สวัสดีครับ กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ 2 ต่อจากกระทู้แรกที่ตั้งคำถามไว้ และได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆ ในพันทิพย์ นะครับ ผมให้ชื่อพ่อหนุ่มโปรไฟล์งามว่า พี่เอ ผมขอเขียนให้จบเรื่องคาใจ เพราะทุกวันนี้ยังไม่ลืมวีรกรรมพี่เอคนรวยคนนี้เลย
https://pantip.com/topic/39304645 กระทู้แรก
- สิงหาคม 2562
ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มสืบทุกอย่าง ผมได้เสนอโปรเจคให้กับบริษัทแนวหน้าแห่งหนึ่ง เราดีลกันในลักษณะต่างคนต่างออกทุนในส่วนของตัวเอง ต่างคนต่างได้งาน ซึ่งถ้าหากมีกำไร จึงจะแบ่ง % กันอย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทนี้ พี่เอเขาเคยบอกว่าเป็นเจ้าของ และยังเป็นเจ้าของอีกหลายสาขา ทั้งในและต่างประเทศ เรื่องที่ทำให้ผมหงุดหงิดจนต้องเริ่มสืบว่ามันยังไงกันแน่ เริ่มมาจากวันที่พี่เอมาที่บ้านครับ ทานข้าวนอนเล่นที่บ้านเป็นปกติ พี่สาวผมถามว่า พรุ่งนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง ผมตอบโดยที่ลืมไปว่าพี่เออยู่ด้วย ว่าตอนเช้าเข้าไปประชุมที่บริษัทนี้ พี่เอก็ลุกขึ้นมาทันที พูดอะไรบ้างคืนนั้นผมจำไม่ได้ ค่อนข้างเยอะ
ระหว่างที่ผมทำงานนี้ไป ก็มีอุปสรรคในเรื่องอุปกรณ์การทำงาน บริษัทอยากรับผิดชอบในส่วนนั้นให้ แต่ก็มีบ้างที่เกิดความไม่เข้าใจกัน เนื่องจากฝั่งที่ต้องใช้และเข้าใจมากกว่าคือฝั่งผม ทำให้ต้องคุยกันหลายรอบ ผมได้พูดส่วนนี้ให้พี่สาวฟัง เนื่องจากเราสนิทกัน ในตอนนี้ก็เริ่มมีอัพเดทจากฝั่งพี่เอ เช่น พนักงานเบิกเงินค่าจ้างให้ผมและทีมงานแล้วนะ ตั้งใจทำงานล่ะ จะได้จ้างอีก ตอนนั้นผมงงเป็นไก่ตาแตก เงินไรฟะ พอผมบอกพี่สาวผมว่า เออทุกคนออกทุนเอง อยากทำงานเฟี้ยวๆ ก็กลับกลายเป็นว่า พนักงานเบิกเงินเพื่อยักยอก (เฉยเลย) ต่อมาคือ พี่เอบอกพี่สาวผมว่า เนี่ยพ่อของเขาสืบจนรู้เลยนะ ว่าใครเข้ามาทำงานนี้ (หมายถึงผม) เพราะพ่อพี่เอ สังเกตว่าลูกชายลงมาคุมงานเอง ดูใส่ใจเป็นพิเศษ ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่ามันละครๆ ยังไงชอบกล และมีอัพเดทอะไรแปลกๆ มาเรื่อยๆ จะย้ายทีมมาดูแลมั่ง จะเปลี่ยนพนักงานมั่ง พนักงานไม่โปร่งใส จนผมเริ่มอึดอัด ตอนนั้นก็ยังมีความนับถือพี่เออยู่บ้าง ผมก็ไม่อยากอยู่ท่ามกลางการยักยอกเงินก้อนนี้ จะเทงานก็ไม่ได้ ทุกคนที่มาทำก็มาด้วยใจ บางคนก็บินมาจากต่างจังหวัดและต้องไปต่างประเทศทันทีหลังเสร็จงาน ผมตัดสินใจทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนไปสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม 2562 โดยที่ไม่มีพี่เอ CEO มาทักทายทีมงานเลยสักครั้งเดียว ผมเลือกไม่ถามกับคนจากบริษัทนั้น กลัวเขาจะขำว่าไร้สาระเอาน่ะครับ คงมีคนแอบอ้างแบบนั้นอยู่บ่อย
