𝗣𝗮𝗴𝗲 𝟭 𝗼𝗳 𝟯𝟲𝟱. | 𝗖𝗵𝗮𝗻𝗴 𝗣𝗵𝘂𝗲𝗮𝗸 𝗠𝗼𝘂𝗻𝘁𝗮𝗶𝗻 | 𝟭𝘀𝘁 𝗝𝗮𝗻 𝟮𝟬𝟮𝟭


"เดินไปเดินมา ลูกที่สิบเจ็ดแล้วหรือนี่?" ใช่แล้วล่ะ นี่คือการพิชิตเขาลูกที่สิบเจ็ดของเรา เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเก็บให้เยอะที่สุด หากว่ายังมีโอกาส เราแค่ขอเดินไปเรื่อย ๆ  แบบนี้แหละ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ (^^) ขอเขียนบันทึกการเดินทางครั้งสุดท้ายของปี 2020 และครั้งแรกของปี 2021 ไว้ในนี้นะคะ
เขาช้างเผือก อยู่ในพื้นที่เขตความดูแลของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยกให้เป็น 1 ใน 10 Thailand Dream Destination ที่ควรไปเยือนกันให้ได้สักครั้งหนึ่ง
30 ธันวาคม 2020 เราเดินทางจากจังหวัดราชบุรี ด้วยรถมินิบัสของศรีเมืองทัวร์ รอบสุดท้าย 19.20 น. ลงรถที่ Central ศาลายา และรอนัดหมายจากกลุ่มเพื่อน ๆ ที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ 23.30 น.
ระหว่างรอก็นี่เลย เมนูพิเศษช่วง Christmas จาก Starbucks เราจิ้มไปที่ Christmas Tree Peppermint Dark Mocha ดื่มเข้าไปจะมีความเย็นสดชื่นของเป๊ปเปอร์มิ้นท์และที่ชอบอีกอย่างคือวิปครีมชาเขียว ทำให้การนั่งรอเวลาครั้งนี้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป๊ ฮ่าฮ่าฮ่า
31 ธันวาคม 2020 หลังจากขึ้นรถได้ ก็หลับยาว ๆ เราตื่นมาอีกทีก็อยู่ที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิแล้ว อากาศข้างนอกรถตอนเช้ามืดที่นี่หนาวจนไม่อยากจะออกจากรถเลย เนื่องจากมาก่อนใครเราได้ลงทะเบียนเป็นกลุ่มแรก ยังไม่ตื่นดีนักหรอกแต่เจ้าหน้าที่พูดอะไรเราก็ฟัง การลงทะเบียนคือ การกรอกคำขออนุญาตให้ขึ้นศึกษาธรรมชาติ การทำประกันอุบัติเหตุ การตรวจสอบรายชื่อจากการจอง เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะส่งไม้ต่อไปยังจุดเริ่มเดิน ที่หมู่บ้านอีต่อง เส้นทางชันของขุนเขาสลับซับซ้อน หัวโยกหัวเอนอยู่บนรถสักพักพระอาทิตย์ก็โผล่มาทักทาย
08.00 น. เมื่อถึงหมู่บ้านอีต่อง ก็จัดแจงสัมภาระสำหรับให้ลูกหาบแบก อาบน้ำ แปลงร่าง และเตรียมของที่จำเป็นขึ้นเป้ จากนั้นก็ทานมื้อเช้ากันในหมู่บ้านก่อนจะไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อเดินเท้าต่อไป เราเพิ่งมีโอกาสได้มาเยือนที่นี่ครั้งแรก เราชอบนะ ที่นี่น่ารักมาก ๆ เลยล่ะ สิ้นปีอีกครั้งแล้วนะ แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะปุบปับไปสักหน่อยก็เถอะ แต่เราก็ยังอยากเก็บความทรงจำดี ๆ ไว้ อยากบอกกับเธอวันนี้เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะรู้สึกแบบนี้อยู่อีกไหม เขียนโปสการ์ดสักหน่อยก่อนแล้วกัน
หมดเวลาทำใจ ได้เวลาก้าวเดินแล้ว พวกเราไปพบกับเจ้าหน้าที่ที่จุดเริ่มเดิน และได้ถ่ายรูปรวมเป็นครั้งแรก รูปที่มีพวกเราทั้ง 8 คน และพี่เจ้าหน้าที่อีก 1 นาย รูปนี้ถูกถ่ายด้วย กล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้ง Fujifilm Simple ACE 400
09.00 น. เริ่มเดินแล้วนะ จากตรงนี้มองไม่เห็นจุดหมายปลายเขาที่จะพิชิต สิ่งที่พอทำได้คือการศึกษาเส้นทางจากผู้พิชิตก่อนหน้า ความไกลในจินตนาการที่ฟุ้งซ่านเมื่อกี้นี้ก็หดสั้นลง อย่างน้อย ๆ ก็รู้แล้ว อีก 8 กิโลเมตรข้างหน้านี้ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไร ฉันจะผ่านมันไปให้ได้ อีกอย่าง มีเจ้าหนูน้อยยิ้มให้กำลังใจด้วยอีกแรง
ตลอดเส้นทางคืองดงามอลังการแบบ 360° แถมยัง Super Full HD อีกด้วย ขอแทรกสาระสลับความสวยงามสักเล็กน้อย ป่าไม้ในเขตอุทยานฯ มีทั้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณ

