"หมอธีระ" ประเมินผลลัพธ์การระบาดของ"โควิด" ชี้ไทยมีโอกาสเจอระลอกสาม
https://www.thansettakij.com/content/463102
"หมอธีระ" เผยหากโครงสร้างสังคม-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรมยังเป็นรูปแบบเดิม ไม่ปรับเปลี่ยน โอกาสระบาดซ้ำระลอกถัดมามีสูง และหากตัวเลขผู้"ติดเชื้อโควิด"ยังพุ่งสูงอาจระบาดซ้ำระลอกสามภายในปีนี้
รศ.นพ.
ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat " เกี่ยวกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
วันนี้หัวค่ำแล้ว อยากเล่าให้พวกเราฟังอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก: คาดการณ์ผลลัพธ์ของศึกระบาดซ้ำครั้งนี้
ด้วยมาตรการควบคุมพื้นที่เสี่ยงที่เรากำลังทำอยู่นั้น ยังมีข้อจำกัดหลักคือ การไม่สามารถจำกัดการเดินทางของคนได้ และไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้มากทีเดียวว่า แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ของการศึกครั้งนี้จะไม่เหมือนระลอกแรก
หากดูจากประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยระบาดซ้ำกันมาแล้ว คาดว่า ณ ปลายมีนาคม เราอาจกดการระบาดลงมาได้ โดยจะมีผลลัพธ์ใน 2 ลักษณะคือ
หนึ่ง ฉากที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้คือ มีจำนวนการติดเชื้อต่อวันอยู่ในระดับหลักสิบหรือหลักหน่วย
และสอง ฉากที่ลำบากหน่อยคือ มีจำนวนการติดเชื้อต่อวันยังอยู่ระดับหลักร้อย
ไม่ว่าจะเป็นไปในแบบที่หนึ่งหรือแบบที่สอง การป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดคงยังต้องมีต่อไปเรื่อยๆ และอาจยาวไปถึงกลางปี 2565 เพราะวัคซีนยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างครอบคลุมในปีนี้
อกจากนี้ หากโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าขายหรือบริการหรือท่องเที่ยวให้เน้นเรื่องความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อ การระบาดซ้ำในระลอกถัดมาย่อมมีโอกาสสูง เนื่องจากยังมีการติดเชื้อภายในประเทศอยู่ไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้หากระดับการติดเชื้อต่อวันอยู่ในระดับหลักสิบหรือหลักหน่วย เราอาจมีโอกาสระบาดซ้ำเป็นระลอกสามภายในปีนี้ได้ แต่หากเป็นหลักร้อย โอกาสระบาดซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วย
นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรรับรู้รับฟัง และนำไปวางแผนชีวิตเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกัน รัฐ และเอกชนก็เช่นกัน หากวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ก็จะช่วยให้เกิดการจัดการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยามที่เกิดขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม หากรัฐตัดสินใจดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเคร่งครัดกว่าปัจจุบัน ได้ทันเวลา โอกาสเปลี่ยนฉากก็ยังมี...
