ช่วยอ่านให้จบนะคะ ยาาาวนิดนึง
ก่อนอื่นขอแจ้งว่า หากคนในสตอรี่เข้ามาอ่าน นี่ไม่ได้โพสต์ด่า ถึงแม้คุณจะบอกว่าไม่เคยโพสต์ด่าเรา แต่คุณตัดสินเรา เหยียดเรา ด้วยความคิดคุณ
เราเลยจะถามความเห็นของคนของอื่นบ้าง ว่าเราทำผิด หรือตรรกะของคุณผิด
ปล. และถ้าเราพิมพ์อะไรผิดไป ล็อกอินเข้ามาแย้งได้นะ ไม่หวง
เกริ่นถึงตัวเราและผู้ชายคนนั้น
ตอนนั้นเราโสด เราเจอผู้ชายคนนี้ผ่านทินเดอร์(เขาเป็นต่างชาติ) เมื่อเดือน มิย. เราก็อยากจะหาเพื่อนใหม่ๆปกติแหละ ไปเจอกันวันแรกก็เกิดสปาร์คกัน แล้วก็เลยอยู่ที่ห้องเขาเรื่อยมา เขาอยากให้เราอยู่กับเขาที่นั่น เราก็โอเคไม่มีปัญหา แหละรร.ที่อยู่ก็ใกล้กับที่ทำงานเรามาก เดินไปทำงานได้ ซึ่งเราก็ยังจ่ายค่าห้องของเราทุกเดือนโดยที่ไม่ได้กลับไปอยู่ แต่ยังมีเสื้อผ้าและของใช้ของเราอยู่ในนั้น
ผู้ชายค่อนข้างมีเงิน พักรร.ใกล้บีทีเอส จ่ายค่าเช่าเดือนละเกือบแสน กินอาหารมื้อละหลายพันได้ ซื้อของโดยไม่ถามราคาก่อน เพราะมีกำลังจ่าย เรื่องความรวยนี้เราไม่รู้มาก่อน จนเข้าไปอยู่ได้พักนึง ก็เห็นการใช้ชีวิต และเขาก็บอกว่าเขาทำงานอะไร ยังไง
ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ชีวิตแบบนั้น ต่างจากเรามากกก เขาก็รู้ว่าเราไม่ได้มีเยอะ เป็นพนักบริษัทธรรมดา เขาก็เลยจ่ายให้เราทุกอย่าง (เราไม่ได้ร้องขอ บางครั้งก็บอกเขาตรงๆว่าเรารู้สึกแย่ เพราะเราไม่มีเปย์คืน เขาบอกฉันให้เป็นของขวัญ แต่เราก็ช่วยจ่ายบางครั้งนะ)
เขาชอบกิน พาไปกินหลายๆที่ หรูบ้าง ธรรมดาบ้าง ชอบให้เราลองเสื้อผ้า รองเท้า ถ้าเขาชอบก็ซื้อให้ ชอบเที่ยว วันหยุดยาวก็มักจะถามเราว่าไปไหนดี เขาจองตั๋ว จองรถเช่า โรงแรมทุกอย่าง
แน่นอนว่า เราทำอะไรกันเหมือนแฟนกันทุกอย่าง
ช่วงแรก เราคุยกับเขาถึงสถานะของเราสองคน เขาบอกว่า เขาเพิ่งเลิกกับแฟนเก่าที่คบกันมา 10ปี เมื่อต้นปี ด้วยเหตุผลที่หมดแพชชั่นกันแล้ว เลยตัดสินใจเป็นเพื่อนกัน แต่เขาสองคนยังคุยกันอยู่ ทุกวัน เพราะเขามีธุรกิจด้วยกันมา ครอบครัวเขารู้จักกันหมด ตรงนี้เรารับรู้ และเราเคยเจอ เคยไปดื่มกับแฟนเก่าเขาแล้ว ก็โอเค ไม่ติดใจ