ป่าดิบชื้น ซึ่งเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนขนาดมหึมา ทั้งยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าดิบชื้นนั้น หากสังเกตลักษณะทางภูมิศาสตร์ง่าย ๆ คือ จะมีเรือนยอดสูง จะพบไม้ยืนต้น เช่น ตะเคียน ยางขาว ยางแดง เป็นต้น และป่าด้านล่างรกทึบ ส่วนใหญ่จะพบ ต้นปาล์ม และเฟิร์นต่าง ๆ

ป่าดิบแล้ง จะบอกว่าอันนี้ก็สำคัญมากกกกก ก. ไก่ ล้านตัว สำคัญเพราะอะไร สำคัญเพราะว่าป่าดิบแล้งคือ 'บ้านของสัตว์ป่า' การมีเรือนยอดที่ต่อเนื่องกัน ช่างเป็นอะไรที่เหมาะเจาะสำหรับการหากินของ ชะนี และ กระรอก ส่วนป่าพื้นล่างจะได้รับแสงมากกว่าป่าดิบชื้น ทำให้มีพืชขนาดเล็กเติบโตได้ ซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ป่านั่นเอง เช่น หมูป่า เก้ง กวาง เป็นต้น

ไปต่อกันที่ ป่าดิบเขา เป็นป่าที่อากาศเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งจะมีความสูงตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป ซึ่งสามารถพบได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์และการเห็นคุณค่าของมันน้อยลง อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งสำคัญไปแบบไม่ได้ตั้งใจก็ได้นะ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนแล้วเราเดินทางไป อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี เราสังเกตเห็นว่ามีการตัดถนนใหม่ ใหญ่โตมาก ซึ่งก็กินพื้นที่ป่าดิบเขาไปมากอยู่พอสมควร เรื่องนี้เรารู้ว่ามันค่อนข้าง Sensitive นะ แต่หากมองลึก ๆ กันจริง ๆ แล้ว การตัดถนนเพิ่ม มันค่อนข้างเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แน่นอนว่าจำนวนรถอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องสูญเสียแหล่งผลิตอากาศสำหรับการหายใจไปอีกเท่าไร หากมีการถางป่าเพื่อสร้างถนนไปอีกเรื่อย ๆ เช่นกัน น่าเศร้านะ หากความสะดวกสบายของพวกเรานำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งป่าดิบ มัน​กำลัง​ถูก​ทำลาย​ก่อน​ที่​เรา​จะ​หยั่ง​เห็นคุณ​ค่า​ของ​มัน เขียนถึงตรงนี้บอกตรง ๆ ว่าแทบจะร้องไห้เลยตู แต่ แต่ แต่ ชีวิตต้องมีความหวัง ฮ่าฮ่า เราหวังมาก ๆ ว่าก่อนเราจะตาย เราอยากเห็นระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ที่ปลอดภัย ที่เพียงพอ เพื่อหยุดการทำลายแหล่งผลิตออกซิเจนที่ดีที่สุดแห่งนี้ ให้พวกเราได้ใช้มันร่วมกัน

