[อกเกือบหักแอบรักคุณสามี] รีรันจบแล้ว ชวนคุยกัน ^^..การปรับบท 3 ตอนสุดท้าย...ช่วยให้ปังหรือพังกันแน่นะ?

หลายคนคงได้ดูละครเรื่องนี้กันจบไปแล้ว หลากหลายความรู้สึกและความคิดเห็นที่ผ่านตามาตั้งแต่ตอนออนแอร์ครั้งแรก จนตอนนี้กลับมารีรันจนจบแล้วอีกครั้ง ประเด็นสำคัญที่รู้สึกว่าน่าวิเคราะห์เพราะเสียงค่อนข้างแตก ตามความชอบของคนดูละคร และคนอ่านนิยาย คือ การปรับบทในช่วง 3 ตอนท้ายของเรื่อง

มวลรวมของนิยายคือ ขายความ comedy นำ และตามด้วยromantic โดยเฉพาะการเล่าเรื่องผ่านตัวละครเมย เน้นการใช้บทกลอนจีบกันแบบทันสมัยในการสื่อความรู้สึก ซึ่งมันจะมีจังหวะการตบมุขผ่านตัวละคร จุดเด่นที่คนอ่านชอบเรื่องนี้ น่าจะเป็นเพราะคาแรคเตอร์ที่มันดูเป็นขั้วตรงข้าม ระหว่างผู้ชายนิ่ง ดุ แต่หล่อและมีเสน่ห์ กับ ผู้หญิงที่ดูธรรมดาในภายนอก แต่แฝงความเก่งกาจไว้ คนนึงนิ่งซึน อีกคนสดใสมากๆ เพราะฉะนั้นโทนการเล่าเรื่องในแบบนิยายเรื่องนี้ เลยจะไม่ได้มีซีนดราม่ามากนัก อ่านแล้วก็จะอมยิ้มตามจากความกวนของบทพูดและคาแรคเตอร์

พอพี่แอนหยิบนิยายเรื่องนี้มาทำเป็นละคร เราเชื่อว่าการปรับบทในช่วงท้ายคงมาจากการอ่านนิยายแล้วรู้สึกว่า มันขาด “Dynamics” ในการเล่าแบบละคร เพราะท้ายเรื่องหลังจากที่เธียรรู้ความจริงแล้วว่าเมยคือคนที่เคยช่วยชีวิต กราฟอารมณ์ของนิยายมันแตะสุดแล้ว  หลังจากนั้นมันไม่ได้มีอะไรให้ลุ้นมากนักนอกจากฉากที่คนอ่านชอบเพราะมันน่ารักดี เช่น การเชียร์เบียร์ กลอนที่เมยแต่งง้อเธียร หรือ อีเมลที่ลาไปแต่งงาน แต่ในทางละคร...การจะเล่าเรื่องราวต่อจากนั้นให้ดูยังเป็นกราฟขาขึ้นไปอีก มันต้องปรับ ... เพราะตัวเรื่องและความรู้สึกของตัวละครมันยังไต่ระดับไปได้อีก

ความคลางแคลงใจของเมยว่า ...เธียรรักเมยจริงๆอย่างที่พูดในคืนเข้าหอ หรือว่ารักเพราะคิดว่าเป็นบุญคุณที่เคยช่วยชีวิต  มันยังไม่ถูกขยายและขยี้มากพอ ในนิยาย...เมยเชื่อว่าเธียรรักเมยจริงๆ จากการบอกเล่าถึงอาการและความรู้สึกของเธียรผ่านตัวละครรายล้อม อย่างพี่เชษฐ์และแก๊งค์เพื่อน หรือ การจะตอบคำถามในใจเธียรให้ได้ว่ารักแท้หรือเนื้อคู่ คนที่เธียรเฝ้ารอมาทั้งชีวิตจะใช่เมยแน่ๆใช่มั้ย 

เราเลยเห็นว่านี่แหละคือ ...สิ่งที่นิยายขาดหายไป และพี่แอน คุณปณธี (คนเขียนบท) และพี่แอ้ว ใส่เพิ่มให้มันสมบูรณ์มากขึ้น ความดราม่า และ ไดนามิคในการเล่าเรื่องที่ต้องสลับอารมณ์ให้ตัวละครเปิดเผยความรู้สึกออกมา  ละครจะเล่าแต่ความคอมเมดี้ทางเดียวไม่ได้

