เรื่องสั้น โทรศัพท์พิศวง

เรื่อง                  โทรศัพท์พิศวง
เรื่องโดย            นัฐพันธ์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

            สมัยนี้ใครๆเขาก็นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์กันแล้ว ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน หากการเรียนการสอนใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ล้าสมัยไป

            ยิ่งสมัยใหม่เด็กๆต่างต้องการสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย จะมานั่งท่องจำแบบแต่ก่อนก็คงเป็นไปได้ยาก ผมจึงรังสรรค์ครูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่มาให้เด็กๆได้เรียน แต่ก็ไม่รู้ว่าเด็กๆจะสนใจมากน้อยแค่ไหนนะครับ คงต้องรอฟีดแบคกลับมา

            วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนหลังจากที่ปิดเรียนไปช่วงโควิด ทางโรงเรียนได้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยแก่เด็กๆเป็นอย่างดี แม้เครื่องไม้เครื่องมือบางอย่างทางโรงเรียนจะไม่มีงบประมาณให้บุคลากรก็ตาม แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูจึงทำให้ผมและคุณครูท่านอื่นๆร่วมกันหามาให้นักเรียน ไม่ว่าจะหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ เป็นต้น

            วกกลับมาที่เรื่องการเรียนการสอนกันดีกว่าครับ อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นเรื่องที่ผมจะทำสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ที่เด็กๆจะสนุกไปพร้อมกับความรู้ที่สอดแทรก วันแรกที่เปิดเรียน ผมจึงทดลองให้เด็กๆเล่นเกมส์โดยใช้โทรศัพท์มือถือในการเรียน เด็กๆที่มีมือถือต่างก็นำมาใช้ในการเรียน ส่วนเด็กที่ไม่มีผมก็เตรียมการมาอย่างดีเพื่อไม่ให้เด็กแต่ละคนมีความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ใครไม่มีก็จับคู่เล่นเกมส์ซึ่งมันก็ได้ผล แถมเด็กๆยังสามัคคีกันอีกต่างหาก เราใช้โทรศัพท์มือถือในการบูรณาการสอน ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ เด็กๆหลายคนต่างสนุกสนาน ชอบใจ ไม่มีใครน้อยเนื้อต่ำใจ เรื่องที่ไม่มีโทรศัพท์ คนไม่มีก็แบ่งปันกัน เกิดเป็นมิตรภาพ ซึ่งในช่วงการเรียนการสอนมันเป็นชั่วโมงที่ผ่านไปไวมาก เด็กสนุกสนานจนลืมเวลาไปเลย

            “สนุกมากๆครับครูบอม” เด็กชายร่างอวบพลางส่งยิ้ม

            “ชั่วโมงหน้าเอามาเล่นอีกนะคะครู” 

เด็กหญิงผมเปียบอกกับผม ซึ่งเด็กๆทุกคนต่างก็สนุกสนานจนผมยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว ซึ่งก็เท่ากับว่าสื่อการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กพวกนี้ได้เป็นอย่างดี จากเดิมที่บางคนชอบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นในเวลาเรียน ทุกคนต่างก็พร้อมใจที่จะหันมาร่วมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความรู้ สนุกสนาน 

แต่ท่านผู้อ่านครับ เรื่องมันไม่ได้จบแต่เพียงเท่านั้นนะสิครับเพราะสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ผมพยายามเสนอโรงเรียนเกิดมีครูบางท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กใช้โทรศัพท์ในการเรียน ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้าทั้งๆที่ความเป็นจริง การมีโทรศัพท์ในสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร มิหนำซ้ำโทรศัพท์ยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วและอีกอย่างต่อให้ไม่มีโทรศัพท์คุณคิดเหรอว่าเด็กจะไม่นอกลู่นอกทาง สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมคิดไม่ตกกับความคิดของครูบางท่านที่ชอบคิดแทนคนอื่น 

            “การให้เด็กนำโทรศัพท์มาโรงเรียน เด็กอาจจะเสียการเรียนและทำให้เด็กๆนอกลู่นอกทางได้” ครูท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเรื่องถูกนำเข้าในที่วันประชุม

            “ไหนจะเรื่องความเหลื่อมล้ำกันอีก เด็กโรงเรียนเราใช่ว่าจะมีโทรศัพท์ด้วยกันทุกคนนะคะ”