เขาบอกว่า เขายังไม่อยากจริงจัง ยังอยากลองลิ้มรสชาติความอิสระ แต่อยากอยู่กับเรา และบางอย่างเรา เราสองคนก็ยังมีเรื่องที่ไม่ชอบกันอยู่บ้าง เราก็บอกว่าได้ โฟกัสแค่วันนี้ ปัจจุบัน แฮปปี้ที่จะอยู่ด้วยกัน ถ้าใครมีคนใหม่ที่สนใจมากกว่า ก็บอกกันตรงๆ แล้วแยกย้ายกันไป แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยื่นคำไปว่า ถึงแม้ว่าจะมีอิสระกัน แต่ถ้าเราไม่โอเค เราก็ไม่อยู่นะ
มาที่เพื่อนคนแรก ขอตั้งชื่อว่า A
นิสัยของ A เราว่าเป็นคนพูดตรง ปากไว บางทีก็พูดแรง ใจร้อน เหมือนเป็นคนมีเหตุผล แต่บางทีก็ไม่เลย
เรื่องไปดื่มแล้วมี ONS ก็มีเหมือนเรา ออกค่ารร.ให้ผู้ชายครึ่งหมื่น คืนเดียวก็ทำมาแล้ว
เคยอะไรๆกับผู้ชายคนนึง แล้วมารู้ทีหลังว่าเขามีแฟนแล้ว อ่ะก็เลิกไป ก็ดีแล้ว
เป็นคนทุ่มเท ผู้ชายอยู่ไกลแค่ไหน ก็ไปหาได้ ล่าสุดที่นางไปนี่ก็ผู้ชายที่เจอกันคืนเดียวเมื่อตอนไปเที่ยวเมกาเมื่อสิงหาปีที่แล้ว กลับมาเกิดซวยนางโดนบีบให้ออกจากงานตอนกันยายน ยังคุยกับผู้ชายไทยที่เมกาคนนั้นอยู่ จนปลายปี(ที่แล้ว) ผชคนนั้นเสนอให้ A ไปเมกา หางานทำที่ฟลอริด้า (ด้วยวีท่องเที่ยว) โดยผชจ่ายค่าเครื่องให้ จ่ายค่าเสียหายที่ย้ายออกจากหอให้ด้วย ราวๆครึ่งแสน ตอนมาบอกเรา เราไม่เห็นด้วยที่ไปแบบนั้น ด้วยที่เป็นห่วงว่าจะรอดไหม ผชเชื่อได้แค่ไหน แม้จะเป็นคนไทย แม้จะคุยกันทุกวันแบบแฟน แต่ไม่เคยใช้ชีวิตด้วยกัน แต่ A ก็ยืนยันจะไป เพราะนางก็ไม่มีทางเลือกที่ไทยเหมือนกัน
อ่ะ เราก็แล้วแต่ คอยฟังแผนต่างๆ จนนางก็ผ่านตม ไปได้ สรุปแล้ว ไปอยู่ได้เดือน สองเดือน ผชบอกยังไม่ใช่ Aเลยต้องย้ายไปเมืองหลวงมหานครนิวหยวก หางานทำ โชคดีมีเพื่อนอยู่บ้าง เพื่อนช่วยหางาน หาที่อยู่ให้ ส่วนผชไทยแฟนเก่านั้น ส่งข้อความมาเช็คบิลย้อนหลังบอกว่า ที่ช่วยค่าตั๋วไปนั้น จ่ายคืนมาครึ่งนึงนะ
ส่วนหนี้สินต่างๆของนางที่ไทย นางก็หยุดส่งไป เพราะทำงานเงินไม่พอ ... ไปโรบินฮู้ด มีศักดิ์ศรีเนอะ
มาที่เพื่อนคนที่สอง ขอตั้งชื่อว่า B
เราไม่ได้สนิทมากเท่า A แต่เพื่อนกลุ่มเดียวกันมาสมัยมหาลัย
ก็ดูเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีกิน เรียนจบ B ก็ทำงานได้แฟนญี่ปุ่น ก็ไปอยู่ด้วยกัน ฝ่ายชายก็จ่ายให้แทบทุกอย่าง ซื้อของยังเอามาเบิกฝ่ายชายได้เลย แต่ B ก็คงช่วยจ่ายค่าไฟ ค่าไรบ้างแหละ ถ้าข้อมูลไม่ผิด จนนางก็มีเงินเก็บค่อนข้างเยอะ จากการที่มีแฟนซัพพอร์ตตอนนั้น