พี่แอนก็ไม่ได้มาอัดดราม่าแค่ในช่วงท้าย แต่มันถูกแทรกมาเรื่อยตั้งแต่ต้น ในช่วงครึ่งเรื่องแรก 1 ในฉากประทับใจของใครหลายคนที่ถูกปรับบทเพิ่มมา อย่างฉากที่เมยขี่หลังพี่เธียรตอนฝนตก ในนิยายไม่ได้บรรยายความรู้สึกเสียใจของเมยไว้เลย เพียงแต่เริ่มใส่ความไม่แน่ใจให้เธียร แต่บทละครที่เรื่องกำลังเลี้ยงความคอมเมดี้มา จากการไปเจอแม่หมอดูทำนายเรื่องลูกแฝด ก็ไต่ระดับใส่ซีนที่เป็นจุดฮุคในการแสดงความรู้สึกนี้ของเมยให้คนดูรู้ การได้ยินผู้ชายที่เราแอบรัก และ รักมากมาตลอด พูดจากปากว่า...ไม่ใช่ผู้หญิงที่รัก ไม่ใช่คนที่อยากแต่งงานด้วย เมยต้องเจ็บปวดแค่ไหนนะ ... และนั่นแหละ คือ สิ่งที่มิวแสดงออกมา เมย...เจ็บปวดขนาดไหน แต่ก็ต้องกดไว้ เพราะไม่อยากให้พี่เธียรรู้ น้ำตาที่มันเคล้าสายฝน มันเลยทำให้ซีนนี้คนดูสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเมยจริงๆ

บทละครปรับดีเทลหลายๆอย่างของเธียร เพื่อแสดงให้คนดูเห็นว่า...ทำไมผู้ชายที่ทำร้ายจิตใจเมยสารพัด ถึงยังเหมาะสมที่จะเป็นคนที่ถูกเมยรัก ... การปรับให้เธียรใส่ใจเมยมากขึ้น ใช้น้องไปทำงานจนเกิดอุบัติเหตุก็ซื้อยามาให้ทำแผล หรือ หลังจากส่งไปขโมยข้อมูล ก็ยังไม่ได้ทิ้งน้องให้กลับเองอย่างที่พูด แต่เดินตามจนเห็นว่าปลอดภัย ถึงได้กลับมารอที่บ้าน  มันช่วยเพิ่มมิติให้เธียรดูไม่เป็นคนใจร้ายเกินไปนัก

จึงทำให้เห็นว่าในช่วงแรกแม้ละครจะดำเนินเรื่องค่อนข้างตามนิยาย แต่พี่แอนก็แอบแทรกความดราม่ามาเป็นระยะๆ ครึ่งเรื่องแรกก่อนจะไปทำงานที่พม่า สิ่งที่ละครเล่าและแทรกมาทำให้เห็นว่า...เมยเสียใจ ร้องไห้ เพราะเธียรมาไม่รู้กี่ครั้ง  จนไปทำงานกันที่ทวายแล้ว เธียรได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเมยแล้วว่ากวนแค่ไหน ตั้งหน้าตั้งตาจีบตัวเองแค่ไหน โทนเรื่องช่วงนี้ของละครและนิยาย ไปในแนวทางเดียวกัน คือ Comedy นำเรื่อง จนกระทั่งผ่านมาถึงซีนที่เมยพาเธียรไปเที่ยวพม่าก่อนที่เมยจะตัดสินใจกลับไทย

