กระทู้ส่งท้าย 💞 ร้อยเล่ห์มารยา 💞 : ร้อยเล่ห์ตัณหา มารยากิเลส : พินิจตัวละคร

กระทู้ก่อน 💞 ร้อยเล่ห์มารยา : ร้อยเล่ห์ตัณหา มารยากิเลส : ดูละครแล้วย้อนดูตน เขียนถึงภาพรวมไปแล้ว 

มีคนขอให้วิเคราะห์รายตัวละครด้วย ซึ่งเราเองก็อยากเขียน แต่พอเอาเข้าจริงก็ค่อนข้างยาก คือตอนดูมันผุดตรงนั้นทีตรงนี้ที
แต่พอผ่านจากฉากนั้นไปนานๆ บางทีก็ลืม พอไปย้อนดูเก็บรายละเอียด ก็กลายเป็นดูเพลินจนไม่ได้เขียนไปอีก
ต้องพยายามหยุดๆ ไว้ก่อน เขียนเท่าที่จำได้เอา หยอกเย้า

*** เราเริ่มเขียนกระทู้นี้ตั้งแต่ก่อนละครฉายตอนสุดท้าย ทีแรกคิดว่าน่าจะมีประเด็นเพิ่มเติมไม่น้อยสำหรับตอนสุดท้าย
แต่กลายเป็นว่าไม่รู้จะเขียนอะไรเพิ่มดี แต่ขอโพสไปเลยแล้วกันนะคะ ฉะนั้นถ้าที่เขียนออกมา มันงงๆ ไถๆ ไปบ้าง
หรือเหมือนจะตามไปไม่ถึงตอนจบของละคร ก็อย่าถือสากันเน้อออ 


เริ่มที่ตัวนางเอก 

💞 พิชชา (เอม) ---  เอมเป็นคนจิตใจดี พื้นฐานครอบครัวดี เติบโตมาอย่างอบอุ่น ขนาดถูกความทุกข์จากชีวิตคู่ทำร้ายยังพยายาม
รักษาความเป็นครอบครัวสุดความสามารถ พร้อมให้อภัยให้โอกาสเสมอ แม่สามีสั่งสอนเคี่ยวกรำให้คมเค็มทางธุรกิจ มองกำไรมองเม็ดเงิน
เป็นอันดับหนึ่งแค่ไหน สุดท้ายก็อดใจอ่อนกับคนรอบตัวไม่ได้อยู่ดี ยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาน้ำใจ(สามี)เจ้นีย์ ลูกน้องเหวี่ยงใส่จะขอลาไปหา
เพื่อนที่กินยาตายก็ให้ไป มีแอบตามไปจ่ายค่ารักษาให้อีก ฯลฯ

แต่อีกด้านพิชชาเป็นคนที่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์เป็นตัวนำ หรือที่เจ้าตัวบอกว่า “เอมใช้หัวใจ” ทั้งอารมณ์โกรธ อารมณ์ผิดหวัง(หนีพี่มิลไปกรุงเทพ
โดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพพี่ซ้ากคำ) เสียใจก็ไปนั่งริมทะเลมืดๆ เปลี่ยวๆ คนเดียว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ตอนจ่ายเงินด้วยความใจดีใจอ่อนตามย่อหน้าบน 

หรือสุดท้ายตอนเมตตาสงสารนิ่ม ก็รับเข้ามาอยู่ในบ้านโดยไม่สนคำเตือนของคนรอบตัว --- ตรงนี้ไม่ได้บอกว่านางเอกไม่ควรรับน้องมาดูแลนะ
อันนี้เราเข้าใจมุมของนางเอก เพราะเป็นเราเราก็ทำ ยิ่งพื้นฐานเอม ปูมาให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ผูกพันกับคำว่าครอบครัวมาก ความเป็นน้อง
เป็นครอบครัวที่ผูกพันมานานแทบจะเท่าทั้งชีวิตตัดกันไม่ขาดด้วยแค่รู้ความจริงว่าไม่ใช่สายเลือด หรือทำร้ายกันแค่นี้หรอก
ในชีวิตจริง บางคนทำร้ายกันมากกว่านี้ยังทิ้งกันไม่ลงเลย ---