เรื่องที่สอง: สมรรถนะการเอาตัวรอดจากภัยโรคระบาดครั้งนี้และครั้งถัดๆ ไป
สำหรับผมแล้ว เชื่อในหลักการส่งเสริมให้คน กลุ่มคน หรือชุมชน มีสมรรถนะ/ความสามารถในการที่จะเรียนรู้ และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งเป้าให้สามารถมีชีวิตรอดได้ยามวิกฤติ
ยามใดที่เกิดปัญหาวิกฤติขึ้นมา หากคนของเรา ชุมชนของเรา สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ สามารถสงสัยและค้นหาข้อมูลมาไขความสงสัยของตนเองได้ และได้ข้อมูลมาแล้วสามารถทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ จากนั้นนำความรู้จากข้อมูลที่ได้มานั้นมาใช้แก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤติที่ตนเองหรือชุมชนของตนกำลังเผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม...ครบกระบวนการที่กล่าวมา ก็ถือว่า"บรรลุแล้ว"
การจะทำให้เกิดสมรรถนะหรือความสามารถดังกล่าวขึ้นมาได้ เราต้องช่วยกันฝึกฝน ให้คนของเรา ทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน ให้เค้าเหล่านั้นชอบในการสังเกต ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบโดยฟัง พูด ถาม เขียนแลกเปลี่ยน จากแหล่งข้อมูลหลากหลายแหล่ง แล้วสอนให้สังเกตว่าเหมือนหรือต่างกัน เอาเหตุและผลมาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบ และอธิบายปรากฏการณ์ปัญหาสถานการณ์วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเข้าใจต้นตอสาเหตุ และหาทางแก้ไข
กระบวนการข้างต้น เป็นหน้าที่ทั้งของรัฐที่จะส่งเสริม เกื้อหนุน ผ่านกลไกต่างๆ ที่มี ตลอดจนเป็นหน้าที่ของทั้งชุมชนและครอบครัว ที่จะหาทางทำให้คนของเราสามารถฝึกกระบวนการต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง
ฟังดูยาก และใช้เวลานาน แต่หากทำได้ก็ควรเริ่มทำตั้งแต่บัดนี้
เราจะไม่สามารถพัฒนาคนของเราได้ หากมุ่งเน้นที่จะบอกให้คนของเราฟังจากประกาศของหน่วยงานแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหลายครั้งอาจไม่ทันกาล ดังเช่นที่เราเห็นการระบาดเริ่มต้นที่จีน ประชาชนจำนวนมากตื่นตัวและเตรียมตัววางแผนใช้ชีวิตไว้ได้เพราะรับทราบสถานการณ์ผ่านทางเครือข่ายสังคม เป็นต้น
นอกจากนี้ บางโอกาส อาจเกิดปัญหาความคลาดเคลื่อนของการรายงานของหน่วยงาน เช่น รายงานบางส่วนที่อยากรายงาน หรือสรุปไปในแนวที่อยากสรุป โดยไม่ได้มีการบอกรายละเอียดทั้งหมด หรือไม่ได้สอนให้คนของเราได้คิดตาม โดยใช้ความรู้ทางวิชาการ และหลักเหตุและผล
ธรรมชาติของการระบาดรุนแรงเช่นนี้ จะอยู่รอดปลอดภัยกันไปได้ ต้องอาศัยแรงกายแรงใจแรงปัญญาของทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนทุกคน
เราเริ่ม class กันตั้งแต่ตอนนี้ในทุกระดับ ก็ยังไม่สาย
ด้วยรักต่อทุกคน
https://www.facebook.com/thiraw/posts/10221546639087819
“เกษตรกร” เดือด นัดเทน้ำนมทิ้ง เที่ยงนี้
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/463154
เซ่นพิษโควิด กระทรวงศึกษา รับนโยบาย ศบค. “ปิดโรงเรียน” 28 จังหวัดเสี่ยง ลามกระทบ เกษตรกรใต้ เคว้ง ไร้ที่ส่งนม ร้อง “อ.ส.ค.-เฉลิมชัย” ไม่เหลียวแล นัดเที่ยงตรง เทน้ำนมทิ้ง "สรวิศ" เบรก วอนใจเย็น เร่งรัด ไม่ได้นิ่งนอนใจ
ตามประกาศ ที่อ้างถึง เนื่องด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรน่า หรือ (โควิด-19) มีการแพร่ระบาดที่รุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มี ประกาศเรื่อง ให้สถานศึกษาสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีทั้งหมด 28 จังหวัด ส่งผลถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม แล้ว
นาย
สังวาลย์ โพธิ์มี ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก เผยกับ “
ฐานเศรษฐกิจ” จากผลกระทบกระทรวงศึกษาได้สั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่ควบคุม 28 จังหวัด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่มีที่จำหน่าย จำเป็นจะต้องเทน้ำนมดิบทิ้ง ที่ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะจากแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรน่า หรือ (โควิด-19) ปัญหา ทางสหกรณ์รับน้ำนมดิบจากเกษตรกร ทั้งเช้าและบ่าย เมื่อรับซื้อแล้วไม่ทราบจะไปขายที่ไหน จึงติดต่อ อ.ส.ค.ให้ อ.ส.ค. ผลิตให้ บรรจุเป็นนมกล่อง เสร็จแล้วทางสหกรณ์จะรับเป็นนมกล่อง กลับ อ.ส.ค. ก็ไม่ผลิตให้ เพราะถ้าผลิตให้อย่างน้อยก็สามารถยืดอายุได้ 8-9 เดือน แล้วหากสถานการณ์กลับมาปกติ โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ ก็จะระบายนมทั้งหมดตามเครือข่ายเดิมที่ได้ปฏิบัติตามเอ็มโอยูที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ เมื่อเจรจากันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องออกมากดดันเรียกร้อง เพราะสุดทนแล้ว จำเป็นต้อง "เทน้ำนมทิ้ง" เวลา 12.00 น. หรือ เที่ยงนี้