ละครขยายภาพเหล่านี้ออกได้อย่างเข้าใจความรู้สึกของคนดูมากๆ เพราะในนิยายเราสัมผัสความรู้สึกที่กำลังเปลี่ยนไปของเธียรต่อเมยไม่ค่อยได้
ความน่ารัก โรแมนติก กำลังดำเนินไปด้วยซีนท่องเที่ยวในที่ต่างๆ และ ท้ายที่สุด ก็ไต่ระดับมาจนถึงคำอฐิษฐานที่มันทั้งเศร้าและหน่วงของเมย แต่การเสริ์ฟความดราม่ายังคงเพิ่งเริ่มต้น ....การปรับบทให้เธียรกับเมยประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับ คือ การเพิ่มไดนามิคที่กำลังไต่ระดับอยู่แล้ว ให้มากขึ้นไปอีก ... เป็นการให้คนดูรับรู้ว่าเธียรเริ่มรู้ใจตัวเองแล้วว่าเมยสำคัญกับเค้าแค่ไหน และเราว่าซีนนี้มันทำสำเร็จ

ละครผ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราจึงไม่แปลกใจที่พี่แอนบอกว่า เค้าตั้งใจทำละครให้ครบรส ให้คำจำกัดความง่ายๆ คือ ละครรัก  มันเลยรวมทั้งความ Romantic - Comedy - Drama - สืบสวนนิดๆ ส่วนสำคัญคือ ทำอย่างไรให้มันออกมากลมกล่อม

เราว่าพี่แอนเชื่อเรื่องการเติบโตของตัวละครมากนะ .... การปรับบทในพาร์ทสุดท้าย ที่เสียงค่อนข้างแตกทั้งจากคนที่ดูละคร และ คนที่อ่านนิยาย คงจะบอกไม่ได้ว่าใครผิดหรือถูก เพราะมันคงเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แต่เธียรและเมยต้องเติบโต ในเมื่อเงื่อนไขของตัวละคร คือ การแต่งงานเป็นสามี-ภรรยา เธียรและเมยต้องเข้าใจความรัก ที่เรียกว่ารักจริงๆ  ถ้าความรักของเมย คือ การเสียสละ ถึงจะทำไปแบบไม่คิดถึงตัวเองเลยในการช่วยชีวิตเธียร แล้วเธียรล่ะ?  ทำไมละครจะขยายความรู้สึกนี้ไม่ได้

ใน 3 ตอนท้ายของละครคือการตอบโจทย์นั้น นับจากที่เธียรรู้ความจริงจากปากป้าจีว่าเมย คือ คนที่เห็นข้อความขู่ฆ่าจากพลเดช และตามไปจนกระโดดลงไปช่วยในน้ำที่ลึกหลายเมตร เกือบตาย และแทบเอาชีวิตไม่รอด  อารมณ์ของตัวละครไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ  การเล่าเรื่องช่วงนี้ไปจนจบเรื่องเป็นพาร์ทที่สร้างมาให้หมากและมิวได้ทำให้คนดูเห็นจริงๆแล้วว่า...2 คนนี้พัฒนาฝีมือทางการแสดงขึ้นมาถึงไหนแล้ว ไม่ใช่แค่พระเอก-นางเอกที่สวยหรือหล่อ แต่การแสดงยังพิเศษมากๆแล้วด้วย เราเชื่อว่าเพราะความกลมกล่อมครบรสนี่แหละ ที่ทำให้แฟนๆต่างชาติชื่นชอบและทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมในหมู่คนดูละครไทยในต่างประเทศมากๆ

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว เราโอเคมาก สำหรับ Key ของการปรับบทใน 3 ตอนสุดท้าย แต่เราไม่ชอบรายละเอียดบางอย่างของเรื่องราวช่วงนี้ ความ continue ก็ด้วย อย่างไปเปลี่ยน Location ที่เป็นบริษัท TPC เปลี่ยน Location บ้านสวนริมน้ำของเธียรที่อยู่กับเมยเป็นบ้านใหม่ เพื่อนๆฝั่ง Hammock ก็หายไปจากชีวิตเมย  มันทำให้ละครดูโดดๆเกินไปหน่อย

“เราว่าพี่แอนคิดถูกที่ปรับบทนะ แต่เลือก situation ในการเล่าเรื่องพลาดไป” 

1.มันไม่จำเป็นเลยที่เธียรจะต้องเขียนจดหมายสารภาพแล้วหนีไป เธียรต้องการหนีไปเพื่อเรียนรู้ที่จะรักเมยจริงๆ แล้วสุดท้ายสิ่งที่ละครทำออกมา เธียรก็มาเข้าใจจริงๆ ก็ตอนที่กำลังจะสูญเสียเมยและลูกนี่แหละ แล้วทำไมต้องหนีล่ะ? 

