สุด นั่นคือการนำ กองพลที่ 5 ของเขาเคลื่อนกำลังเข้าสู่ใจกลางไซง่อนเพื่อล้อมทำเนียบประธานาธิบดี


รัฐประหาร 1 พฤศจิกายน 1963

ในช่วงแรกของการรัฐประหาร Diemพยายามติดต่อหาเหล่านายพลเพื่อถามว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" Thiệuและคณะนายพลใช้วิธีปิดปากเงียบและดำเนินการต่อตามแผน
เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน หลังจากมีการระดมยิงทำเนียบอย่างหนัก จนในที่สุดDiemและน้องชาย (Ngo ding nhu) ต้องยอมจำนนและหนีไปกบดานที่โบสถ์คาทอลิกในย่านCholon ก่อนจะถูกสังหารบนรถหุ้มเกราะในเวลาต่อมา


Ngo dinh diem เสียชีวิตท้ายรถหุ้มเกราะหลังการรัฐประหาร 1 พฤศจิกายน 1963
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่