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ทางชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือเพื่อขอความช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นการเร่งด่วน ดังนี้
1. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ หน่วยงานจัดซื้อดำเนินการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน พาสเจอไรส์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการระบายผลิตภัณฑ์นม โรงเรียน ยู. เอช. ที. ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม สำมารถช่วยเหลือรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไปได้ในช่วงที่มีมาตรการให้โรงเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กำหนด ต้องปิดเรียน ซึ่งขณะนี้มี 28 จังหวัด และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงและขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
2. ให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรส์ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/หน่วยงำนจัดซื้อ หรือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมในโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)
3. มีมาตรการเป็นการเร่งด่วน เพื่อระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู. เอช. ที. คงเหลือจากผลกระทบวิกฤติโควิด-19 (รอบแรก) ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู. เอช.ที. เอาไว้ทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก ทำ ให้ไม่สามารถรับน้ำ นมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้
“
ในตอนแรกคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นัดที่จะแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในวันพรุ่งนี้ ล่าสุดเพิ่งได้รับแจ้งว่า “ยกเลิก”
เกษตรกร จึงจำเป็นที่จะต้องออกมาเคลื่อนไหว หลังจากทราบชะตาชีวิตแล้วว่า ถูกลอยแพ ไม่ได้รับการดูแล ”
ล่าสุด นายสัตวแพทย์
สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินการขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 งบกลาง สำหรับโครงการเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์พลิกฟื้นเศรษฐกิจภาคการเลี้ยงโคนมและผลิตภัณฑ์นม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 กรมปศุสัตว์ได้ประสานกับ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ดังนี้
1. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารโดยทั้ง 2 หน่วยงาน มีแนวโน้มที่จะตอบเห็นชอบตามข้อเสนอโครงการ
2. สำนักงบประมาณ ประสานกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ และส่งข้อมูลเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางสำนักงบประมาณแจ้งว่าจะต้องทำเรื่อง เรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน แล้วจึงจะส่งเรื่องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการ (สลค.) ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องส่งเรื่องให้ สลค.ใหม่ โดยมีหนังสือจาก 3 หน่วยงาน แนบไปด้วย ดังนั้นหากสามารถเร่งรัดให้ทั้ง 3 หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงบประมาณ ให้มีหนังสือตอบเห็นชอบตามข้อเสนอได้ ภายในวันที่ 4-7 มกราคมนี้ กรมปศุสัตว์จะเร่งเสนอเรื่องให้ลงนามในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้สามารถส่งเรื่องให้ สลค.ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคมนี้ เพื่อบรรจุวาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 12 มกราคม 2564
“
กรมปศุสัตว์ ทำงานเต็มที่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอให้พี่น้องเกษตรกร ใจเย็น โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบปัญหาความเดือดร้อนแล้ว ท่านก็พยายามช่วยเหลือทุกวิถีทาง”
JJNY : "หมอธีระ" ชี้ไทยมีโอกาสเจอระลอก3/เกษตรกรเดือด นัดเทน้ำนมทิ้ง/ร้านนวด-ร้านสปาร้องผ่อนผัน/เมียเสกถามเยียวยาปชช.