มาถึงป่าสุดท้ายแล้ว ป่าเบญจพรรณ เป็นแหล่งอาศัยของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้สัก ไม้แดง เป็นต้น ไม้ใหญ่เหล่านี้มีความสำคัญนะ เนื่องจากมีเรือนยอดและระบบรากแผ่กว้าง ช่วยป้องกันลม ช่วยคลุมความชื้นให้กับดิน รองรับน้ำฝน ลดแรงปะทะหน้าดินให้น้อยลง   ช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย อีกทั้งใบที่ร่วงหล่นลงมาทับถมผุพังช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินอีกด้วย แน่นอนว่าปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ส่วนหนึ่งก็เกิดจากพื้นที่ป่าในส่วนนี้ถูกทำลายนั่นเอง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เดินมาจนถึงตรงนี้ ยังไม่ครึ่งทางดีเท่าไร ก็รู้สึกคุ้มค่ามาก ๆ แล้ว สันเขาเรียงซ้อนกัน ถึงแม้ว่าแดดจะร้อน แต่อากาศก็ดีมากโขอยู่นะ
มีง่าย มียาก เดินคนเดียวบ้าง มีเพื่อนมาเดินข้าง ๆ บ้าง แต่ก็เดินต่อไป
เดินเรื่อยไป ผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า 8 กิโลเมตร บนทางชัน มันช่างยาวนาน โดยเฉพาะเนินสุดท้ายก่อนจะถึงแคมป์ รู้สึกคุณหลอกดาวมากค่ะ มองเห็นแคมป์มาแต่ไกล แต่ใยเดินเท่าไรไม่ถึงสักที ฮ่าฮ่า ได้แต่บ่นกับตัวเอง ทำไมนะทำไม ทำไมถึงไม่เข็ดสักที เห็นแคมป์ของพวกเราไหม?  น้ำหนักกระเป๋าก็มีผลต่อการก้าวไปข้างหน้าเหมือนกันนะ แต่มันถูกเอาชนะด้วยน้ำหนักของหัวใจ และได้ภาพความทรงจำยิ่งใหญ่นี้เป็นรางวัล สวยจังเลย วู้ววววหายเหนื่อยแล้วก็ได้
เราเดินทางถึงแคมป์ช่วงเที่ยงวัน ถือว่าทำเวลาได้ดีมาก อาจเพราะว่าอากาศร้อน ทำให้รีบเดินเหมือนไล่กระบือก็ไม่ปาน ฮ่าฮ่า
สร้างบ้านกันก่อน
นี่คือสิ่งที่เพื่อนร่วมทริปหิ้วขึ้นมาด้วย โคตรครีเอทและมีความพยายามยิ่งนัก บราวนี่เค้กสำหรับฉลองปีใหม่ของพวกเรา
แม้แดดจะแรงแต่อากาศกลับแสนดี
วิวจากหน้าต่างบ้านก็จะเว่อร์วังประมาณนี้
เราพักผ่อน ยืดเส้นยืดสายกันเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปพิชิตสันคมมีด สะพานเมฆในตำนาน และยอดเขาช้างเผือก ซึ่งมีความสูง 1,249 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ราวบ่ายสามเจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณเตรียมความพร้อม เราสวมรองเท้า หยิบเสื้อคลุมมาสวม เตรียมน้ำดื่มขวดเล็ก 1 ขวดใส่กระเป๋าน้อย และแน่นอนเราไม่ลืมที่จะคว้ากล้องถ่ายรูปเล็ก ๆ ของเราไปเก็บความทรงจำครั้งนี้ การพิชิตยอดและสันคมมีด คือความท้าทายหนึ่งที่เราอยากทำสำเร็จให้ได้ เกือบ 5 ชั่วโมงที่เดินไต่สันเขาลูกแล้วลูกเล่ามาเรื่อย ๆ ร่างกายสะสมความอ่อนล้ามาพอสมควร จังหวะของเท้าที่ก้าวช้าลง ในขณะเดียวกันหัวใจกับเต้นถี่รัว ไม่พร้อมเท่าไรหรอก แต่จะก้าวต่อไป และเมื่อก้าวต่อไปเราก็พบว่า หลาย ๆ สิ่งที่เคยกังวลค่อย ๆ จางลง บางความทุกข์ที่เคยแบกไว้บนบ่า เมื่ออยู่ตรงนี้เรากลับรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระ
ในที่สุดพวกเราก็มาถึง
วิวตรงหน้านี่คือสวยแบบไม่ต้องแต่งเติมใด ๆ
ระหว่างเดินกลับลงไปที่แคมป์ มีแต่ความย้อนแสงอย่างเดียวเลย
ระหว่างนั่งรอพระอาทิตย์ตก มีดอกหญ้าไหวเอนอยู่เป็นเพื่อนกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่