เรื่องสั้น : ความรัก (มัธยม)

กระทู้สนทนา
ความรัก
 
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้






ภาพความหลังย้อนผุดขึ้น
 
ลึกกว่าเดิมลงไปอีกครั้ง
 
หลังจาก
 
กดยกเลิกขอเป็นเพื่อนกับเธอในเฟซบุคไม่ถึงชั่วโมง



ย้อนลึกไปถึงก่อนจะแยกกันเข้ารั้วมหาวิทยาลัย
 
ร่างชายเพิ่งเข้าวัยหนุ่มในชุดนักเรียนปักชื่อ นามสกุลด้วยอักษรสีน้ำเงิน 
พร้อมจุดแดงๆสามจุดบนชื่อ ด้านซ้ายอกเสื้อ แสดงว่าอยู่ ม.ปลายปีที่3 หรือ ม.6
( เพราะถ้าเป็นจุดสีน้ำเงินจะเป็น ม.ต้น) 
ด้านขวาเป็นตราโรงเรียนประจำอำเภอ พร้อมรหัสประจำตัวนักเรียน  ในจังหวัดทางภาคอิสาน
 
กำลังยกโต๊ะ ให้เพื่อนผู้หญิงสองสามคนกวาดห้องหลังหมดคาบเรียน 
 
เพื่อนร่วมห้องผู้ชายออกไปเกือบหมดแล้ว 
มีแต่เสียงตะโกนแว่วๆว่า ให้ตามไปเล่นบอลที่สนามบาสข้างอาคาร
เพราะยังเหลือเวลาอีกคาบหนึ่งก่อนโรงเรียนเลิก 
แต่ครูประจำวิชาต้องไปประชุมเรื่องงานสำคัญ
 
ที่จริงมันก็ไม่ใช่หน้าที่เวรประจำวันของเขาหรอก 
แต่มันเป็นเหตุผลเล็กๆ ที่อยากจะมา
 
 อยู่กับเธอคนนั้น
 
หนึ่งในเพื่อนผู้หญิง 
ที่เป็นสาวหน้าตาสดใส ตาตี่ๆ  
ผมม้าใส่แว่นตากลมโตแบบโบราณ 
หัวเราะเสียงดัง ผิวขาวเพราะเป็นลูกคนเชื้อสายจีน
 
ไม่ใช่คนสวย
แต่เขากลับแอบชอบรอยยิ้มของเธอเสียมากกว่า
 
ทำตัวติ๊งต๊อง โก๊ะๆ 
ไม่รู้จะบรรยายให้เป็นคำในสมัยนี้ได้ว่าเป็นแบบไหน
เอาเป็นว่าน่ารักสดใสมากกว่าความสวย
 
ที่คนอื่นพึงประเมินความชอบต่อใครเป็นอันดับแรก
 
ตัวเขาเองกลับเป็นคนจริงจัง 
เหมือนจะทิ้งความสดใสในวัยรุ่นที่ควรจะมี 
เพราะมีภาระทางบ้านเยอะกว่าหลายๆคนในห้อง
 
เป็นลูกคนไทยหน้าตาก็ไม่ดีหรอกแต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่น่ามอง
ให้คะแนนหน้าตาตัวเองคงจะผ่านไปด้านหน้าตาดี
แค่เส้นยาแดงผ่าแปดแล้วเอาแว่นขยายมาส่องซ้ำ 
อนุโลมให้ผ่านเพราะเมื่อยตาที่จะส่องมากกว่า

ได้มาเรียนห้องคิงส์(สมัยนั้นเรียกห้องเก่งของสายชั้น)เพราะอาศัยขยันมากกว่า
 
ที่จริงเขาต้องไปเข้าซ้อมเล่นตรีไทยต่อ 
และทำการคัดตัวไปประกวดแต่งร้อยกรองของโรงเรียนอีกต่างหาก
 
สมัยนั้นไม่ได้มีเชิงความคิดในเรื่องชู้สาว
เหมือนเด็กๆทุกวันนี้ในเรื่องเพศที่หาข้อมูลกันง่ายๆในโลกไซเบอร์
 