https://www.thansettakij.com/content/463102
"หมอธีระ" เผยหากโครงสร้างสังคม-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรมยังเป็นรูปแบบเดิม ไม่ปรับเปลี่ยน โอกาสระบาดซ้ำระลอกถัดมามีสูง และหากตัวเลขผู้"ติดเชื้อโควิด"ยังพุ่งสูงอาจระบาดซ้ำระลอกสามภายในปีนี้
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat " เกี่ยวกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
วันนี้หัวค่ำแล้ว อยากเล่าให้พวกเราฟังอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก: คาดการณ์ผลลัพธ์ของศึกระบาดซ้ำครั้งนี้
ด้วยมาตรการควบคุมพื้นที่เสี่ยงที่เรากำลังทำอยู่นั้น ยังมีข้อจำกัดหลักคือ การไม่สามารถจำกัดการเดินทางของคนได้ และไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้มากทีเดียวว่า แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ของการศึกครั้งนี้จะไม่เหมือนระลอกแรก
หากดูจากประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยระบาดซ้ำกันมาแล้ว คาดว่า ณ ปลายมีนาคม เราอาจกดการระบาดลงมาได้ โดยจะมีผลลัพธ์ใน 2 ลักษณะคือ
หนึ่ง ฉากที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้คือ มีจำนวนการติดเชื้อต่อวันอยู่ในระดับหลักสิบหรือหลักหน่วย
และสอง ฉากที่ลำบากหน่อยคือ มีจำนวนการติดเชื้อต่อวันยังอยู่ระดับหลักร้อย
ไม่ว่าจะเป็นไปในแบบที่หนึ่งหรือแบบที่สอง การป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดคงยังต้องมีต่อไปเรื่อยๆ และอาจยาวไปถึงกลางปี 2565 เพราะวัคซีนยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างครอบคลุมในปีนี้
อกจากนี้ หากโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าขายหรือบริการหรือท่องเที่ยวให้เน้นเรื่องความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อ การระบาดซ้ำในระลอกถัดมาย่อมมีโอกาสสูง เนื่องจากยังมีการติดเชื้อภายในประเทศอยู่ไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้หากระดับการติดเชื้อต่อวันอยู่ในระดับหลักสิบหรือหลักหน่วย เราอาจมีโอกาสระบาดซ้ำเป็นระลอกสามภายในปีนี้ได้ แต่หากเป็นหลักร้อย โอกาสระบาดซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วย
นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรรับรู้รับฟัง และนำไปวางแผนชีวิตเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกัน รัฐ และเอกชนก็เช่นกัน หากวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ก็จะช่วยให้เกิดการจัดการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยามที่เกิดขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม หากรัฐตัดสินใจดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเคร่งครัดกว่าปัจจุบัน ได้ทันเวลา โอกาสเปลี่ยนฉากก็ยังมี...