- กันยายน 2562
ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่เคยพาพี่สาวผมไปเจอที่บ้านเลย และไม่เคยพาไปที่ทำงานเลย จะมีข้ออ้างเสมอ ไม่เข้าบริษัทมั่งล่ะ ไปนั่นนี่มั่งล่ะ ทั้งๆที่กิจการมากมายขนาดนั้น ซึ่งถ้าเป็นผม บ้านผม ที่ทำงานผม ทุกคนมาหาได้ตลอดเลยครับ แค่นัดเท่านั้น จะได้ไม่คลาดกัน มีวันหนึ่งผมกับพี่จะไปเดินเล่นแถวนั้น บอกจะไปรับ ก็บ่ายเบี่ยงๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมฉุกคิด และตลอดเวลาพี่เอจะให้พี่สาวผมถือแพลนเนอร์คอยจดการประชุมให้ ซึ่งผมเคยถามว่า จดแล้วยังไง โทรไปบอกงี้หรอ ถ้าไม่มีเลขาจดเองไม่ได้เลยหรอ สัปดาห์ละช่องอะ แสดงว่าก็ไม่ได้ยุ่งนี่นา มันขำอยู่นะครับ ทำไมพี่สาวผมต้องจด เหมือนทำให้ดูแนบเนียนไงไม่รู้
ผมเขียนไปถามบริษัทเสื้อแบรนด์รีเทลโดยตรง ที่พี่เอแกว่า ไปซื้อมาจากแฟชั่นโชว์ ที่ paris เอาจากนางแบบมาเลยให้พี่สาวผม แต่ไม่ต้องไปเช็คนะ เพราะของไม่เข้าไทย ถามที่ร้านเขาจะไม่รู้ พี่เอกำชับ แบรนด์ตอบผมกลับมาว่า เสื้อตัวนี้ไม่มีขายแล้ว หา data ไม่เจอแล้ว จะเจอได้ไงอะ ก็เสื้อมันตั้งแต่ปี 2013 กระดุมถลอกมาเชียว มันแปลกมากนะครับ ไม่น่าต้องซื้อไกลขนาดนั้น ห้างทั่วไปบ้านเราก็มีแบรนด์นี้
ส่วนข้าวของชิ้นอื่นๆ ไม่ต้องถามใครแล้วครับ ดูครั้งแรกก็เห็นว่าเป็นของใช้แล้ว
- ตุลาคม 2562
ผมเรียบเรื่องเรื่องพิรุธแปลกๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับพี่เอ และตัดสินใจหาข้อมูล อย่างแรกที่ต้องการรู้คือ เรื่องหุ้นต่างๆ จึงมาถามเอากับพี่ๆ ในพันทิพย์ซึ่งได้รับการช่วยเหลืออย่างดี รวมทั้งผมจับได้ว่าพี่เอเป็นลูกจ้างร้านหนึ่ง ซึ่งผมโทรเช็คจึงแน่ใจว่า น่าจะโกหกทั้งหมดแล้วล่ะ ผมขอดูรายชื่อหุ้นส่วนของบริษัทต่างๆที่พี่เออ้าง ไม่มีชื่อพี่เอครับ และไม่มีที่ไหนที่เชื่อมโยงกัน เช่นมีเจ้าของร่วมกัน เหมือนกัน หรือเข้าข่ายว่าเป็นกิจการในเครือ แม้จะชื่อเหมือนกันต่างสาขา ผมสรุปได้ว่าโดนหลอก พี่เอขอโทษพี่สาวผม บอกว่าไม่อยากทำงานที่บริษัทใหญ่นั้นที่พ่อบังคับ เลยมาลองทำอันนี้ (อ้าวแล้วไหนที่ว่าพนักงานยักยอก ก็มโนแท้ๆ เลยสิครับ) ผมก็ไม่อะไร อาชีพอะไรช่าง ทุกคนต้องทำมาหากิน แต่ใจผมดันไม่หยุด ผมคิดว่าคงไม่ได้มีแค่เรื่องนี้แน่ๆ ถ้าหากโกหกแค่นี้ยังให้อภัยไหว แต่เรื่องพ่อแม่ล่ะ ที่คุยโวมากมาย มันมีความละครเหลือเกิน เป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมเลือกจะอยากรู้ เพราะทุกเรื่องที่ผ่านมาโกหกหมด แต่คิดว่าเขาคงไม่โกหกเรื่องครอบครัว ไม่น่าทำขนาดนั้น
- พฤศจิกายน 2562
