เคยไหม ประสบการณ์ขนหัวลุก (อีกครั้ง) ที่ต้องไปเก็บกระดูกหลังเผาเสร็จในเวลาเช้ามืด

สืบเนื่องมาจากกระทู้นี้ ที่ยังเขียนไม่จบ
https://pantip.com/topic/40392022

ความเชื่อของคนโบราณทางภาคเหนือได้ว่าไว้  ให้ไปก่อนไก่ กลับก่อนอีกา

ตามความเชื่อของคนทางบ้านผมผู้เขียนเรื่องนี้ ตามที่ได้เกริ่นเอาไว้ ภายหลังวันฌาปนกิจศพ ให้ญาติไปเก็บกระดูก ในช่วงเวลาก่อนไก่ขันและกลับออกมาอีกที ก่อนอีกาออกจากรัง ช่วงเวลาก็คงจะประมาณตี 3-4 

เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อจากนี้ เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนครับ ซึ่งตอนนั้นยังคงใช้เชิงตะกอนเผาศพ  ยังไม่มีเมรุให้ใช้อย่างในปัจจุบัน รวมทั้งปัจจัยที่น่าขนลุกคือ บรรยากาศภายในเขตสุสาน ซึ่งเป็นป่าจริงๆ เป็นป่าที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ พื้นที่เกือบร้อยไร่ แยกต่างหากจากเขตวัด เขตชุมชน สมัยก่อนใช้การฝังเป็นหลัก พื้นที่ป่าช้าไม่ได้ถูกบุกรุกเหมือนทางภาคอื่น จึงเป็นป่าของชุมชนโดยเเท้จริง

การเตรียมตัวของญาติมิตรก่อนไปสุสาน ทุกคนที่ตกลงใจจะไป จะต้องเเต่งกายมิดชิด และเตรียมพร้อมก่อนจะเข้านอน เวลาตื่นต้องไม่พูดคุยบอกกล่าวอะไรกันอีก ตอนปลุกเรียกกันก็เพียงแตะตัว เขย่าตัวเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างจะต้องดำเนินการไปอย่างเงียบเชียบที่สุด รวมทั้งในขณะเดินทาง จะต้องไปด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ไม่มีการใช้ไฟฉายนำทาง 

โดยมีสัปเหร่อมาคอยท่าอยู่เเล้วหน้าบ้าน สะพายย่ามกับเครื่องมือ เพื่อทำพิธีดับไฟในเชิงตะกอน รวมทั้งรับสาส์นจากโลกหลังความตาย หมายถึงคนตายยังมีห่วงอะไรกับคนทางบ้านอยู่บ้าง สัปเหร่อจะมีวิธีรับรู้ และจะเรียกญาติคนใดคนหนึ่งมาทำพิธีตอนนั้นเลย เพื่อบอกกล่าววิญญาณให้ไปสู่สุขคติภพ

ประเพณีทางภาคเหนือ (ล้านนา)  เมื่อมีคนตายจะต้องทำพิธีศพ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่คนตายอย่างสมเกียรติ มีการจัดแต่งปราสาทใส่ศพ ประดับประดาด้วยดอกไม้สด ดอกไม้แห้งให้แลดูสวยงาม นับว่าเพื่อเป็นการยกย่องผู้ตาย ให้ได้ขึ้นไปสู่สรวงสรรค์ชั้นฟ้า  

ก่อนเคลื่อนศพไปสู่ป่าสุสาน จะมีการนิมนต์พระมาสวดถอนวิญญาณผู้ตาย คือให้ไปแล้วไปลับได้เลย หรือบางที่ใช้หมอพรามหณ์ จะมีการประกอบบ้านให้ผู้ตาย ขนาดพอที่คนขึ้นไปนอนได้จริง แล้วสวดส่งให้ไปเลย  หรือบางครั้งจะใช้บ้านจริงๆ ที่ผู้ตายอาศัยตอนมีชีวิต พิธีเริ่มด้วยการโยงด้ายสายสิญจน์มาล้อม แล้วผู้ทำพิธีสวดส่งยกให้ทั้งหลังไปเลยก็มี แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าบ้านหลังนั้น ญาติข้างหลังจะอาศัยอยู่ไม่ได้นะครับ เป็นการส่งรูปไปในอีกภพภูมิหนึ่ง หลังจากนั้นจึงค่อยมาทำบุญบ้านกันอีกครั้ง

เวลาก่อนบ่าย จึงได้ฤกษ์เคลื่อนย้ายศพไปสู่สุสาน เสียงประทัดดังอื้ออึง เป็นอาณัตสัญญาณให้คนในหมู่บ้านมาร่วมกับส่งร่างอันไร้วิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย  สิ่งที่ผมจำได้เเม่นคือ สัปเหร่อจะสะพายย่ามเดินนำหน้า และมีผู้ช่วยโปรยข้าวตอกไปตามรายทาง ด้วยเเฝงคติธรรมบางอย่างไว้  

ในย่ามจะมีกิ่งไผ่ ไม่ริดก้านออก เอาออกแต่ใบ ประดับไว้ด้วยกระดาษตัดเป็นรูปคนห้อยระย้า  ทุกใบจะมีการเขียนชื่อญาติของผู้ตายครบทุกคน สิ่งนี้เองครับที่สัปเหร่อจะทำพิธีเสี่ยงทาย โดยโยนกิ่งไผ่พร้อมกับกระดาษรูปคนตัวเเทนญาติลงไปในกองไฟ ซึ่งสิ่งนี้เองในเช้ามืดในวันดับไฟเชิงตะกอน ญาติทุกคนจะต้องช่วยกันค้นหารอบเชิงตะกอน หากไม่มี แสดงว่าผู้ตายไม่มีห่วงกับญาติคนไหน แต่หากพบจะต้องดูให้เเน่ใจ เป็นชื่อของใคร สัปเหร่อจะนำทำพิธีเพื่อให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติไม่มีห่วงกับคนทางนี้

ผู้เขียนจะขอข้ามเล่าถึงพิธีการทางสังคมและพิธีกรรมศาสนาออกไปนะครับ ซึ่งมันก็จะคล้ายกับทางภาคอื่น จะขอเล่าถึงพิธีกรรมบางอย่างที่มีเฉพาะถิ่น ตัวผู้เขียนเองไม่ได้ไปงานศพทั่วทุกถิ่นทุกภาค ไม่แน่ใจจะสรุปได้จะมีอยู่เฉพาะถิ่นนี้หรือไม่  เอาเป็นว่าพบเห็นได้ยาก  พิธีกรรมนี้เรียกว่า ตัดผัวตัดเมีย ซึ่งผู้ประกอบพิธีคือสัปเหร่อ ขั้นตอนนั้นเรียบง่ายหากแต่เข้มขลัง เมื่อต้องทำต่อหน้าศพที่ตั้งบนเชิงตะกอน โดยจะใช้ด้ายเป็นฝั้นผูกโยงกับศพผู้ตายกับคู่ผัว สัปเหร่อจะบริกรรมคาถา ก่อนใช้มีดตัดด้ายให้ขาดในคราวเดียว 

ผัวจะต้องหันหลังวิ่งออกไปจากเขตสุสานทันที โดยมีข้อห้ามหันหลังกลับมาอีก ญาติคนหนึ่งจะหิ้วแขนพาวิ่งออกไปป้องกันไม่ให้ย้อนกลับมาให้พิธีเสีย  โดยมากจะเป็นคู่ผัวหนุ่มเมียสาว ส่วนคู่ผัวแก่เมียเฒ่าไม่ค่อยพบเห็น นอกเสียจากว่าญาติมีความไม่สบายใจ จึงจะร้องขอสัปเหร่อทำให้  แต่ห้ามนำวิธีนี้ไปใช้กับคนเป็นทั้งคู่ จะเป็นบาปกรรมพรากคู่ของเขา 

จะขอเล่านอกเรื่องอีกสักนิด เรื่องข้อแม้ที่อาจทำได้  ผมเองเคยได้ยินเรื่องเมียหลวงได้ร้องขอให้ผัวของตน ตัดผัวตัดเมียกับเมียน้อย ในเมื่อปักใจเชื่อว่าถูกทำของใส่ ความเชื่ออย่างหลังนี้จะเป็นเรื่องของการแก้มนต์ดำทำเสน่ห์ 

เมื่อเริ่มประชุมเพลิง ไฟลุกโซนจนแน่ใจไฟกำลังทำหน้าที่สลายร่างกายผู้วายชนม์  ผู้มาร่วมไว้อาลัยจะทยอยกันกลับ รวมทั้งบรรดาญาติเพื่อรอเวลามาเก็บกระดูกในตอนเช้ามืด   

คนที่เป็นกลากเกลื้อนโรคผิวหนังต่างๆ จะรอคอยช่วงเวลานี้ ร้องขอสัปเหร่อให้เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพที่เหลือ เอามาราดตัวให้ที เป็นความเชื่อที่มีมานานจะรักษาโรคผิวหนังได้  สัปเหร่อจะหยุดมือจากการเผาหันมาทำให้ โดยมีมนต์กำกับก่อนราด ไม่ถือเป็นเรื่องอัปมงคล

เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่ง นามสมมุตินายไก่  เป็นคนจิตแข็ง ไม่ค่อยกลัวอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องลึกลับผีสาง จะขออยู่ต่อร่วมกับอีกหลายคนเพื่อเฝ้าดูสัปเหร่อเผาศพ  จะว่าเป็นการปลงสังเวชหรืออยากดูก็ว่ากันไป บางคนจะจับโน่นจับนี่ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ สิ่งย้อมใจให้กล้าแน่นอนอยู่แล้วคือเหล้าขาว 

ทางเจ้าภาพจะจัดไว้ให้ ทั้งสัปเหร่อและบริวารสัปเหร่อจะดื่มกันจนเมามาย คออ่อนคอพับไปตามกัน นอนเฝ้าเตาเผาศพยันเช้าเลยก็มี ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายไก่เพื่อนผู้เขียนรวมอยู่ด้วย 

ระหว่างที่ไฟกินไม้เป็นถ่านแดงเกิดความร้อนสูง ผิวหนังของศพจะไหม้จนหมดเหลือชั้นกล้ามเนื้อสีสุกแดงก่ำ บรรดาน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาและระเหยเป็นควัน กลิ่นสาบเนื้อไหม้คละคลุ้งทั่วบริเวณเป็นควันสีขาว  ได้ยินมาว่าส่วนที่ไหม้ช้าที่สุดคือหน้าอกกับหน้าขา  

สัปเหร่อจะใช้ไม้ไผ่ยาวหลายเมตรคอยพลิกศพไปมา ให้โดนไฟทั่วถึง  พักหนึ่งจะหยุดมือโยนไม้ลงพื้น หันมาดื่มเหล้าพร้อมกับแกล้ม คนอื่นที่ยังอยู่จะมาร่วมดื่มกินด้วยเพื่อย้อมใจ ให้เกิดความกล้าเป็นบริวารสัปเหร่อ  บางทีก็สวมบทบาทสัปเหร่อเสียเองถือไม้พลิกศพไปมา พอเมาก็เริ่มสับสน  ด้านไหนต้นด้านไหนปลาย จนน้ำมันผีติดมือมาก็มี แล้วกลับมาใช้มือหยิบกับแกล้มไม่มีถือสากัน

คนที่ทนไม่ไหวจะกลับตอนนี้ โดยจะต้องไม่ลืมแวะบ้านผู้ตาย  เจ้าภาพจะนำน้ำส้มป่อยผ่านพิธีกรรมมาตั้งไว้ให้ผู้ร่วมงานนำมาล้างเนื้อล้างตัว ขจัดสิ่งไม่ดีไม่งามติดตัวออกมาจากเขตสุสาน 

ครับสิ่งที่ผู้เขียนเล่ามา  อาจทำให้ใครบางคนเกิดอาการพะอืดพะอมต้องขออภัย  เป็นการเล่ารายละเอียดก่อนวันเก็บกระดูก เพื่อให้เกิดอรรถรสในการอ่านตามหัวข้อหลักของกระทู้ 

นตอนเช้ามืดวันเก็บกระดูก  ญาติทุกคนจะทยอยลงจากเรือน เดินเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง ไม่ได้จับกลุ่มกัน ไม่มีการพูดคุยไม่มีการใช้ไฟฉายนำทาง  ตัวผู้เขียนเองเดินอยู่ท้ายสุด ทิ้งระยะห่างจากคนข้างหน้าร้อยเมตรเห็นจะได้ น่าแปลกใจที่ว่าตลอดการเดิน ไม่มีเสียงหมาเห่าไม่ว่าจะเดินผ่านหน้าบ้านหลังไหนก็ตาม  มันเงียบมากได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตนเอง ผู้เขียนเข้าใจเองว่า ที่ปฏิบัติเช่นนี้เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายใดติดตามมากระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้พิธีกรรมเสีย