จนวันนึง ก็เลิกกับแฟนญี่ปุ่น นางก็กลับไปอยู่บ้าน หลังจากนั้น ก็มีความสัมพันธ์แบบ FWB บ้าง โดยที่กับชายคนนี้ B จ่ายให้ทุกอย่าง ค่า รร. แต่ละครั้ง ที่ไปทำธุระกัน ค่ากิน ค่ารถ ค่านั่นนี่ ฝ่ายชายนั้นก็หน้าด้านขอ B ก็ให้นะ
ไหนจะแฟนฝรั่งเลวที่เคยคบ เลวแค่ไหน เลวกี่ครั้งก็ไม่เลิก เพื่อนเตือนก็ยังคบ จนฝรั่งมันมีแฟนใหม่ ถึงได้ออกมาได้
แฟนล่าสุดที่กำลังจะแต่งงานก็ได้มาในช่วงที่ฝ่ายชายห่างๆกับแฟนเก่า ยังไม่เลิกกันด้วยมั้ง ดูภูมิใจนะคะ คอยตามจิกกัดแฟนเก่าฝ่ายชายร่ำไป
นิสัย B ก็ทุมเทเหมือนกัน ถ้าพอใจนาง นางก็ให้ เพราะมีกำลังจ่าย ไม่เดือดร้อน ถ้ามีแฟน ก็มักจะนิยมซื้อของแบรนด์ให้แฟน แต่ก็ได้ตอยแทนกลับมาเหมือนกัน ความรู้สึกเรา ด้วยที่นางมักจะมีมากกว่าเพื่อน อาจจะทำให้นางมองเหยียดเพื่อนแบบไม่รู้ตัว (Aก็เห็นด้วยกับเราเรื่องนี้)
มาเข้าเรื่อง
เราว่า เรากับ A สนิทกันมากนะ
ก่อนหน้านั้นตอนที่ A ยังอยู่ไทย เราก็เคยมี ONS ตอนไปดื่มเมาๆ เคยมี long distance relationship กับแฟนเก่าที่เจอกันสามเดือนครั้ง เคยมีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน เราซื้อตั๋วเครื่องบินบินไปหาผช เหมือนเราหวังลมๆแล้งๆ แต่ตอนนั้น A ไม่แอนตี้กับอะไรแบบนี้เลย บางครั้งก็ปลอบใจเราว่าลองดูๆไปก่อน
แต่กับผู้ชายคนล่าสุดนี้ (เข้ามาหลังจาก A อยู่อเมริกาแล้ว)
ช่วงแรกๆ เราก็เล่าให้ A ฟังถึงผู้ชายคนนี้ เกือบทุกอย่าง เราบอกว่าเราเริ่มมีความรู้สึกมากขึ้นละ แรกๆ A ก็ดูไม่ได้แอนตี้อะไรมาก ย้อนกลับไปดูบางประโยคยังบอกกลับมาว่า "ก็เคลียร์ดีๆ เหมือนหาตรงกลางให้กัน มีโมเม้นด้วยกันหลายอย่าง ต้องมีผูกพันกันบ้างแหละ"
ผ่านไปสักพัก เราและ A เริ่มคุยกันน้อยลง ด้วยที่ A วุ่นๆเรื่องหางาน และนางก็มีแฟนต่างชาติบ้างละ...
เราก็ใช้ชีวิตของเราไป แล้วเราเป็นคนที่ลงสตอรี่บ่อยอยู่แล้ว ไปเที่ยว กิน หรือทำอะไร ก็มักจะถ่ายลง
หลังจากนั้นไม่นาน A ก็พูดว่า หวังว่าผู้ชายคนนี้จะชัดเจนกับเรากว่านี้ มันโฟกัสเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องแค่นี้ผู้ชายยังให้เราไม่ได้ แต่เราเส ื อก ยอม เพราะจะได้ใช้ชีวิตสบาย...