เพียงแต่ถ้าเป็นคนที่ใช้สมองนำหัวใจ ก็อาจตามรีเช็คสักหน่อย ถ้าไม่อยากให้รู้สึกว่าเป็นการจับผิดคนป่วย ก็ถือซะว่าเป็นการระแวดระวัง
เพื่อประโยชน์ในการรักษานิ่มก็ได้ ไปขอติดตามจากคุณหมอลับหลังนิ่ม จ้างพยาบาลหรือหาคนมาดูแลประกบที่บ้าน ฯลฯ นิ่มเพิ่งพยายาม
ฆ่าตัวตายมานะ ตอนจะมาอยู่ยังถามไม่กลัวนิ่มไปฆ่าตัวตายที่บ้านเหรอ อย่างนี้ไม่ควรไว้ใจให้คนป่วยอยู่คนเดียวเลย สมมตินิ่มป่วยจริง 
อาจมีการพยายามฆ่าตัวตายอีกรอบและทำสำเร็จก็ได้ 
(--- ช่วงนี้ถ้าหันไปมองรามิล รามิลมีการมองอย่างระแวดระวังอยู่บ้าง ตามคาแรกเตอร์ของรามิลที่เป็นคนใช้สมองนำอารมณ์ 
แต่ก็กลับไม่ได้ทำอะไรจริงจังนัก อาจเพราะถือว่าเคารพการตัดสินใจของเอม ให้เอมเป็นคนนำในเรื่องนี้ เลยปล่อยช่องโหว่ให้นิ่มไปเต็มๆ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ได้มองว่าบทถึงกับไม่สมเหตุสมผล ในเมื่อมันมีเหตุผลมาจากนิสัยที่ปูมาแล้วของนางเอกนี่แหละ แม้ว่าในช่วง ep14-16 
จะมีหลายอย่างที่ “เข้าทาง” นิ่มเกินไปนี้ดดดดดดนึง แบบแม่เอมก็ลงมาช่วยดูไม่ได้ ใครต่อใครก็ติดนั่นติดนี่ ไปจนถึงตอนที่เอมขับรถออกไป
ซื้อยาให้นิ่ม (คือนิ่มรู้ได้ไงว่าแค่หายมา เอมจะเป็นคนที่ตามมาคนเดียวและอาสาไปซื้อยาให้คนเดียว หรือว่าเอาขวดน้ำมาใส่เผื่อๆ ไว้ก่อน 
ไม่ออกไปตอนนี้ก็ไว้ตอนถ่ายรูปเสร็จจะกลับบ้านก็ได้? หรืออุบัติเหตุก็ไม่ต้องร้ายแรงก็ได้ แค่รถเบรคแรงๆ ก็พอ เอมท้องอ่อนๆ อยู่แล้ว 
เผื่อจะเป็นอะไร? หรือ... ฯลฯ ) 

บทช่วงนี้มันดูเร่งรัดบังคับๆ ไปนิดนึงในส่วนของสถานการณ์ เมื่อเทียบกับบทในสิบกว่า ep ก่อนที่เหตุการณ์ต่างๆ ลื่นไหลเป็นธรรมชาติกว่า 
แต่ในส่วนของเหตุผลก็คงพอมองได้ว่ามีที่มาจากนิสัยนางเอกตามนี้แหละ หรือตอนนางเอกตามองเห็นแล้ว รู้ทันเรื่องนิ่มแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์มี
อารมณ์อยากดูให้แน่ใจอีกนิด พาตัวเองไปเสี่ยงไม่เข้าเรื่องให้คนดูลุ้นอีกหลายเรื่อง แต่คงไม่ต้องห่วงอะไรมาก เพราะเราคงรู้กันว่าพอถึงตอนสุดท้าย 
ยังไงบทก็จะย้ายไปช่วยนางเอก ให้สถานการณ์เข้าทางนางเอกบ้าง แม้ว่านางเอกจะใช้อารมณ์นำพาตัวเองไปสู่จุดคับขันอีก 
แต่พระเอกก็ต้องตามไปช่วยทันอยู่ดี 

