สาเหตุสำคัญ 2 อย่างที่ทำให้คนไทยไม่สามารถพัฒนาด้านภาษาอังกฤษมาเป็นเวลานาน

คงไม่ต้องเท้าความให้มากมายในเรื่องที่ว่าคนไทยอ่อนภาษาอังกฤษแค่ไหน  เพราะหลักฐานมันแทบจะขึ้นไปอยู่บนหน้าผากของเราทุกคนอยู่แล้ว  ถ้าเราเป็นตัวละครในเกมกราฟความสามารถเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษคงขึ้นโชว์หราอยู่บนหัวให้เป็นที่อับอายขายหน้าแทบทนไม่ได้ แต่ถึงแม้มันไม่ขึ้นโชว์ในชีวิตจริง เราก็กำลังจะโดนเหมารวมไปทั้งประเทศว่า ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง จนใครหลายคน โดยเฉพาะผม รู้สึกร้อนรนและไม่อยากเห็นคนไทยด้วยกันด้อยความสามารถกะอีแค่เรื่องการเรียนรู้ภาษาที่สองที่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย  มันไม่ใช่การสร้างตึกหรือยานอวกาศ  หรือการคิดค้นนวัตกรรมอะไรใหม่ๆที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญสูงมากขนาดนั้น  คนอื่นเขาทำได้และเขากำลังได้ภาษาที่ 3 กันแล้ว  ผมมองว่าเรื่องนี้มันบ่งบอกถึงอะไรหลายๆอย่างในตัวคนไทยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจในการเข้าติดต่อทำธุรกิจหรือเรื่องการท่องเที่ยว  ที่ร้ายไปกว่านั้นคือหลายๆประเทศกำลังมองเราเป็นพวกไร้ศักยภาพด้านบุคลากรมากขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนที่เราเคยดูถูกประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศโดยรอบ  คงถึงเวลาเอาคืนของเขาแล้ว และถ้าไม่อยากให้ใครดูถูกคนไทยว่าไร้มันสมองเราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ได้  แต่เราจะเริ่มพัฒนาเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรากล้ายอมรับก่อนว่าปัญ 2 อย่างนี้คืออุปสรรคตัวจริง  

ปัญหา 2 สิ่งที่ว่านั้นคือ
1. บุคลากรครูมากกว่า 90% ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสอนภาษาอังฤษให้กับเด็กไทยได้เลย (อันที่จริงไม่ใช่แค่ครูสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น ครูสอนภาษาไทยก็เหมือนกัน สรุปคือ แทบทุกวิชาก็ว่าได้) เมื่อครูไร้ความสามารถหรือขาดวิสัยทัศน์ของความเป็นครูที่แท้จริงก็คงจะสอนให้เด็กพัฒนาต่อยอดความรู้ความสามารถสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นไปทุกๆรุ่นนั้นคงเป็นไปได้ยาก  ครูส่วนใหญ่สภาพเหมือนเครื่องยนต์ที่สตาร์ทไม่ติด สอนมา 30 ปีก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะแม้แต่ตัวเองก็ไม่พัฒนา ส่วนครูที่สตาร์ทเครื่องติดก็ดันออกตัวด้วยเกียร์ 4 ใช้ความรู้ความสามารถที่มีกระหน่ำใส่เด็กโครมๆ เร่งเครื่องกันแทบพังแต่รถก็เคลื่อนที่ช้ามาก พอเเด็กๆริ่มจะปะติดปะต่อได้ ก็อ้าว เรียนจบซะก่อนเฉยเลย เมื่อจบไปแบบไม่ค่อยมั่นใจแต่มีโอกาสกลับมาเป็นครูสอนนักเรียนรุ่นต่อไป  จึงต้องสอนให้แม่นยำเข้าว่าทฤษฎีต้องเป๊ะ แต่ทุกอย่างก็ฝากความหวังไว้ที่หนังสือเรียน  เรียนเล่มไหนก็ต้องเล่มนั้น  เด็กจะเอาหนังสือเรียนเวอร์ชั่นที่คล้ายกันมาเรียนก็ไม่ได้ เพราะถ้าเกิดมันต่างกันตรงไหนแล้วเด็กมันถาม  ครูก็ไม่รู้ว่าจะตอบได้หรือเปล่า ตัดปัญหาปวดขมองครูเลยยืนยันว่าหนังสือต้องเหมือนกันทุกคน  
      แต่ปัญหาก็คือหนังสือเมื่อก่อนมันไม่มีเสียงให้เรากดฟังคำอ่านได้เหมือนสมัยนี้ สิ่งที่ครูเคยได้ยินมาก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปถามใคร ครูก็เลยอิงมาจากเสียงที่ครูของครูเคยออกเสียงให้ฟัง  คัต-เต้อ,  ปอ-เช่, ซำ-ซุง  ถ้าใครสะเออะ คัตเถ่อร์ พอร์ช หรือ แซมซัง ขึ้นมา ล่ะก็มีหวังสอบตก..   โชคดีที่ตอนนี้เราสามารถฟังเสียงต้นฉบับจากไฟล์ดิจิตอลทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน  ทำให้เรายังพอมีหวังอยู่บ้างเพราะความไม่มั่นใจในการออกเสียงมันทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะพูดออกมา และถ้าจะพูดก็ต่อเมื่อว่าเรามั่นใจแล้วว่าไม่ผิดแน่ หลังจากนี้ถ้าเรามีครูดี เครื่องมือดีก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
2. อีกเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยก็คือ เรื่องการไม่เป็นเมืองขึ้นของชาติใดเลย การสอนให้เด็กๆมีความภาคภูมิใจกับความเป็นเอกราชแต่กลับไม่มีความเป็นชาตินิยมที่แท้จริงทำให้เด็กกลายเป็นเพียงน้ำเต็มแก้ว  เติมอะไรลงไปไม่ค่อยจะได้ และก็เทน้ำในแก้วออกมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องความเป็นเอกราชไปใช้ apply กับเรื่องอะไร  ผมเองยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี  วันที่ภูมิใจเหลือเกินกับเอกราชที่จับต้องไม่ได้ แต่มันมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อมุมมองการคิดในเรื่องอื่นๆเยอะมาก  คิดว่าคนทั้งโลกต้องให้ความนับถือและชื่นชมประเทศไทยในความกล้าหาญและความหลักแหลมที่สามารถรับมือได้หมดไม่ว่าใครจะแน่มาจากไหน มั่นใจมากว่าเราเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศในแถบนี้  เรามีเรื่องนี้การันตีความสำเร็จต่อสายตานานาชาติ แม้ว่าเราจะไม่มีความเชื่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลย แต่เรามีดีพอที่ไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษ และการใช้ภาษาอังกฤษก็คือการแสดงออกซึ่งการเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตกมาก่อน  แต่เราไม่ใช่
     เราเหนือกว่านั้น  ความภูมิใจจึงกลายเป็นมันความเย่อหยิ่ง  ไม่เปิดรับ  ไม่ลดทิฐิ  และไม่เคยยอมรับความจริงและความผิดพลาดที่ส่งผลเลยเถิดไปถึงเรื่องศาสนา คิดว่าศาสนาพุทธต้องเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก ลามไปถึงเรื่องวัฒนธรรมประเพณี เชื่อว่าคนไทยมีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานเป็นพันปี คิดว่าลายลักษณ์อักษรแห่งความเป็นไทยงดงามอ่อนช้อยมีคุณค่ากว่าของประเทศไหนในโลก คิดว่าคนไทยมีความเพียบพร้อมไปหมดทุกเรื่อง ยึดติดกับมันจนไม่ให้โอกาสตัวเองได้รับรู้เรื่องราวใหม่ๆ เรื่องราวแปลกๆ เรื่องราวที่ลึกซึ้ง ที่จะสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศตัวเองได้  แต่พวกผู้ใหญ่มักจะพูดกรอกหูเราว่า  เราไม่เคยขาดอะไร แล้วเราจะหาอะไรมาเติมให้รกสมองทำไม  เราจึงไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษหรือวิชาการใดๆสักเรื่องเดียว แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าผู้ใหญ่คิดผิดมาตลอด  ผมคิดว่าเราภูมิใจได้ แต่เราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าใคร  และเรายังต้องพัฒนาตัวเองกันไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น  ไม่เช่นนั้นเราก็จะย่ำอยู่ที่เดิมแบบนี้ให้เพื่อนบ้านหัวเราะเล่น ทั้งๆที่ตอนนี้เราน่าจะไปไกลกว่านี้มากๆ แต่เราดันมาสั่งสอนกันเองว่าไม่จำเป็นต้องพัฒนาหรือเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว  มันดูตลกที่ต้องสะอึกไปในเวลาเดียวกัน
 ผมคิดว่าถ้าเราเปลี่ยน 2 เรื่องนี้ได้  รับรองว่าคนไทยมีศักยภาพพอที่จะเรียนภาษาอะไรก็ได้แน่นอนครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่