เราก็งงว่า ก็เราบอกไปแล้ว ว่าเราคัยกับผู้ชายว่ายังไง และสำหรับเรา เราไม่ได้อยากจะต้องชัดเจนนะ เปิดตัวนะ
แล้วเราก็รู้สึกว่า A เริ่มหายไป ไม่ดูสตอรี่เรา เราก็คิดว่านางคงปิดไม่เห็นสตอรี่เรา เราก็ไม่ได้ถาม
จนบทสนทนาสุดท้ายเกิดขึ้น เมื่อเราลงสตอรี่ดื่มคนเดียว ตอนกลางคืน แล้วเช้ามา A ถามว่าว่าเป็นไร โอเคไหม เราตอบว่าโอเค มีปัญหานิดหน่อยกับผู้ชาย แล้วเราก็ไปออกกำลังกาย Aโทรมา แต่เราไม่ได้รับ เราส่งข้อความกลับไปว่าเมื่อกี๊ออกกำลังกายอยู่ นางก็เลยตอบมาว่า ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับนาง นางก็จะทำแบบเดียวกัน แล้วบอกว่า เกลียดผู้ชายที่เราคุย และสมเพชที่เราเส ื อกยอมในความสัมพัน เพื่อความสบาย
จากนั้น A ก็อันเฟรนเราทั้งเฟสและไอจี
เราก็ไม่ได้ง้ออะไรต่อ เพราะเราคิดว่าเราพยายามอธิบายแล้ว หลายครั้ง ทำไมเอาเรื่องนี้มาเลิกคบ..
มาต่อที่ B หลังจาก A เลิกคบเรา ก็ไปสนิทกับ B มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งคู่สนับสนุนความคิดกัน
B เคยเจอผู้ชายที่เราคุย ไปดื่มด้วยกัน ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าจะรังเกียจอะไร แต่ก็รู้มาตลอดว่า B จะแอนตี้เรื่อง คสพ อะไรแบบนี้
วันนึงเราโพสถึง A B เลยโทรมาคุยว่าเพราะอะไรยังไง
สรุปประมาณได้ว่า A บอกว่าเราไร้ศักดิ์ศรี ไม่อยากเห็นเราพยายามอวด เพราะยิ่งห้ามเหมือนเรายิ่งอวด แต่อย่างที่บอก เราเป็นคนลงสตอรี่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินส้มตำข้างทางตั้งแต่สมัยก่อนเราก็ลง แล้ววันนี้เราได้รับอะไรดีๆ เราก็ลง ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย A เลยลบเราออกไป
ซึ่ง B แก้ต่างให้ว่า ลบเพื่อนไม่ได้แปลว่าเลิกคบ วันที่เราเลิกกับผู้ชาย คงกลับมาคุยกันได้ แต่ถึงกลับมาคุย ก็คงไม่เหมือนเดิม เราเลยบอกว่า งั้นก็ไม่ต้องกลับมาคบหรอก
เราถาม B ว่า มันผิดตรงไหน มาแอนตี้เรื่องสถานะอะไรกัน ต้องเปิดตัวเหรอถึงจะพอใจ นางก็ตอบมาว่าไม่ใช่ว่าต้องเปิดตัว แต่ถามเราว่า "คู่นอนที่รับรู้กันทั้งคู่ แฟร์ กับเด็กเลี้ยง มืงว่าอันไหนโอเคกว่ากัน" เราก็แบบห๊ะ พวกแกคิดแบบนี้เหรอวะ นางบอกว่า การที่เราปัดทินเดอร์ หาเยไปเรื่อยๆ หาความสุขใส่ตัวแบบเป็รครั้งๆ โอเคกว่าการที่เราอยู่กับใครสักคน แล้วเขาให้โดยที่เราไม่ร้องขอ นางบอกแบบนั้นเราเป็นเด็กเลี้ยง (เพียงเพราะเราไม่มีสถานะในตอนนั้น)