            “พอเด็กเอาโทรศัพท์มาการเรียนแย่กว่าเดิมค่ะ เพราะเด็กเอาแต่เล่นโทรศัพท์” มีอีกหลากหลายความคิดเห็นที่ถูกเสนอมา และเกือบๆทุกความเห็นมันดันอยู่ในแง่ลบเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราก็ต้องเคารพในสิทธิของแต่ละคนที่ออกความคิดเห็นในครั้งนี้

            “แต่ผมเห็นว่า เด็กที่เอาโทรศัพท์มาโรงเรียนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเรียนได้นะครับเพราะสมัยนี้อะไรๆก็ใช้เทคโนโลยีด้วยกันทั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องเสียหายตรงไหนนี่ครับ” ผมแสดงความเห็นออกไป ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจหรือถูกใจใครก็ได้

            “แต่อย่าลืมว่ามันไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะรักเรียน บางคนก็มัวแต่เล่นจนลืมท่องจำตำหรับตำราจนจนสอบตกนะคะ” ครูท่านนั้นเอ่ยในที่ประชุม 
“อีก อย่างโทรศัพท์มันไม่จำเป็นกับเด็กลยนะคะ เด็กจะมาเปิดดูสื่อลามกอนาจารได้” 

ผมได้แต่รับฟังเพราะถึงอย่างไรผมก็ต้องเคารพในสิทธิของการแสดงความคิดเห็น ท่านผอ. จึงเสนอให้ในที่ประชุมยกมือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คงไม่ต้องบอกหรอกนะครับว่าผลเป็นอย่างไร เฮ้อ ผมถอนหายใจแรงๆไอ้เราก็สร้างเกมส์ นำเกมส์มาช่วยสอนเพิ่มสีสันในห้องเรียน โครงการนี้ก็ต้องพับเก็บแบบถาวร ไว้เจอกันใหม่เมื่อมีโอกาส

            เช้าวันใหม่ วันนี้ผมมาโรงเรียนแต่เช้าเพราะมีเวรที่หน้าประตู คิดถึงเรื่องเมื่อวานที่เข้าประชุมแล้วอดที่จะขำให้กับตัวเองและอนาคตของเด็กๆไม่ได้ที่เราจะต้องอยู่กับคนหลงยุคแบบนี้ ผมได้แต่คิดไปถึงคำพูดที่เคยได้ยินมาว่า “อนาคตจะกลืนกินอดีต” มันเป็นอะไรที่บาดลึกจริงๆกับคำพูดนี้เพราะอนาคตจะมีอะไรใหม่ๆเทคโนโลยี การพัฒนา เมื่อมันมาถึงมันจะกลืนไปกับความล้าหลังที่ตามไม่ทันไปจนหมดสิ้น

            “ช่วยด้วยค่ะครูบอม” เสียงร้องตะโกนของเด็กดังไล่มาตามทาง ผมรีบหันไปมองด้วยความสงสัยปนตกใจ

            “ครูกิ่งแก้วโดนโจรกระชากกระเป๋าและทำร้ายค่ะ” เด็กนักเรียนหญิงพูดไปทำหน้าเหนื่อยหอบไป ด้วยความตกใจผมรีบวิ่งไปดูที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างจากหน้าโรงเรียนพอสมควร  ภาพที่เห็น ครูกิ่งแก้วซึ่งมีอายุ 50 กว่า           นั่งเลือดกบปากสะบักสะบอมนั่งร้องไห้อยู่

            “ทำไม เธอเห็นแล้วไม่โทรแจ้งตำรวจล่ะ ถ่ายคลิปไว้ก็ได้จะได้มีหลักฐาน” ครูกิ่งแก้วพลางโมโหเมื่อเด็กๆที่อยู่ตรงแถวนั้นไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจเลยซักคน

            “พวกหนูไม่ได้เอาโทรศัพท์มาค่ะครู” เด็กสาวทิ่วิ่งไปตามผมบอกเสียงสั่น

            “งี่เง่า แล้วทำไมไม่พกติดตัวมาด้วยล่ะ โทรศัพท์มันจำเป็นมากรู้มั้ย” ครูกิ่งแก้วตวาด

            “ก็ครูกิ่งแก้วบอกทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้เอาโทรศัพท์มานี่คะ ครูกิ่งแก้วบอกว่าไร้สาระ”
ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีจากที่ฟังเด็กสาวบอกไป
 
 
29/12/63  14:55 น.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่