การสื่อสารตอนนั้นก็จะมีเพียงจดหมาย
 
โทรศัพท์บ้านเพิ่งมีเข้ามาไม่กี่ปี 
 
นานๆถึงจะมีเสียงดังขึ้นสักครั้ง
 
แม้ครั้งเดียวแทบจะวิ่งแย่งกันมารับ
เพื่อได้สิทธิ์พูดรับสายบ้าง 
ด้วยการกำชับว่า
 ถ้าจะเป็นคนรับ ต้องพูดให้เพราะ 
และถามว่าใครโทรมาให้รู้เรื่องก่อนไปบอกพ่อกับแม่ให้มารับสายต่อ
 
วันนี้เป็นเวรทำความสะอาดห้องของเธอ 

แต่เขาเสแสร้งเอาการบ้านที่ทำเสร็จตั้งแต่กลางวัน
ขึ้นมาทำต่อเป็นข้ออ้างไม่ไปเล่นบอลกับพวกผู้ชาย
 
เพราะเกรงจะเสียเวลาในช่วงเย็น 
ทั้งเล่นกีฬา ซ้อมดนตรีไทย ติวแต่งกลอน ก่อนกลับบ้าน
และยังต้องไปช่วยงานที่บ้านต่ออีก
 
ทำท่าทำการบ้านหลอกๆเพิ่งเสร็จ 

แล้วก็เดินมาช่วยยกเก้าอี้ขึ้นบนโต๊ะให้เกือบทุกตัว 
 

ไม่ได้ต้องการทำคะแนนหรือทำให้เธอรู้สึกว่าต้องรู้สึกดีกับเขา
เพียงแค่ว่ากลัวแรงที่ไม่ค่อยมีของเธอจะยกไม่ไหว
 
และอยากเฉไฉมาอยู่ใกล้ๆแบบเนียนๆ
เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลไหนเข้ามาพูดคุยได้ดีมากกว่าโอกาสแบบนี้แล้ว
 
จะว่าเจ้าเล่ห์ก็ตามใจนะครับ  

 ไม่รู้จะใช้ไม้ไหนในการติดต่อ
แต่แบบว่าสมัยก่อนอย่าว่าแต่โทรศัพท์มือถือ
แพกลิงค์ก็ไม่มี (ใครที่อ่านเกิดไม่ทันก็ไปหาข้อมูลเอาเองนะครับ)
 
เพื่อนที่ออกกระตุ้งกระติ้งก็พอรู้เลาๆว่าเขาอยู่ทำอะไร 
 
แกล้งมายืนค้อนใส่แล้วประชดเชิงแซวใกล้ๆ
“พวกผู้ชายไปไหนหมดยะ ?ทิ้งฉันผู้บอบบางมาทำงานกรรมกรอยู่คนเดียว” 

เราก็ทำหน้าตายไม่พูดอะไร 

หล่อนเชิดใส่แล้วสะบัดก้นงอนๆออกไปลบกระดาน
แล้วเอาไม้เรียวตีฝุ่นชอล์กของแปรงลบกระดานดำต่อที่หน้าต่าง
 
เพื่อนที่เป็นเวรผู้ชายก็ไปเล่นบอลกันหมดกะให้สาวๆทำเวรให้เสร็จ 
ไม่มีใครว่าอะไรอยู่แล้วเลยวัยที่จะฟ้องครูกันแล้ว
 
“ขอบใจนะ”

 เสียงเอ่ยเบาๆ พร้อมขยับแว่น 

เมื่อเก้าอี้ตัวสุดท้ายถูกเขายกขึ้นจนเสร็จ
 

เพียงแค่นี้เท่านั้น  
แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับอยู่แล้ว
 
แอบยิ้มในใจไม่กล้าตอบอะไร
ไม่ได้กล้าแม้แต่จะมองสายตาคนพูด 
ที่เดินถือไม้กวาดเข้ามากวาดใต้โต๊ะ
ตามมาใกล้ๆข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
 