สถานะล่าสุดเรากับผู้ชายตอนนี้เป็นแฟนกัน แต่ก็เหมือนเดิม เราไม่ได้เปิดตัว ลงรูป ตั้งสถานะ แต่ลงสตอรี่ติดแขน ติดขา พูดถึงเขาปกติ กับเพื่อนๆหลายๆคนก็รู้ว่าเป็นคนนี้
B พูดกับคนอื่นว่า แค่เราได้อัพรูปชีวิตดีๆเหรอ นางไม่ให้ค่ากับเราหรอก แล้วก็จะไม่สนิทด้วย รอดูกันต่อไป ละครโควิด
นางบอกตอนที่เราไปดื่มกับนาง และพาผู้ชายเราไปด้วย ก็เห็นๆว่าผู้ชายไม่ได้รักเราเลย (เอาตรงไหนมาตัดสินเนี่ย ไปนั่งมาสามชั่วโมงเอง)
เราได้คุยกับ B ตรงจุดนี้ เราบอกตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้ว B ก็บอกว่ามันเปลี่ยนความคิดขอนางไม่ได้หรอก ก็ตอนนั้รนางรับรู้มาแบบนี้ เราบอกก็แล้วแต่นะ เราไม่จำเป็นต้องมานั่งอัพเดทว่าเราเลื่อนขั้นเป็นแฟนกันแล้วนะ หรือต้องเปิดตัว ตั้งสถานะ
เราย้อนถาม B กลับไปว่าแล้วทีตัวเองเปย์ผู้ชายล่ะ นางตอบกลับมาว่า "ก็นั่นชัดเจนว่าเป็นคู่นอน แต่เราเป็นเหมือนเด็กเลี้ยง" งงมั้ยอ่ะ
เราเลยบอกว่าเราไม่โอเคที่คิดกันแบบนี้ งั้นก็ขอไม่อะไรด้วยแล้วนะ จากนั้นเราก็ลบเพื่อนออกไป
ส่วน A พูดกับคนอื่นว่า "ก็ยินดีกับเราด้วย เราทำสำเร็จ" ที่สถานะเราเป็นแฟนกัน...
เราก็อยากจะบอกเธอว่า "เธอก็พยายามเข้านะ ทำให้แฟนฝรั่งที่คบอยู่ยอมจดทะเบียนด้วยล่ะ จะได้มีกรีนการ์ด เป็นซิติเซ่น"
เราคิดในแง่บวกว่าเพื่อนอาจจะอยากให้เราเจอคนที่จริงจัง แต่มันเกินประเด็นไปมากกับตรรกะของทั้งสองคน
แต่คิดบวกไม่ได้เลย ถ้าคิดในแง่ลบเลยนะ ก็คืออิจฉา อิจฉาอยู่ในใจลึกๆๆ ไม่ชอบเห็นคนอื่นได้ดี กินดี เที่ยวดี
ถ้าเลิกคบ เรายอมรับในการตัดสินใจ แค่แปลกใจว่าทำไมเรื่องที่ตัวเองเคยๆทำ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเรานักหรอก ไม่ได้เพอร์เฟกต์มากขนาดที่จะมาคิดกับคนอื่นแบบนี้ได้ และกลับมองว่าเรื่องตัวเองมันแค่เฉยๆ มองว่าหาคู่นอนไปเรื่อยๆ ดีกว่าการคบแบบไม่มีสถานะ ดีกว่าการที่อยู่กับคนที่ดูแลเราได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขามีขนาดนั้น จะมาอะไรกะเรา อันนี้เราทราบดีค่ะ เราเคยผ่านความเสียใจมาพอสมควร เราไม่คาดหวังว่า เขาจะเป็นของเรา เลือกเราตลอดไป ก็เตือนตัวเองตลอดว่าวันนึงมันจะจบ จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ยังไงเราก็ต้องเดินต่อ