ผมให้เพื่อนโทรไปบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ในจำนวน 5-6 ธุรกิจ ที่พี่เอเป็น CEO อยู่ ปรากฏว่า เจ้าของตัวจริง ได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น แล้ว และพี่เอก็ยังยืนยันว่ามีธุรกิจนี้จริง กำลังขยายสาขา บัฟผ่านพี่สาวผมว่าผมจะไปรู้อะไร มันย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเคยเห็น ผมล้ำเส้น บลาๆ คนล้ำเส้นน่าจะเป็นพี่เอเสียมากกว่า ที่เข้ามายุ่งเรื่องงานผม งานพี่สาวผม มาปั่นเรื่องนั้นนี้ให้พวกเราทำ ทั้งๆ ที่มันไม่มีจริง เสียเวลาเปล่าๆ เลย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่เอมักจะคุยอวดพ่อเสมอๆ ถึงขั้นพูดชื่อ ผมจำชื่อได้แว่วๆ เลยถามเพื่อน ที่รู้จักกับแวดวงครอบครัวพี่เอ ได้ความว่า คุณลุงคุณป้าที่พี่เอ อ้างว่าเป็นพ่อแม่ เขาทั้งสองไม่มีลูก พี่สาวแท้ๆ ที่พี่เอชอบเล่าถึงก็เป็นหลานคุณลุงคุณป้า ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพี่เอ ผมไม่อยากจะคิดต่อ จะเป็นหลาน หรือลูกเลี้ยง หรือใครในบ้าน ยังไงบทสรุปก็คือโดนหลอก ผมโมโหมากและโทรไปนัดพี่เอ จะขอคุย ตอนนั้นผมได้บอกพี่สาวผมแล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เอหนีไม่รับโทรศัพท์ บล็อคไลน์ บล็อคเฟส แต่สามารถไปเดทกับพี่สาวผมได้ งงมาก ตั้งแต่วันนั้นผมสรุปได้ว่าเรื่องทุกอย่างที่ผมคิดคงจริงทั้งหมด ไม่งั้นก็คงมาเคลียร์แล้ว แต่ก็ดันมีกระแสจากฝั่งพี่เอ มาตลอดว่าผมมั่ว ไม่รู้จริง ทุกวันนี้ผมและที่บ้าน ไม่มีใครอยากพูดถึงพี่เออีก ผมโมโหที่ปั่นผมซะเป็นคนโง่เลย ไม่เคยรู้สึกโง่ขนาดนี้ ตั้งแต่ทำงานมา ทั้งๆ ที่เป็นคนที่เราไว้ใจ เชื่อใจ ตอนนี้ผมรอดูครับ ว่าจะลงท่าไหน บริษัทเจ๊งหรือโดนตัดมรดก (แบบฉบับละครไทย) เพราะล่าสุดไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับพ่อ เพราะทะเลาะกัน แต่อยู่ชายคาเดียวกัน เอ๊ะยัง งงๆ
โชคดียังมีบ้าง
- พี่สาวผมไม่ได้ลาออกจากงาน เพราะพี่เอ ชวนออกมาเป็นเลขา
ตอนลาออกหลังจากนั้นจำได้ว่าพี่เอ เงียบกริบเลย มีแต่พวกเราคิดกันเองว่าอยากทำไรต่อ เดี๋ยวช่วยกันทำ
- ครอบครัวและพี่สาวไม่ได้เสียทรัพย์สินอะไรให้พี่เอ เพราะบ้านเราไม่รวย และพี่เอเป็นสายมโนครับ ไม่ประสงค์ทรัพย์ พี่สาวผมจึงคบต่อ บอกว่าพี่เอก็มีข้อดีอยู่บ้าง แต่เอาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปมด้อยของตัว หรือแค่อยากฟิน ก็ไม่ควรเอาปมด้อยตัวเองไปลงที่คนอื่น ไม่แฟร์
ข้อเตือนใจตัวผมเองหลังเจอเหตุการณ์นี้ไป จากที่ไม่เคยโกหก ก็ไม่คิดจะโกหกตลอดไปแน่ครับ
- โลกโซเชี่ยว อยากรู้อะไร หาได้หมด
- ผมมีความเชื่อเสมอว่า คนทุกคน แทบจะรู้จักกันหมด ทุกครั้งที่ผมไปเจอเพื่อนใหม่ ก็มักจะมีเพื่อนของเราไปรู้จักเขา เพื่อนของเราที่รู้จักกับคนนั้นคนนี้ ทุกคนรู้จักกัน มันเชื่อมโยงกัน อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกถามไหม มันโป๊ะได้ง่ายๆ เลยนะครับ
