เมื่อฉันเป็นโรคเบลพาซี่

เรื่องราวอาจจะยาวหน่อย แต่ถ้าเจออาการแบบที่บอกรีบไป รพ.ด่วนๆๆ เลย
#ได้เวลาเล่าเรื่องอาการป่วยแล้ว คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเล่าดีไหม แต่โพสต์ไว้เผื่อถ้าต้องเจอแบบเดียวกันจะได้รีบรักษาให้ทัน
%%โรคที่เป็นเรียกว่า “เบลพาซี่” หรือหน้าเบี้ยว แต่ของเราพอดีรู้ตัวเร็วเลยรักษาทันและหายกลับมาเป็นปกติเร็ว
# เชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นโรคนี้ได้ก็จะมีพวกเชื้องูสวัด และพวกไวรัสไข้หวัด ของเราน่าจะโดนไวรัสไข้หวัด เพราะว่าที่ออฟฟิศ แม่บ้านกับลูกค้าสลับกันเป็นไข้หวัด ออฟฟิศไม่มีอากาศถ่ายเท ประกอบกับช่วงนั้นมีเรื่องที่ทำให้เครียดและน้อยใจเยอะ & ตากฝนด้วย แล้วก็นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน เลยทำให้เชื้อตัวนี้เข้าสู่ร่างกายอย่างเร็วและก็ไม่ค่อยกินน้ำด้วย อันนี้สำคัญ
#อาการของโรค วันแรกๆ ก็จะปวดตรงหลังใบหูข้างขวามาก ก็คิดว่าไม่มีอะไร กินยาแก้ปวดไป เริ่มมีอาการคร่าวๆ
วันที 8 มค เพราะ ทาปากแล้วเม้มปากไม่ได้ ก็รู้สึกแปลก
วันที่ 9 มค ตื่นเช้ามาเพื่อจะไปรับแม่มาที่ห้องก็สังเกตุเห็นตาข้างขวาเริ่มไม่เท่ากับข้างซ้ายล่ะ แต่ยังกินข้าวได้ปกติ ก็เลยรีบไป รพ.ราษฏร์ยินดี ตอนเที่ยง ไปถึงก็โดนส่งเข้าห้องฉุกเฉินเลย นั่งคิดในใจตายล่ะเคสตรูหนักมากถึงกับต้องเข้าห้องนี้เลยเหรอ หมอก็มาแล้วก็เล่าอาการต่างๆ ให้หมอฟัง หลังจากนั้นก็โดนเจาะเลือดเพื่อไปตรวจ ก็สรุปว่าเป็น เบล ได้ยามาชุดใหญ่มี ยาเสตียรอยที่ต้องกิน 4 เม็ด เช้า เที่ยง เย็น และ ยาฆ่าไวรัสที่ต้องกิน ทุก 4 ชม.
พอตอนเย็นอาการเริ่มออกปากเริ่มขยับยากมากกินน้ำก็ลำบากมากใช้หลอดไม่ได้ กินข้าวยิ่งลำบากเพราะจะชอบไปติดตรงเหงือกข้างที่มีปัญหา แล้วก็พูดไม่ชัดพูดเร็วๆ ไม่ได้ แล้วก็ตาข้างขวาจะปิดไม่สนิทต้องใช้ผ้าก๊อตปิดตาแล้วเอาแมสมาคาดปิดตาตอนนอน
วันนั้นก็แอบท้อเหมือนกันว่าจะทำไงให้หายได้นะเพราะค้นหาจากในเน็ตกว่าจะหายใช้เวลา 3 อาทิตย์บ้าง 4-5 เดือนบ้าง ใจเริ่มเสียเหมือนกันว่าฉันจะทำไงเนี่ย
พอตั้งสติได้ ก็ใช้ทางธรรมะเข้าใจ สวดมนต์ ทั้งที่สวดไม่ชัด สวดไปเรื่อยๆ นั่งสมาธิ และก็คิดถึงครูบาอาจาราย์ ตอนป่วยๆ มันทำอะไรไม่ได้มากนอกจากให้กำลังใจตัวเองและใช้ธรรมะช่วย
ใน 1 อาทิตย์แรกก็ใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากนิดหน่อย แต่ไลน์บอกลูกค้าเกือบทุกคนเพราะเกรงใจทีเราพูดไม่ชัด แต่โชคดีลูกค้าเข้าใจและยังส่ง order ตลอด ดีใจที่เป็นมาร์ที่ลูกค้ารักและเป็นห่วง แล้วก็โชคดีว่าพอวันที่ 4 ตาขวาเริ่มปิดได้แล้วแต่ยังไม่ปกติ
วันเสาร์ที่ 16 มค หมอนัดตอนบ่าย ก็ไปตามนัด หมอให้ยาบำรุงปลายประสาทมา 3 อาทิตย์ และต้องไปเจอหมออีกทีวันที่ 6 กพ รอบนี้ก็เลยคุยกับหมอเรื่องทำกายภาพด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า หมอก็ส่งตัวไปที่แผนกกายภาพ ก็ไปเจอกับน้องที่ทำกายภาพ คุยกันตอนแรกก็นัดกันว่าต้องทำประมาณ 7 ครั้ง ครั้งละ 850บาท ก็เริ่มทำครั้งแรก โคตรทรมานมากเส้นประสาทบนใบหน้าเยอะมาก กระตุ้นไฟฟ้าในแต่ละจุดแทบอยากจะบอกว่าเอาตรูไปฆ่าทิ้งเหอะ ทำเสร็จพอกลับมาตาเริ่มปิดสนิทขึ้น
อาการเริ่มดีขึ้นวันจันทร์ที่ 18 มค แล้วก็พูดชัดขึ้นเถียงลูกค้าทัน
วันอังคารที่ 19 มค ก็ไปทำกายภาพตอนเย็นอีก ตาข้างขวาก็หายเป็นปกติ เหลือปากที่เวลายิ้มยังเบี้ยวอยู่ ก็พยายามกายภาพด้วยตัวเองด้วย
วันเสาร์ที่ 23 มค ทำกายภาพอีกรอบ รอบนี้น้องเขาเน้นกระตุ้นตรงช่วงปากให้ ก็ดีขึ้นเยอะมากกลับมากินน้ำ กินข้าว และทุกๆ อย่างได้เป็นปกติ แต่ต้องทำกายภาพอีกรอบเพราะว่ายังกลับมายิ้มแบบสวยๆ ไม่ได้
### ช่วงที่ป่วย จริงๆ ก็แอบเครียดนะว่า หน้าจะกลับมาเป็นปกติไหม แต่สุดท้ายจากวันนั้นที่ป่วยจนถึงวันนี้ใช้เวลารักษาตัว 15 วัน
##หมดเงินค่ารักษาไปเยอะ เพราะยาบางตัวประกันไม่ให้เบิกต้องจ่ายตังเอง แล้วก็ทำกายภาพ จ่ายเงินเองหมด อยากหายเร็วๆ ก็ต้องยอมเสียตังอ่ะน
แล้วก็วันนี้อาการป่วยทุกอย่างหายหมดแล้ว พร้อมกับตั้งกฎเหล็กกับตัวเองไว้ว่าจะไม่เครียด ออกกำลังกาย และกินน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว 
ถ้ามีใครที่กำลังเป็นโรคนี้อยู่ก็สู้ๆ นะคะ อย่าเพิ่งท้อ ขยันทำกายภาพ และก็ให้กำลังใจตัวเองเยอะ เพราะว่าสำคัญมากเลย ถ้าใจเราสู้ กายก็จะแพ้ใจเรา นะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่