ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การประปานครหลวงควรจะมีอ่างเก็บน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

จากเหตุการณ์ที่น้ำประปาในเขตกรุงเทพ และปริมณฑลมีรสเค็มเนื่องจากปริมาณ คลอไรด์เกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่การรับรสของมนุษย์รู้สึกได้นั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ปริมาณฝนตกในเขตลุ่มน้ำน้อยจนเกินไป ทำให้ปริมาณน้ำจืดที่เก็บกักเหนือเขื่อน ภูมิพล และเขื่อนสิริกิตต์น้อยจนไม่สามารถช่วยปล่อยมาเพื่อไล่การรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งในปีนี้มาเร็วกว่าที่คาดไว้ (ปีที่แล้ว น้ำเค็มรุกล้ำประมาณเดือนมีนาคม) ปัญหาการใช้น้ำของกลุ่มประชาชนเขตต้นน้ำที่ดึงน้ำออกจากระบบเพื่อการเกษตร เช่น ปลูกข้าวทำนาปรัง ที่รัฐได้แต่ขอความร่วมมือ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงจัง เนื่องจากไม่มีกฏหมายในการบังคับใช้ และประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการใช้น้ำจากแม่น้ำซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ทุกคนจะใช้ได้

การปลูกข้าวนาปรังนั้นนั้นใช้น้ำมากมายมหาศาลเนื่องจาก ข้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง กว่า 2 เดือน ทำให้เกษตรกรต้องสูบน้ำออกจากลำน้ำเข้า
นามหาศาล ทำให้มวลน้ำจืดเหลือน้อยจนไม่สามารถผลักดันน้ำเค็มให้ไปอยู่ในจุดที่ระบบประปาจะสูบไปใช้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็คือ ที่ปทุมธานี สำแล 
จากที่ตามข่าว การประปาพยายามแก้ปัญหานี้มาตลอด ด้วยการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลอง (ลุ่มน้ำแม่กลอง แล้งน้อยกว่า เจ้าพระยามาก) ผ่านคลองเพื่อนำมาทำน้ำดิบซึ่งก็ลดปัญหาไปได้บ้าง แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในเมืองกรุงเทพ ที่มีประชากรราว 10  ล้านคนได้

ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังทีการประปานำนครหลวงจะต้องคิดเพื่อหาพื้นที่ทำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เก็บ้นำฝนไว้ใช้ยามหน้าแล้ง โดยให้พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยลง เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยานั้น หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรอื่น ๆ มากมายตามสองฝั่งของลุ่มน้ำ และหากพึ่งพาน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิต ที่จะปล่อยน้ำออกมาช่วยผลักดันน้ำเค็มในปริมาณมหาศาล ก็อาจมีผลต่อปริมาณน้ำสำรองที่จะไม่พอใช้ในอนาคต จนอาจเกิดศึกแย่งชิงน้ำก็เป็นได้ 

การสร้างอ่างเก็บน้ำของการประปานครหลวงนั้น จำเป็นต้องหาพื้นที่ขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพ ทำอ่างเก็บน้ำ อาจจะเป็นการผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง และ บางปะกงในช่วงฤดูฝน มาเก็บกักไว้ใช้ เมื่อถึงหน้าแล้ง ให้นำน้ำเหล่าน้ำมาผสมกับน้ำจากเจ้าพระยาเพื่อทำน้ำดิบ อาจจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำมีรสชาติกร่อย ในช่วงเวลา 5 เดือนของฤดูแล้งคือ มกราคม - พฤษภาคม ไปได้

แล้วปัญหาการหาพื้นที่ทำอ่างเก็บน้ำ ก็คงเป็นปัญหาโลกแตกที่ต้องมาพิจารณาว่า จะใช้บริเวณใด ขอเสนอว่า ควรมี  2 แหล่ง คือ บริเวณ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี เพื่อช่วยผันน้ำจากบางปะกงมาเก็บไว้ ยามหน้าฝนที่น้ำมีมากกมายมหาศาลจนเก็บไว้ไม่หมด และ 2 จังหวัดนี้มีแม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายกเป็นต้นน้ำของบางปะกง มีเขื่อนขุนด่าน และเขื่อนห้วยโสมง หรือ นฤบดินทร์จินดา ที่สามารถผันน้ำมาเก็บไว้ได้ หลังจากนั้นค่อยส่งน้ำเข้าโรงกรองที่บางเขนเพื่อช่วยทำน้ำดิบได้
อีกพื้นที่คือ จังหวัดนครปฐม หรือ ราชบุรี สร้างอ่างเก็บน้ำไว้เพื่อผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง และส่งน้ำเข้าโรงกรองมหาสวัสดิ์ จะช่วยเรื่องคุณภาพน้ำได้ และสามารถแจกจ่ายน้ำให้เขต กทม นนทบุรี นครปฐมได้อย่างดี 

อันนี้แค่เสนอไอเดียนะคะ ไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก เจอปัญหาน้ำเค็มมาแต่ต้นปี ที่บ้านซื้อน้ำสปริงเคิลดื่มมากว่า 2 เดือนแล้ว คิดว่าถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแล้วค่ะ ประชาชนต้องแบกรับภาระการซื้อน้ำกิน ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ค่าใช้จ่ายค่าน้ำเดือนหนึ่งประมาณ 1200 บาท คือเพิ่มขึ้นมาอีก แล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการบอกแค่ว่า ให้ซื้อน้ำกิน แบบนี้ไปทุกปีหรืออย่างไร ความยั่งยืนของการบริหารจัดการ ถ้าทำได้ มันคือช่วยประหยัดให้กับประชาชน และรัฐบาลเองจะได้ไม่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ปัญหาน้ำเค็มก็เหมือนโควิด หากไม่นับรวมการที่ต้องซื้อน้ำกิน
น้ำเค็ม มันไม่แบ่งชนชั้นนะ ทุกคนใน กทม. ต้องเปิดก๊อกน้ำเพื่อ อุปโภค บริโภค ไม่มีใครจะรอดจากน้ำเค็มไปได้ ยกเว้นย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น  
ด้วยความเคารพ อยากเห็นประเทศไทยดีกว่านี้ ไม่มีการเมือง ไม่มีชนชั้น รักประเทศไทย ไม่ว่าใครเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่