เธอรีบหันหลังกลับก่อนเสียด้วย
เพราะเมื่อเขาได้ยินเสียงก็รีบกลับหลังหันมามองทันที
กลัวเราจะมองตาเหมือนกัน
 

ท่ากลับตัวบนพื้นไม้ขัดมันที่ลื่นด้วยถุงเท้านักเรียน
ทำให้เธอเสียหลักตัวเอียงโยนไม้กวาดขึ้นไป
 
 
ไม่หรอกครับ 
 
ไม่ใช่ฉากที่ใครๆเขาอยากให้พระเอกพุ่งตัวไปรับ
แล้วนางเอกอยู่ในวงแขนอย่างกับในหนังโรแมนติก

 
เธอก็ล้มพับเพียบลงไปจริงๆ

 เราจะขำก็ขำ สงสารก็สงสาร

ไม่แม้แต่จะกล้าเดินไปยื่นมือไปให้จับลุกขึ้นมา
เพราะไม่เคยคิดในทางที่จะฉวยโอกาสอะไรเลย
 
เดินเข้าไปถามว่าเป็นอะไรไหม?

เธอรีบลุกเก็บไม้กวาดด้วยเขินหรืออายไม่รู้ได้

แล้วรีบคว้าเอากระเป๋าบนโต๊ะเดินปิดหน้า แล้วเดินดุ่มๆออกไป 
 

ปล่อยเรายืนยิ้มแห้งๆแบบไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี
 

หลังซ้อมดนตรีเสร็จ กลับบ้านมาก็ต้องมาช่วยขายของอยู่หน้าร้าน
งานก็ไม่หนักมากแต่ต้องเฝ้าตลอดเวลา 
พ่อก็นั่งทำอยู่ที่ต๊ะทำงานซ่อมวิทยุ เครื่องเล่นเทปคาสเซต
 

สมัยนั้นใครได้พกซาวน์เบ้าท์ พูดให้โก้ว่า ซาว อะ เบ๊าท์
แบบมีหูฟังห้อยติดหู ถือว่าเป็นคนระดับถือไอโฟนในยุคนี้ทีเดียว
 
เทปเพลงยุค นั้น ประชันกันแค่ สองค่าย
คือ อาร์เอส กับ แกรมมี่
มีพี่เบิร์ด จะออกเทปปีละชุดแข่งกับ พี่ทัช 

เพลงกว่าจะได้แต่ละอัลบั้มต้องรอกันนานเป็นปี
จึงเป็นเพลงที่ติดหูฟังแล้วยังร้องตามกันได้ทุกเพลง

ไม่เหมือนในยุคปัจจุบันที่ดูแต่การแต่งตัววาบหวามกับจังหวะที่เร้าใจอย่างเดียว
 

บรรยากาศของสถานีโทรทัศน์ที่มีละครตั้งแต่
สมัย ศรรามเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มคู่กับ กบสุวนันท์
(ตอนต่อไปถ้ามีเวลาจะเล่าเรื่องมหาวิทยาลัยที่เหมือนภาพยนตร์น้ำใสใจจริงให้ฟังนะครับ)
 

วัยรุ่นผู้ชายที่อยากจะแอบไว้ผมยาว

ก็จะหาเจลมาทาผมด้านหน้าที่โดนครูหนีบเพราะผิดระเบียบ(ไม่ปล่อยให้ยาวได้เหมือนสมัยนี้)

ให้เป็นทรงแหวกกลาง เหมือนพี่ เต๋า สมชาย เข็มกลัด

ใส่เสื้อเชิตลายๆตัวนอกทับเสื้อคอกลมข้างใน

ยุคนั้นต้องใส่กางเกงตัวใหญ่ๆร้องเพลง โลกทั้งใบให้นายคนเดียวคู่กับ นุ๊ก สุธิดา
 

สถานีโทรทัศน์และวิทยุเปิดเวล19.30 น. ไปจนปิดสถานีเวลา 24.00 น.หรือหกทุ่มทุกช่อง
 
ความบันเทิงก็มีเพียงวิทยุที่ฟังเทปได้ 
ม้วนเทปที่ยานเฉพาะเพลงที่อยากฟัง 
ด้วยต้องกรอกลับไปกลับมาครั้งละหลายๆเที่ยว
วิธีกรอก็ใช้การกรอจากตัวเทปเอง
 แต่มักจะเลยเพลงที่ต้องการเสมอเพราะตัววัดที่เป็นตัวเลข
ระบบสายพานมักจะใช้งานไม่ค่อยได้เที่ยงตรงนัก
วิธีที่เหลือก็ใช้ปากกาสอดเข้าไปแทนแกนหมุนของเทป 
 