เรื่องที่สอง: สมรรถนะการเอาตัวรอดจากภัยโรคระบาดครั้งนี้และครั้งถัดๆ ไป
สำหรับผมแล้ว เชื่อในหลักการส่งเสริมให้คน กลุ่มคน หรือชุมชน มีสมรรถนะ/ความสามารถในการที่จะเรียนรู้ และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งเป้าให้สามารถมีชีวิตรอดได้ยามวิกฤติ
ยามใดที่เกิดปัญหาวิกฤติขึ้นมา หากคนของเรา ชุมชนของเรา สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ สามารถสงสัยและค้นหาข้อมูลมาไขความสงสัยของตนเองได้ และได้ข้อมูลมาแล้วสามารถทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ จากนั้นนำความรู้จากข้อมูลที่ได้มานั้นมาใช้แก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤติที่ตนเองหรือชุมชนของตนกำลังเผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม...ครบกระบวนการที่กล่าวมา ก็ถือว่า"บรรลุแล้ว"
การจะทำให้เกิดสมรรถนะหรือความสามารถดังกล่าวขึ้นมาได้ เราต้องช่วยกันฝึกฝน ให้คนของเรา ทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน ให้เค้าเหล่านั้นชอบในการสังเกต ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบโดยฟัง พูด ถาม เขียนแลกเปลี่ยน จากแหล่งข้อมูลหลากหลายแหล่ง แล้วสอนให้สังเกตว่าเหมือนหรือต่างกัน เอาเหตุและผลมาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบ และอธิบายปรากฏการณ์ปัญหาสถานการณ์วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเข้าใจต้นตอสาเหตุ และหาทางแก้ไข
กระบวนการข้างต้น เป็นหน้าที่ทั้งของรัฐที่จะส่งเสริม เกื้อหนุน ผ่านกลไกต่างๆ ที่มี ตลอดจนเป็นหน้าที่ของทั้งชุมชนและครอบครัว ที่จะหาทางทำให้คนของเราสามารถฝึกกระบวนการต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง
ฟังดูยาก และใช้เวลานาน แต่หากทำได้ก็ควรเริ่มทำตั้งแต่บัดนี้
เราจะไม่สามารถพัฒนาคนของเราได้ หากมุ่งเน้นที่จะบอกให้คนของเราฟังจากประกาศของหน่วยงานแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหลายครั้งอาจไม่ทันกาล ดังเช่นที่เราเห็นการระบาดเริ่มต้นที่จีน ประชาชนจำนวนมากตื่นตัวและเตรียมตัววางแผนใช้ชีวิตไว้ได้เพราะรับทราบสถานการณ์ผ่านทางเครือข่ายสังคม เป็นต้น
นอกจากนี้ บางโอกาส อาจเกิดปัญหาความคลาดเคลื่อนของการรายงานของหน่วยงาน เช่น รายงานบางส่วนที่อยากรายงาน หรือสรุปไปในแนวที่อยากสรุป โดยไม่ได้มีการบอกรายละเอียดทั้งหมด หรือไม่ได้สอนให้คนของเราได้คิดตาม โดยใช้ความรู้ทางวิชาการ และหลักเหตุและผล
ธรรมชาติของการระบาดรุนแรงเช่นนี้ จะอยู่รอดปลอดภัยกันไปได้ ต้องอาศัยแรงกายแรงใจแรงปัญญาของทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนทุกคน
เราเริ่ม class กันตั้งแต่ตอนนี้ในทุกระดับ ก็ยังไม่สาย
ด้วยรักต่อทุกคน
https://www.facebook.com/thiraw/posts/10221546639087819
“เกษตรกร” เดือด นัดเทน้ำนมทิ้ง เที่ยงนี้
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/463154
เซ่นพิษโควิด กระทรวงศึกษา รับนโยบาย ศบค. “ปิดโรงเรียน” 28 จังหวัดเสี่ยง ลามกระทบ เกษตรกรใต้ เคว้ง ไร้ที่ส่งนม ร้อง “อ.ส.ค.-เฉลิมชัย” ไม่เหลียวแล นัดเที่ยงตรง เทน้ำนมทิ้ง "สรวิศ" เบรก วอนใจเย็น เร่งรัด ไม่ได้นิ่งนอนใจ
ตามประกาศ ที่อ้างถึง เนื่องด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรน่า หรือ (โควิด-19) มีการแพร่ระบาดที่รุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มี ประกาศเรื่อง ให้สถานศึกษาสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีทั้งหมด 28 จังหวัด ส่งผลถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม แล้ว
นายสังวาลย์ โพธิ์มี ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากผลกระทบกระทรวงศึกษาได้สั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่ควบคุม 28 จังหวัด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่มีที่จำหน่าย จำเป็นจะต้องเทน้ำนมดิบทิ้ง ที่ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะจากแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรน่า หรือ (โควิด-19) ปัญหา ทางสหกรณ์รับน้ำนมดิบจากเกษตรกร ทั้งเช้าและบ่าย เมื่อรับซื้อแล้วไม่ทราบจะไปขายที่ไหน จึงติดต่อ อ.ส.ค.ให้ อ.ส.ค. ผลิตให้ บรรจุเป็นนมกล่อง เสร็จแล้วทางสหกรณ์จะรับเป็นนมกล่อง กลับ อ.ส.ค. ก็ไม่ผลิตให้ เพราะถ้าผลิตให้อย่างน้อยก็สามารถยืดอายุได้ 8-9 เดือน แล้วหากสถานการณ์กลับมาปกติ โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ ก็จะระบายนมทั้งหมดตามเครือข่ายเดิมที่ได้ปฏิบัติตามเอ็มโอยูที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ เมื่อเจรจากันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องออกมากดดันเรียกร้อง เพราะสุดทนแล้ว จำเป็นต้อง "เทน้ำนมทิ้ง" เวลา 12.00 น. หรือ เที่ยงนี้