ถ้าถามว่าเราชอบเขาจริงๆหรือฐานะ ก็ต้องตอบแบบไม่ตอว่า ทั้งสอง (มีใครไม่สนฐานะบ้าง ยอมกัดก้อนเกลือกินได้งี้เหรอ) คือชอบตั้งแต่เจอกันวันแรกก่อนจะรู้ว่าเขามีแล้ว สภาพก็ตรงสเปค ไม่งั้นไม่นัดเจอหรอก แล้วต่อมาเขาเต็มใจให้ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับ
เพื่อนเลิกคบ เพราะเราคบกับผู้ชายแบบไม่มีสถานะ ขอความเห็นหน่อยค่ะ
ก่อนอื่นขอแจ้งว่า หากคนในสตอรี่เข้ามาอ่าน นี่ไม่ได้โพสต์ด่า ถึงแม้คุณจะบอกว่าไม่เคยโพสต์ด่าเรา แต่คุณตัดสินเรา เหยียดเรา ด้วยความคิดคุณ
เราเลยจะถามความเห็นของคนของอื่นบ้าง ว่าเราทำผิด หรือตรรกะของคุณผิด
ปล. และถ้าเราพิมพ์อะไรผิดไป ล็อกอินเข้ามาแย้งได้นะ ไม่หวง
เกริ่นถึงตัวเราและผู้ชายคนนั้น
ตอนนั้นเราโสด เราเจอผู้ชายคนนี้ผ่านทินเดอร์(เขาเป็นต่างชาติ) เมื่อเดือน มิย. เราก็อยากจะหาเพื่อนใหม่ๆปกติแหละ ไปเจอกันวันแรกก็เกิดสปาร์คกัน แล้วก็เลยอยู่ที่ห้องเขาเรื่อยมา เขาอยากให้เราอยู่กับเขาที่นั่น เราก็โอเคไม่มีปัญหา แหละรร.ที่อยู่ก็ใกล้กับที่ทำงานเรามาก เดินไปทำงานได้ ซึ่งเราก็ยังจ่ายค่าห้องของเราทุกเดือนโดยที่ไม่ได้กลับไปอยู่ แต่ยังมีเสื้อผ้าและของใช้ของเราอยู่ในนั้น
ผู้ชายค่อนข้างมีเงิน พักรร.ใกล้บีทีเอส จ่ายค่าเช่าเดือนละเกือบแสน กินอาหารมื้อละหลายพันได้ ซื้อของโดยไม่ถามราคาก่อน เพราะมีกำลังจ่าย เรื่องความรวยนี้เราไม่รู้มาก่อน จนเข้าไปอยู่ได้พักนึง ก็เห็นการใช้ชีวิต และเขาก็บอกว่าเขาทำงานอะไร ยังไง
ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ชีวิตแบบนั้น ต่างจากเรามากกก เขาก็รู้ว่าเราไม่ได้มีเยอะ เป็นพนักบริษัทธรรมดา เขาก็เลยจ่ายให้เราทุกอย่าง (เราไม่ได้ร้องขอ บางครั้งก็บอกเขาตรงๆว่าเรารู้สึกแย่ เพราะเราไม่มีเปย์คืน เขาบอกฉันให้เป็นของขวัญ แต่เราก็ช่วยจ่ายบางครั้งนะ)
เขาชอบกิน พาไปกินหลายๆที่ หรูบ้าง ธรรมดาบ้าง ชอบให้เราลองเสื้อผ้า รองเท้า ถ้าเขาชอบก็ซื้อให้ ชอบเที่ยว วันหยุดยาวก็มักจะถามเราว่าไปไหนดี เขาจองตั๋ว จองรถเช่า โรงแรมทุกอย่าง
แน่นอนว่า เราทำอะไรกันเหมือนแฟนกันทุกอย่าง
ช่วงแรก เราคุยกับเขาถึงสถานะของเราสองคน เขาบอกว่า เขาเพิ่งเลิกกับแฟนเก่าที่คบกันมา 10ปี เมื่อต้นปี ด้วยเหตุผลที่หมดแพชชั่นกันแล้ว เลยตัดสินใจเป็นเพื่อนกัน แต่เขาสองคนยังคุยกันอยู่ ทุกวัน เพราะเขามีธุรกิจด้วยกันมา ครอบครัวเขารู้จักกันหมด ตรงนี้เรารับรู้ และเราเคยเจอ เคยไปดื่มกับแฟนเก่าเขาแล้ว ก็โอเค ไม่ติดใจ