พี่สาวผมกำลังโดน ผู้ชายโปรไฟล์ดี หลอก ตอนจบ
https://pantip.com/topic/39304645 กระทู้แรก
- สิงหาคม 2562
ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มสืบทุกอย่าง ผมได้เสนอโปรเจคให้กับบริษัทแนวหน้าแห่งหนึ่ง เราดีลกันในลักษณะต่างคนต่างออกทุนในส่วนของตัวเอง ต่างคนต่างได้งาน ซึ่งถ้าหากมีกำไร จึงจะแบ่ง % กันอย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทนี้ พี่เอเขาเคยบอกว่าเป็นเจ้าของ และยังเป็นเจ้าของอีกหลายสาขา ทั้งในและต่างประเทศ เรื่องที่ทำให้ผมหงุดหงิดจนต้องเริ่มสืบว่ามันยังไงกันแน่ เริ่มมาจากวันที่พี่เอมาที่บ้านครับ ทานข้าวนอนเล่นที่บ้านเป็นปกติ พี่สาวผมถามว่า พรุ่งนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง ผมตอบโดยที่ลืมไปว่าพี่เออยู่ด้วย ว่าตอนเช้าเข้าไปประชุมที่บริษัทนี้ พี่เอก็ลุกขึ้นมาทันที พูดอะไรบ้างคืนนั้นผมจำไม่ได้ ค่อนข้างเยอะ
ระหว่างที่ผมทำงานนี้ไป ก็มีอุปสรรคในเรื่องอุปกรณ์การทำงาน บริษัทอยากรับผิดชอบในส่วนนั้นให้ แต่ก็มีบ้างที่เกิดความไม่เข้าใจกัน เนื่องจากฝั่งที่ต้องใช้และเข้าใจมากกว่าคือฝั่งผม ทำให้ต้องคุยกันหลายรอบ ผมได้พูดส่วนนี้ให้พี่สาวฟัง เนื่องจากเราสนิทกัน ในตอนนี้ก็เริ่มมีอัพเดทจากฝั่งพี่เอ เช่น พนักงานเบิกเงินค่าจ้างให้ผมและทีมงานแล้วนะ ตั้งใจทำงานล่ะ จะได้จ้างอีก ตอนนั้นผมงงเป็นไก่ตาแตก เงินไรฟะ พอผมบอกพี่สาวผมว่า เออทุกคนออกทุนเอง อยากทำงานเฟี้ยวๆ ก็กลับกลายเป็นว่า พนักงานเบิกเงินเพื่อยักยอก (เฉยเลย) ต่อมาคือ พี่เอบอกพี่สาวผมว่า เนี่ยพ่อของเขาสืบจนรู้เลยนะ ว่าใครเข้ามาทำงานนี้ (หมายถึงผม) เพราะพ่อพี่เอ สังเกตว่าลูกชายลงมาคุมงานเอง ดูใส่ใจเป็นพิเศษ ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่ามันละครๆ ยังไงชอบกล และมีอัพเดทอะไรแปลกๆ มาเรื่อยๆ จะย้ายทีมมาดูแลมั่ง จะเปลี่ยนพนักงานมั่ง พนักงานไม่โปร่งใส จนผมเริ่มอึดอัด ตอนนั้นก็ยังมีความนับถือพี่เออยู่บ้าง ผมก็ไม่อยากอยู่ท่ามกลางการยักยอกเงินก้อนนี้ จะเทงานก็ไม่ได้ ทุกคนที่มาทำก็มาด้วยใจ บางคนก็บินมาจากต่างจังหวัดและต้องไปต่างประเทศทันทีหลังเสร็จงาน ผมตัดสินใจทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนไปสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม 2562 โดยที่ไม่มีพี่เอ CEO มาทักทายทีมงานเลยสักครั้งเดียว ผมเลือกไม่ถามกับคนจากบริษัทนั้น กลัวเขาจะขำว่าไร้สาระเอาน่ะครับ คงมีคนแอบอ้างแบบนั้นอยู่บ่อย
- กันยายน 2562
ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่เคยพาพี่สาวผมไปเจอที่บ้านเลย และไม่เคยพาไปที่ทำงานเลย จะมีข้ออ้างเสมอ ไม่เข้าบริษัทมั่งล่ะ ไปนั่นนี่มั่งล่ะ ทั้งๆที่กิจการมากมายขนาดนั้น ซึ่งถ้าเป็นผม บ้านผม ที่ทำงานผม ทุกคนมาหาได้ตลอดเลยครับ แค่นัดเท่านั้น จะได้ไม่คลาดกัน มีวันหนึ่งผมกับพี่จะไปเดินเล่นแถวนั้น บอกจะไปรับ ก็บ่ายเบี่ยงๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมฉุกคิด และตลอดเวลาพี่เอจะให้พี่สาวผมถือแพลนเนอร์คอยจดการประชุมให้ ซึ่งผมเคยถามว่า จดแล้วยังไง โทรไปบอกงี้หรอ ถ้าไม่มีเลขาจดเองไม่ได้เลยหรอ สัปดาห์ละช่องอะ แสดงว่าก็ไม่ได้ยุ่งนี่นา มันขำอยู่นะครับ ทำไมพี่สาวผมต้องจด เหมือนทำให้ดูแนบเนียนไงไม่รู้
ผมเขียนไปถามบริษัทเสื้อแบรนด์รีเทลโดยตรง ที่พี่เอแกว่า ไปซื้อมาจากแฟชั่นโชว์ ที่ paris เอาจากนางแบบมาเลยให้พี่สาวผม แต่ไม่ต้องไปเช็คนะ เพราะของไม่เข้าไทย ถามที่ร้านเขาจะไม่รู้ พี่เอกำชับ แบรนด์ตอบผมกลับมาว่า เสื้อตัวนี้ไม่มีขายแล้ว หา data ไม่เจอแล้ว จะเจอได้ไงอะ ก็เสื้อมันตั้งแต่ปี 2013 กระดุมถลอกมาเชียว มันแปลกมากนะครับ ไม่น่าต้องซื้อไกลขนาดนั้น ห้างทั่วไปบ้านเราก็มีแบรนด์นี้
ส่วนข้าวของชิ้นอื่นๆ ไม่ต้องถามใครแล้วครับ ดูครั้งแรกก็เห็นว่าเป็นของใช้แล้ว
- ตุลาคม 2562
ผมเรียบเรื่องเรื่องพิรุธแปลกๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับพี่เอ และตัดสินใจหาข้อมูล อย่างแรกที่ต้องการรู้คือ เรื่องหุ้นต่างๆ จึงมาถามเอากับพี่ๆ ในพันทิพย์ซึ่งได้รับการช่วยเหลืออย่างดี รวมทั้งผมจับได้ว่าพี่เอเป็นลูกจ้างร้านหนึ่ง ซึ่งผมโทรเช็คจึงแน่ใจว่า น่าจะโกหกทั้งหมดแล้วล่ะ ผมขอดูรายชื่อหุ้นส่วนของบริษัทต่างๆที่พี่เออ้าง ไม่มีชื่อพี่เอครับ และไม่มีที่ไหนที่เชื่อมโยงกัน เช่นมีเจ้าของร่วมกัน เหมือนกัน หรือเข้าข่ายว่าเป็นกิจการในเครือ แม้จะชื่อเหมือนกันต่างสาขา ผมสรุปได้ว่าโดนหลอก พี่เอขอโทษพี่สาวผม บอกว่าไม่อยากทำงานที่บริษัทใหญ่นั้นที่พ่อบังคับ เลยมาลองทำอันนี้ (อ้าวแล้วไหนที่ว่าพนักงานยักยอก ก็มโนแท้ๆ เลยสิครับ) ผมก็ไม่อะไร อาชีพอะไรช่าง ทุกคนต้องทำมาหากิน แต่ใจผมดันไม่หยุด ผมคิดว่าคงไม่ได้มีแค่เรื่องนี้แน่ๆ ถ้าหากโกหกแค่นี้ยังให้อภัยไหว แต่เรื่องพ่อแม่ล่ะ ที่คุยโวมากมาย มันมีความละครเหลือเกิน เป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมเลือกจะอยากรู้ เพราะทุกเรื่องที่ผ่านมาโกหกหมด แต่คิดว่าเขาคงไม่โกหกเรื่องครอบครัว ไม่น่าทำขนาดนั้น
- พฤศจิกายน 2562