2.เมยตั้งท้อง แล้วหนีไปอยู่นครปฐม....การเขียนบทพาร์ทนี้ที่มันเหมือนล้อ “สวรรค์เบี่ยง” เป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่สุด “อกเกือบหักแอบรักคุณสามี” เป็นงานใหม่ นิยายใหม่ มันกำลังจะเป็นงานชิ้น Original ที่premium มาก แต่ถูกลดทอนด้วยการใส่งานขึ้นหิ้งของพี่แอนมา คล้ายๆจะเอามาเป็นการ tribute หรือวัตถุดิบในการคิดบทแกน้อยก็ไม่รู้ แต่บริบทในสวรรค์เบี่ยงมัน old school ไปแล้ว มันไม่ตอบโจทย์กับบริบทสังคมสมัยนี้เลย และที่สำคัญ...มันไม่ link กับคาแรคเตอร์ของเมยกับเธียรเลยสักนิด บทละครสามารถเขียนให้เธียรและเมยพิสูจน์ ค้นหาความรู้สึกในใจในแบบอื่นได้อีกมากมาย

3.เราชอบที่ใส่ความ Dramatic ไม่แน่ไม่นอนในชีวิต ของการมีลูกแฝดลงไปในละคร เพราะการตั้งครรภ์แฝดจริงๆ มันไม่ได้ romanticize เลย มันคือความเสี่ยงทุกอย่างของคนเป็นแม่

ประเด็นเรื่องครรภ์เป็นพิษ ภาวะแท้งคุกคาม เป็นการเลือก situation ได้เหมาะสมกับการสร้างซีนดราม่า...อาจจะขออนุญาตยืมเรื่องราวของหมอโอ๊ค-โอปอล์ ระหว่างตั้งท้องและ ต้อง bed rest ในห้องคลอดที่โรงพยาบาลจนคลอด มาปรับและสร้างเป็น siutation ในช่วงนี้ยังได้  ภาวะแท้งคุกคามที่โอปอล์เจอระหว่างการตั้งครรภ์น้องอลิน-อลันได้แค่ 5- 6 เดือน คือ หายนะของคนเป็นแม่ หนักหนาและพร้อมที่จะโคม่าได้ทุกเมื่อ  ถ้าเคยฟังเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่หมอโอ๊คทำ คือ บทพิสูจน์ความรักของคนเป็นสามีและพ่อได้ดีที่สุด ซึ่งถ้าถูกเล่าผ่านตัวละครของเธียร เชื่อว่าต้องมีฉากที่กินใจมากๆแน่

4.ประเด็นเรื่องการป่วยเป็นโรคไตวายเรื้องรังของเมย และต้องเปลี่ยนถ่ายไต เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะถูกนำมาล้อซะเยอะ การสร้างให้เมยมีภาวะแท้งคุกคามก็น่าจะเพียงพอต่อการเล่าเรื่องแล้ว การที่พระเอกบริจาคไตให้นางเอกได้ มันดู Cliché เกินไปนะ