เพลงที่ยืดไม่รู้ใครช่างสรรหาทฤษฎีการหดตัวของน้ำแข็งเอามาใช้กับม้วนเทป
กล่าวคือเอาเทปไปแช่ตู้เย็น ปรากฏว่า 
เฮ้ย มันใช้งานได้จริงนี่นา
 
ความบันเทิงที่เหลือเพียงอย่างเดียว
 
คือการ 

โทรไปขอเพลงตามสถานีวิทยุ
 

อันนี้ต้องอาศัยความพยายามมากกกกกกกกกกกกกกกกก 
เพราะคู่สายระบบการสื่อสารมีน้อย 
ที่สำคัญ สถานีวิทยุก็จะมีแค่ที่ละแห่งประจำจังหวัดเท่านั้น
โอกาสที่จะโทรติดก็นับว่ายากกว่าการถูกหวยซะอีก
 
คิวสายสถานีไม่เคยว่าง

คิดง่ายๆว่าทั้งจังหวัดมีวัยรุ่นกี่คนที่จะคอยโทรไปขอเพลงให้ใครสักคนกี่สาย?
ในเวลาออกอากาศเพียงไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวัน 
เฉลี่ยชั่วโมงหนึ่งๆคงเป็นหลายร้อยสาย
 
โทรศัพท์ที่ใช้ก็ต้องไปโทรที่ตู้สาธารณะ
ซึ่งจะมีอยู่เพียงตามสถานที่สำคัญ เช่นที่อำเภอ โรงพยาบาล หรือโรงพักเท่านั้น
 

บางทีคอยแอบคิดในใจเล็กๆว่า จะมีใครไหมน๊า ?
ที่จะมาโทรมาขอเพลงให้เราบ้าง?
 

คิวที่จะโทรติดก็ต้องรอเสี่ยงดวงอยู่กับปัจจัยไม่กี่อย่าง
 
คือ

หนึ่งการไปที่โทรศัพท์ที่มักจะมีโอกาสเสียเนื่องจากตู้เต็ม 
เพราะยังไม่มีพนักงานมาไขเก็บเหรียญไป
 
สองคือไปเจอคนที่มารอโทรไปจีบสาวเพราะรอให้พ่อแม่หลับไปก่อน 
ต้องไปเสียเวลารอกว่าเขาจะหมดเหรียญหยอด
 
สามคือต้องมีความรู้ว่าตู้ไหนมันกินเหรียญมากกว่าปกติ
ไม่งั้นยังพวกที่โทรไปหาสาวๆกลางดึก ได้แค่พูด เอ่อๆ ๆ คิดอะไรไม่ออก
เพราะถ้าพ่อแม่สาวๆสมัยนั้นยังไม่เข้านอนมารับสายแทน
ก็จะดัดเสียงว่าเป็นเพื่อนสาวสองโทรมาถามการบ้าน เงินก็หมดก่อนพอดี
 

ที่ว่าตู้มันกินเงินเกินปกติ
คงไม่ใช่เขาอยากแกล้งกินเงินเราเยอะๆหรอก
 แต่คงเป็นกับระบบที่ยังไม่เสถียรมากกว่า

ที่สำคัญกว่านั้น
อาจเจอตำรวจหรือพวกครูที่มาเฝ้าดูว่ามีใครมาเที่ยวกลางดึกหรือเปล่า
ไม่เหมือนวัยรุ่นสมัยนี้ออกเที่ยวได้เพราะสถานบันเทิงเปิดได้เลยเที่ยงคืน
 