เขาบอกว่า เขายังไม่อยากจริงจัง ยังอยากลองลิ้มรสชาติความอิสระ แต่อยากอยู่กับเรา และบางอย่างเรา เราสองคนก็ยังมีเรื่องที่ไม่ชอบกันอยู่บ้าง เราก็บอกว่าได้ โฟกัสแค่วันนี้ ปัจจุบัน แฮปปี้ที่จะอยู่ด้วยกัน ถ้าใครมีคนใหม่ที่สนใจมากกว่า ก็บอกกันตรงๆ แล้วแยกย้ายกันไป แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยื่นคำไปว่า ถึงแม้ว่าจะมีอิสระกัน แต่ถ้าเราไม่โอเค เราก็ไม่อยู่นะ
มาที่เพื่อนคนแรก ขอตั้งชื่อว่า A
นิสัยของ A เราว่าเป็นคนพูดตรง ปากไว บางทีก็พูดแรง ใจร้อน เหมือนเป็นคนมีเหตุผล แต่บางทีก็ไม่เลย
เรื่องไปดื่มแล้วมี ONS ก็มีเหมือนเรา ออกค่ารร.ให้ผู้ชายครึ่งหมื่น คืนเดียวก็ทำมาแล้ว
เคยอะไรๆกับผู้ชายคนนึง แล้วมารู้ทีหลังว่าเขามีแฟนแล้ว อ่ะก็เลิกไป ก็ดีแล้ว
เป็นคนทุ่มเท ผู้ชายอยู่ไกลแค่ไหน ก็ไปหาได้ ล่าสุดที่นางไปนี่ก็ผู้ชายที่เจอกันคืนเดียวเมื่อตอนไปเที่ยวเมกาเมื่อสิงหาปีที่แล้ว กลับมาเกิดซวยนางโดนบีบให้ออกจากงานตอนกันยายน ยังคุยกับผู้ชายไทยที่เมกาคนนั้นอยู่ จนปลายปี(ที่แล้ว) ผชคนนั้นเสนอให้ A ไปเมกา หางานทำที่ฟลอริด้า (ด้วยวีท่องเที่ยว) โดยผชจ่ายค่าเครื่องให้ จ่ายค่าเสียหายที่ย้ายออกจากหอให้ด้วย ราวๆครึ่งแสน ตอนมาบอกเรา เราไม่เห็นด้วยที่ไปแบบนั้น ด้วยที่เป็นห่วงว่าจะรอดไหม ผชเชื่อได้แค่ไหน แม้จะเป็นคนไทย แม้จะคุยกันทุกวันแบบแฟน แต่ไม่เคยใช้ชีวิตด้วยกัน แต่ A ก็ยืนยันจะไป เพราะนางก็ไม่มีทางเลือกที่ไทยเหมือนกัน
อ่ะ เราก็แล้วแต่ คอยฟังแผนต่างๆ จนนางก็ผ่านตม ไปได้ สรุปแล้ว ไปอยู่ได้เดือน สองเดือน ผชบอกยังไม่ใช่ Aเลยต้องย้ายไปเมืองหลวงมหานครนิวหยวก หางานทำ โชคดีมีเพื่อนอยู่บ้าง เพื่อนช่วยหางาน หาที่อยู่ให้ ส่วนผชไทยแฟนเก่านั้น ส่งข้อความมาเช็คบิลย้อนหลังบอกว่า ที่ช่วยค่าตั๋วไปนั้น จ่ายคืนมาครึ่งนึงนะ
ส่วนหนี้สินต่างๆของนางที่ไทย นางก็หยุดส่งไป เพราะทำงานเงินไม่พอ ... ไปโรบินฮู้ด มีศักดิ์ศรีเนอะ
มาที่เพื่อนคนที่สอง ขอตั้งชื่อว่า B
เราไม่ได้สนิทมากเท่า A แต่เพื่อนกลุ่มเดียวกันมาสมัยมหาลัย
ก็ดูเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีกิน เรียนจบ B ก็ทำงานได้แฟนญี่ปุ่น ก็ไปอยู่ด้วยกัน ฝ่ายชายก็จ่ายให้แทบทุกอย่าง ซื้อของยังเอามาเบิกