ทุกครั้งที่ลูกค้าอยากซื้อสินค้าจากเราและพบว่าสินค้าหมดหรือขาดสต๊อก(Out of stock)
ลูกค้ามีทางเลือกหลักในการตัดสินใจดังนี้
1.ไม่ซื้อ (9%)
2.รอก่อน สินค้ามีค่อยกลับมาซื้อ (15%)
3.ซื้อยี่ห้อที่มีแทน (26%)
4.ซื้อสินค้าที่อยากได้แต่ขนาดอื่น หรือ แบบอื่น (19%)
5.ไปซื้อที่อื่น (31%)
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับยอดขาย
หากมองในกรณีร้านค้า กรณีที่ 1,2,5 จะไม่ได้เงินจากลูกค้า แต่จะได้เงินเฉพาะในกรณีที่ 3 และ 4 คือลูกค้ายังคงจ่ายเงินแต่เปลี่ยนสินค้า
แต่หากมองมุมของเจ้าของสินค้า กรณีที่ 1,2,3,5 เจ้าของสินค้าจะไม่ได้เงิน จะได้เงินก็ต่อเมื่อลูกค้าเลือก กรณีที่ 4 คือ ซื้อสินค้าที่ตั้งใจแต่ขนาดอื่น และเจ้าของสินค้าอาจโชคดีหากลูกค้าเลือกไปซื้อที่อื่น(กรณีที่ 5)และซื้อสินค้าของเราที่อื่นแทน
จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่สินค้าเราหมดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของกิจการ นอกจากนั้นแล้วยังกระทบต่อความเชื่อมั่น และเสี่ยงต่อการเสียลูกค้าไปใช้บริการที่อื่นหรือยี่ห้ออื่นได้ในอนาคต ซึ่งรุนแรงกว่าการเสียรายได้
อ่านต่อ :
https://wp.me/pbHc5B-kk
บทความอื่น
https://beginrabbit.com
เมื่อสินค้าเราหมดลูกค้าจะทำอย่างไร ?
ลูกค้ามีทางเลือกหลักในการตัดสินใจดังนี้
1.ไม่ซื้อ (9%)
2.รอก่อน สินค้ามีค่อยกลับมาซื้อ (15%)
3.ซื้อยี่ห้อที่มีแทน (26%)
4.ซื้อสินค้าที่อยากได้แต่ขนาดอื่น หรือ แบบอื่น (19%)
5.ไปซื้อที่อื่น (31%)
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับยอดขาย
หากมองในกรณีร้านค้า กรณีที่ 1,2,5 จะไม่ได้เงินจากลูกค้า แต่จะได้เงินเฉพาะในกรณีที่ 3 และ 4 คือลูกค้ายังคงจ่ายเงินแต่เปลี่ยนสินค้า
แต่หากมองมุมของเจ้าของสินค้า กรณีที่ 1,2,3,5 เจ้าของสินค้าจะไม่ได้เงิน จะได้เงินก็ต่อเมื่อลูกค้าเลือก กรณีที่ 4 คือ ซื้อสินค้าที่ตั้งใจแต่ขนาดอื่น และเจ้าของสินค้าอาจโชคดีหากลูกค้าเลือกไปซื้อที่อื่น(กรณีที่ 5)และซื้อสินค้าของเราที่อื่นแทน
จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่สินค้าเราหมดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของกิจการ นอกจากนั้นแล้วยังกระทบต่อความเชื่อมั่น และเสี่ยงต่อการเสียลูกค้าไปใช้บริการที่อื่นหรือยี่ห้ออื่นได้ในอนาคต ซึ่งรุนแรงกว่าการเสียรายได้
อ่านต่อ : https://wp.me/pbHc5B-kk
บทความอื่น https://beginrabbit.com