ลองคิดเล่นๆ..ถ้าหากพี่แอนดำเนินเรื่องประมาณนี้ ก็อาจจะโอเคกว่าเปลี่ยนไตก็ได้มั้ง 

เธียรรู้ความจริงจากปากป้าจี - เธียรเริ่มแน่ใจมากขึ้นแล้วว่าตัวเองรักเมยจริงๆ แต่ก็ยังไม่ยอมน้องเรื่องให้ไปเรียนต่อ - เมยดันท้องขึ้นมาระหว่างงานที่ทวายไม่ต้องเร่งโปรเจคแล้ว - บริษัทเลยส่งเธียรและเมยกลับเมืองไทย (เหมือนที่ริและม่นถูกส่งกลับ) - เมยท้องเลยยังไม่ได้ไปเรียนต่ออย่างที่ตั้งใจ - ความเข้าใจระหว่างเธียรกับเมยดีขึ้น แต่ยังไม่ได้เคลียร์ใจกัน 100% จากการที่เธียรไม่ยอมให้เมยไปเรียนต่อในตอนแรก - เธียรพยายามปรับปรุงตัวเอง เอาใจเมย ดูแลเมยดีมากระหว่างท้อง - เมยเจอภาวะแท้งคุกคาม - เธียรทำทุกทางเพื่อให้เมยและลูกปลอดภัย - ในที่สุดเมยก็เชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า “พี่เธียรรักเมยจริงๆ” แล้วค่อยจัดงานฉลองแต่งงาน โดยมีลูกอยู่ร่วมในงานด้วย - เธียรและเมยกลับไปฮันนีมูนที่พม่าอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว...เมื่อเราดูละคร เราก็วางนิยายลง ถ้ามันจะไม่เหมือนกัน ก็เพราะมันเป็นศิลปะคนละศาสตร์  นิยายบางเรื่องที่โครงเรื่องแน่น รายละเอียดแน่น คาแรคเตอร์แน่น คนเขียนบทโทรทัศน์และผู้จัดเค้าก็ไม่ไปแตะอะไรเท่าไหร่ แต่นิยายบางเรื่องก็ต้องถูกปรับในรายละเอียด เพื่อความกลมกล่อมและอรรถรสในการเป็นละคร

3 ตอนสุดท้ายของเรื่อง อาจจะไม่ใช่บทละครที่ 100% สำหรับเรา แต่เราให้คะแนนเพิ่มในการใส่ความลงตัวให้ละครเรื่องนี้ “ครบรส” อย่างที่พี่แอนอยากจะให้เป็น ยิ่งได้ดูละครเรื่องนี้ซ้ำหลายๆรอบ และเรายังสามารถร้องไห้ไปกับความรักของคู่นี้ได้ทุกครั้ง สำหรับเราถือว่าการปรับบทที่คนคอมเม้นกันเสียงแตกนั้น ประสบความสำเร็จมาก มันเพิ่มมิติให้ตัวละครทั้งคู่มากขึ้นไปจากในนิยายหลายเท่า

เราได้เห็นความรักของเธียรที่มีต่อเมยจริงๆ ความพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาชีวิตของลูกและเมียให้ได้  จากผู้ชายที่ไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลย ไม่เคยเสียสละอะไรให้ใคร เป็นคนคุมเกมส์ได้มาเสมอ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเมย ทำให้เธียรเรียนรู้ชีวิตขึ้นมากๆ เราเห็นผู้ชายคนนึงที่พยายามจะสู้ด้วยตัวเองทุกทางพยายามเข็มแข็งให้กับวิกฤต จนวันที่ไม่ไหวจริงๆ ถึงโทรหาแม่ - ประคับประคองจิตใจภรรยาที่ท้องและป่วย

เราเห็นเมยเติบโตขึ้นมากมายจากการตั้งครรภ์ ที่มาในจังหวะที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่ เมยต้องยืดหยุ่นทุกอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนแผนชีวิตทั้งหมด เราเห็นการเข้าใจสัจธรรมของโลกในมุมมองของเมย อาจจะเพราะ...ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมยไม่เคยทำอะไรครึ่งๆกลางๆ การได้รักเธียรและรู้ว่าได้รับความรักตอบแล้ว ได้เห็นลูกลืมตาดูโลกแล้ว มันคงทำให้เมยสามารถปล่อยวางได้

อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ...ไม่ควรถูก Discredit แต่สมควรถูกให้ Credit มากๆว่า เป็น 1 ในละครที่ทำเรตติ้งสูงสุดของช่องในปีแห่งความยากลำบากของคนโทรทัศน์ ความสำเร็จทั้งในแง่กระแสและเรตติ้งทั้งในไทยและจีน เลยส่งผลให้ตัวบทประพันธ์เรื่องนี้ขายลิขสิทธิ์ไปให้ทางจีนรีเมคได้  ซึ่งเค้าก็ต้องประทับใจทั้งหมดของละคร เค้าถึงซื้อ  ก็ต้องรอดูต่อไปว่า จีนจะรีเมคออกแบบไหน จะเพิ่มฉากและเพิ่มความดราม่าแบบของไทยหรือไม่ แล้วแบบไหนคนดูจะชอบมากกว่ากัน
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่