ผมให้เพื่อนโทรไปบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ในจำนวน 5-6 ธุรกิจ ที่พี่เอเป็น CEO อยู่ ปรากฏว่า เจ้าของตัวจริง ได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น แล้ว และพี่เอก็ยังยืนยันว่ามีธุรกิจนี้จริง กำลังขยายสาขา บัฟผ่านพี่สาวผมว่าผมจะไปรู้อะไร มันย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเคยเห็น ผมล้ำเส้น บลาๆ คนล้ำเส้นน่าจะเป็นพี่เอเสียมากกว่า ที่เข้ามายุ่งเรื่องงานผม งานพี่สาวผม มาปั่นเรื่องนั้นนี้ให้พวกเราทำ ทั้งๆ ที่มันไม่มีจริง เสียเวลาเปล่าๆ เลย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่เอมักจะคุยอวดพ่อเสมอๆ ถึงขั้นพูดชื่อ ผมจำชื่อได้แว่วๆ เลยถามเพื่อน ที่รู้จักกับแวดวงครอบครัวพี่เอ ได้ความว่า คุณลุงคุณป้าที่พี่เอ อ้างว่าเป็นพ่อแม่ เขาทั้งสองไม่มีลูก พี่สาวแท้ๆ ที่พี่เอชอบเล่าถึงก็เป็นหลานคุณลุงคุณป้า ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพี่เอ ผมไม่อยากจะคิดต่อ จะเป็นหลาน หรือลูกเลี้ยง หรือใครในบ้าน ยังไงบทสรุปก็คือโดนหลอก ผมโมโหมากและโทรไปนัดพี่เอ จะขอคุย ตอนนั้นผมได้บอกพี่สาวผมแล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เอหนีไม่รับโทรศัพท์ บล็อคไลน์ บล็อคเฟส แต่สามารถไปเดทกับพี่สาวผมได้ งงมาก ตั้งแต่วันนั้นผมสรุปได้ว่าเรื่องทุกอย่างที่ผมคิดคงจริงทั้งหมด ไม่งั้นก็คงมาเคลียร์แล้ว แต่ก็ดันมีกระแสจากฝั่งพี่เอ มาตลอดว่าผมมั่ว ไม่รู้จริง ทุกวันนี้ผมและที่บ้าน ไม่มีใครอยากพูดถึงพี่เออีก ผมโมโหที่ปั่นผมซะเป็นคนโง่เลย ไม่เคยรู้สึกโง่ขนาดนี้ ตั้งแต่ทำงานมา ทั้งๆ ที่เป็นคนที่เราไว้ใจ เชื่อใจ ตอนนี้ผมรอดูครับ ว่าจะลงท่าไหน บริษัทเจ๊งหรือโดนตัดมรดก (แบบฉบับละครไทย) เพราะล่าสุดไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับพ่อ เพราะทะเลาะกัน แต่อยู่ชายคาเดียวกัน เอ๊ะยัง งงๆ
โชคดียังมีบ้าง
- พี่สาวผมไม่ได้ลาออกจากงาน เพราะพี่เอ ชวนออกมาเป็นเลขา
ตอนลาออกหลังจากนั้นจำได้ว่าพี่เอ เงียบกริบเลย มีแต่พวกเราคิดกันเองว่าอยากทำไรต่อ เดี๋ยวช่วยกันทำ
- ครอบครัวและพี่สาวไม่ได้เสียทรัพย์สินอะไรให้พี่เอ เพราะบ้านเราไม่รวย และพี่เอเป็นสายมโนครับ ไม่ประสงค์ทรัพย์ พี่สาวผมจึงคบต่อ บอกว่าพี่เอก็มีข้อดีอยู่บ้าง แต่เอาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปมด้อยของตัว หรือแค่อยากฟิน ก็ไม่ควรเอาปมด้อยตัวเองไปลงที่คนอื่น ไม่แฟร์
ข้อเตือนใจตัวผมเองหลังเจอเหตุการณ์นี้ไป จากที่ไม่เคยโกหก ก็ไม่คิดจะโกหกตลอดไปแน่ครับ
- โลกโซเชี่ยว อยากรู้อะไร หาได้หมด
- ผมมีความเชื่อเสมอว่า คนทุกคน แทบจะรู้จักกันหมด ทุกครั้งที่ผมไปเจอเพื่อนใหม่ ก็มักจะมีเพื่อนของเราไปรู้จักเขา เพื่อนของเราที่รู้จักกับคนนั้นคนนี้ ทุกคนรู้จักกัน มันเชื่อมโยงกัน อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกถามไหม มันโป๊ะได้ง่ายๆ เลยนะครับ