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ ทางชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือเพื่อขอความช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นการเร่งด่วน ดังนี้
1. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ หน่วยงานจัดซื้อดำเนินการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน พาสเจอไรส์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการระบายผลิตภัณฑ์นม โรงเรียน ยู. เอช. ที. ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม สำมารถช่วยเหลือรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไปได้ในช่วงที่มีมาตรการให้โรงเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กำหนด ต้องปิดเรียน ซึ่งขณะนี้มี 28 จังหวัด และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงและขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
2. ให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรส์ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/หน่วยงำนจัดซื้อ หรือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมในโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)
3. มีมาตรการเป็นการเร่งด่วน เพื่อระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู. เอช. ที. คงเหลือจากผลกระทบวิกฤติโควิด-19 (รอบแรก) ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู. เอช.ที. เอาไว้ทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก ทำ ให้ไม่สามารถรับน้ำ นมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้
“ในตอนแรกคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นัดที่จะแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในวันพรุ่งนี้ ล่าสุดเพิ่งได้รับแจ้งว่า “ยกเลิก” เกษตรกร จึงจำเป็นที่จะต้องออกมาเคลื่อนไหว หลังจากทราบชะตาชีวิตแล้วว่า ถูกลอยแพ ไม่ได้รับการดูแล ”
ล่าสุด นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินการขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 งบกลาง สำหรับโครงการเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์พลิกฟื้นเศรษฐกิจภาคการเลี้ยงโคนมและผลิตภัณฑ์นม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 กรมปศุสัตว์ได้ประสานกับ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ดังนี้
1. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารโดยทั้ง 2 หน่วยงาน มีแนวโน้มที่จะตอบเห็นชอบตามข้อเสนอโครงการ
2. สำนักงบประมาณ ประสานกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ และส่งข้อมูลเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางสำนักงบประมาณแจ้งว่าจะต้องทำเรื่อง เรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน แล้วจึงจะส่งเรื่องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการ (สลค.) ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องส่งเรื่องให้ สลค.ใหม่ โดยมีหนังสือจาก 3 หน่วยงาน แนบไปด้วย ดังนั้นหากสามารถเร่งรัดให้ทั้ง 3 หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงบประมาณ ให้มีหนังสือตอบเห็นชอบตามข้อเสนอได้ ภายในวันที่ 4-7 มกราคมนี้ กรมปศุสัตว์จะเร่งเสนอเรื่องให้ลงนามในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้สามารถส่งเรื่องให้ สลค.ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคมนี้ เพื่อบรรจุวาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 12 มกราคม 2564
“กรมปศุสัตว์ ทำงานเต็มที่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอให้พี่น้องเกษตรกร ใจเย็น โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบปัญหาความเดือดร้อนแล้ว ท่านก็พยายามช่วยเหลือทุกวิถีทาง”