ต้นไม้สูงใหญ่ในเขตสุสาน  มันมืดราวกับเดินเข้าไปในถ้ำ แต่ละคนอาศัยเพียงความเคยชินพื้นที่ สายตาปรับกับความมืดพอให้คลำทางไปได้  โดยมีแสงไฟคล้ายดวงเทียนเล่มใหญ่เป็นประทีปนำทางให้ กองฟอนยังไม่ดับสนิทจึงมีเปลวไฟให้เห็นนั่นเอง  คนแรกสุดไปถึงแล้ว เห็นไกลๆ เป็นเงาดำกำลังเดินวนรอบเชิงตะกอน หาคลำดูตามพื้นหาเศษกระดาษรูปตัวคน   

สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกขนลุกหัวใจเต้นแรง ในลานกว้างขวางของสุสาน มีเสียงบางอย่างดังเล็ดลอดออกมา เป็นน้ำเสียงเย็น คล้ายคนทำเสียงยานคาง แผ่วเบาจนจับใจความไม่ได้ ยิ่งเร่งฝีเท้าเดินไปรวมกลุ่มคนของข้างหน้า ยิ่งได้ยินชัด คราวนี้จับใจความได้แล้วว่า  มาแล้วกา... มาแล้วกา... ภาษาภาคกลางหมายถึงมาแล้วเหรอ

ตัวผู้เขียนเองต้องทำหูทวนลมไม่ได้ยิน  ตอนนั้นไม่เกินสิบก้าวจะไปถึงทุกคนแล้ว แสงไฟแม้จะน้อยกลับสว่างพอให้มองเห็นหน้ากันได้ ใครเป็นใครบ้าง ในเมื่อช่วยหากันแล้วไม่พบกระดาษรูปคนเป็นอันเบาใจ ไม่ต้องทำพิธีขอขมากรรมกับผู้ตาย  สัปเหร่อจะได้เริ่มขั้นตอนต่อไปคือเอาขวดน้ำมนต์ออกมาโอมอ่านคาถาแล้วให้ญาตินำไปรดใส่ไฟดังซู่  เป็นอันเสร็จพิธีแล้วครับ เรื่องเก็บกระดูกต้องให้ไฟดับสนิทก่อน คงต้องรอช่วงสาย 

เเต่ละคนตอนนี้เริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความหนักใจ  พอถามพวกพี่ๆ ว่าได้ยินด้วยเหรอ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน ได้ยินเสียงทักตั้งแต่มาถึงแล้ว แต่ละคนได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ ไม่กล้าเอ่ยออกมาจนกระทั่งเสร็จสิ้นพิธี  

สัปเหร่อบอกให้รออยู่นี่ก่อน จะไปตามให้ อึดใจต่อมาก็ได้ยินเอะอะด่าทอในลาน และเสียงครางอืออา คนแก่บอกเสียงดังให้พวกเราเดินมาได้แล้ว ไม่มีอะไรหรอกไอ้พวกขี้เมามันทัก ทำเอาทุกคนถอนหายใจไปตามกัน  พอเดินเข้าไปใกล้ๆ เห็นสภาพตัวต้นเหตุของเสียงลึกลับแล้ว บางคนถึงกับหลุดขำเพราะคิดว่าก่อนหน้าถูกผีป่าช้าหลอกเอา  มองสภาพแต่ละคนนอนเกลือกกลิ้งกับขวดเหล้าและจานกับแกล้ม ตามเนื้อตัวและเส้นผมมีแต่ดิน คงเมาจนกลับบ้านไม่ได้  

ผีหลอกก็ยังพอทน แต่คนหลอกคนมันช้ำใจจนวายวุ่น เกิดนึกถึงท่อนเนื้อเพลงท่อนนี้ขึ้นมาทันใด ผู้เขียนได้แต่แค่นหัวเราะ  จะโกรธก็โกรธไม่ลงรู้สึกขำด้วย  ไอ้เพื่อนเราด้วยนี่สิ ไม่น่าเป็นไปกับเขาเลย   

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่