💖 เบลล่า
--- คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เบลล่าคือเหมือนที่หลายคนพูดถึง คืออยู่ในจุดที่เรียกว่าเล่นได้ทุกบท ดีไซน์การแสดง การสร้างบุคลิกตัวละคร
การถ่ายทอดอารมณ์แทบไม่มีที่ติ แม้แต่รีแอคเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงความรู้สึกของตัวละครโดยไม่ต้องมีคำพูดหรือออกแอคติ้ง แต่สามารถมองเห็น
ได้ชัดเจนว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร มีอะไรอยู่ในหัวบ้าง ตอนที่เราดูบ่อย คือตอนที่คุยกับณัฐที่น้ำตก ที่ณัฐถามว่าจำตอนไปออกค่ายได้มั้ย
จำลุงหนุ่มภารโรงได้มั้ย สองคำถามแรกยังมีไดอะล็อกให้พูดว่าจำได้ รวมถึงมีภาพแฟลชแบคแทนความคิด แต่พอตอนณัฐบอกว่าตัวเองเป็น
ลูกลุงหนุ่ม ตรงนี้ไม่มีไดอะล็อก แต่ใช้สีหน้าแววตาให้คนดูรับรู้ได้ว่านางเอกทั้งจำได้ มีความแปลกใจ ทึ่ง และเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ
รวมถึงมีความรู้สึกที่อ่อนลง มีกำแพงที่น้อยลงกับณัฐในฉากต่อๆ มา 

หรือตอนช่วงที่ตาบอด มีที่ครอบตา ไม่สามารถแสดงความรู้สึกทางแววตาได้ เบลล่ายังมีรีแอคให้คนดูรู้ได้เสมอว่าตอนนี้ตัวละครเอมกำลัง
รู้สึกยังไง คิดมาก ระแวง น้อยใจ ฯลฯ ทุกอย่างแสดงผ่านรีแอคเล็กๆ นิดเดียวของกล้ามเนื้อใบหน้า 
(ตรงนี้ทำให้เรานึกถึงคุณพงษ์พัฒน์ในหนังโหมโรง ฉากที่ผู้พันนั่งรถออกมาจากบ้านท่านครู แล้วมีเสียงระนาดดังไล่หลัง 
สีหน้าพี่อ๊อฟ เป็นการแสดงความรู้สึกนับร้อยนับพันด้วยรีแอคของกล้ามเนื้อใบหน้าแค่นิดเดียวคล้ายๆ กันเลย)

อีกเรื่องที่โดดเด่นสำหรับเบลล่า คือการใช้เสียงในการแสดง ถ้าติดตามผลงานเบลล่ามาซักระยะ น่าจะพอสังเกตได้ว่าเบลมีการใช้เสียงสำหรับ
ตัวละครต่างๆ แตกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ความโดดเด่นของคาแรกเตอร์ ที่เห็นชัดๆ คือตอนเป็นเรณู เสียงเรณูเรียกพี่ใช้ เสียงตอนคุยกับ
สาวๆ ตาคลี ตอนคุยกับลูกค้าขนม คุยกับเตี่ยกับอาซา ตอนด่ากับแม่ผัวกับซ้อรอง คือความเรณูที่แตกต่างกับตอนเป็นตัวละครอื่นในเรื่องอื่นจริงๆ 

มาเรื่องนี้ เสียงพิชชาเวลาด่าก็ไม่เหมือนตอนเรณูด่า ตอนสดใสร่าเริงออดอ้อนเอาอกเอาใจก็ไม่เหมือนตอนเรณูอ้อน 
คือเบลสามารถควบคุมการใช้เสียงให้เข้ากับคาแรกเตอร์ตัวละคร ใช้เสียงให้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงได้ดี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่