ระยะเวลาที่สำคัญที่สุด
คือประมาณ 5ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เพราะพวกคนอื่นที่ยอมแพ้เข้านอนกันหมดแล้ว
นอกจากจะใช้เวลาอ่านหนังสือรอ 
ยังแอบรอความหวังแม้เพียงเล็กๆเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์
ที่ยังไม่มีทางออกแน่นอน

 
เสียงดีเจสมัยก่อนไม่อาจจะรู้เลยว่าหน้าตาเขาเป็นแบบไหน
ไม่เหมือน วีเจสมัยนี้เห็นหน้าตากันได้เลย
 
อาศัยน้ำเสียงนุ่มลึกสร้างภาพว่าเขาเหล่านั้นหน้าตาดี
พอๆกับดารายอดนิยมในรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่ปาน
 
สิ่งหนึ่งที่ต้องได้ยินเกือบทุกคืน
 
คือจะได้ยินเพลงเตือนก่อนที่เพลงปิดสถานีเวลา 24.00 น.เป็นเพลงสุดท้าย
 
จะเป็นเสียงนักร้องสาวสูงวัยร้องเพลงกล่อมนอน ว่า

“ดึกแล้วคุณขา(ลากเสียงยาว จนคิดว่าเป็นกิ้งกือเพราะขายาวมากกกกกกกก) 
หมดเวลา ขอลาก่อน......................” 
(แอบไปค้นมา เป็น เพลงอาลัยลาของคุณ โฉมฉาย อรุณฉาน ร้องปิดสถานีให้กรมประชาสัมพันธ์)
 

แต่คืนวันนั้น
 
 
สิ่งที่ไม่คาดคิดกลับมาทำให้หัวใจได้เต้นแรงอีกครั้ง
 
แม้จะล่วงเลยวัยใสๆมาหลายสิบปีแล้วก็ยังจำได้ดี
 

เสียงของวิทยุที่รับฟังได้ไม่ค่อยจะชัด

ด้วยระยะห่างระหว่างตัวอำเภอกับตัวจังหวัดไกลเกือบร้อยกิโลเมตร

การใช้ความพยายามถึงกับต้องไปหาไม้แขวนเสื้อมาคลี่ลวดเอามาเสียบต่อที่เสาอากาศที่ตัวเครื่อง  

ยังต้องไปพันต่อกับลวดผูกไปห้อยกับสังกะสีที่หลังคาให้ได้รับสัญญาณได้บ้าง
 

ไม่ได้หวังระดับเสียงนุ่มไพเราะแต่อย่างใด
 
เพียงอยากแค่ได้ยินชัดๆว่าพูดกันว่าอย่างไร
 
เพลงยอดนิยมในยุคนั้นไม่กี่เพลง

ขอซ้ำๆ 

ขอแล้วขออีก

ไม่รู้กี่รอบ

จนแทบจะต้องคิดว่าดีจังไม่ต้องเสียตังค์โทรไปขอเพลงเอง
 

จุดจบของตอนก็อยากให้เหมือนที่ทุกคนช่วยลุ้นใช่ไหมครับ

ว่าเวลาช่วงสุดท้ายที่ดีเจจะปิดเพลงส่งท้าย
ก่อนเพลง อาลัยลา ของสาวเลยวัยรุ่นมาหลายพรรษา
 
เสียงสุดท้ายของวันนี้

ปิดหนังสือ และโคมไฟอ่านหนังสือที่ใส่หลอดกลมแสงสีส้มยุคนั้น
 
เตรียมจะลุกไปปิดไฟเพื่อเข้านอน
 
 
“สำหรับสายที่โทรเข้ามาขอเพลงสุดท้ายวันนี้นะครับ
ขอมาจากเด็กหญิงหลังห้องคนหนึ่ง อยากจะบอกคุณ........ม.6/1 รร..........
ว่า ขอบคุณนะวันนี้ ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ”
 
ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งยืนนิ่ง

ขณะที่กำลังจะเดินไปปิดวิทยุหลังจากเปิดฟังระหว่างอ่านหนังสือ
ยิ้มออกอย่างมีความสุข
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่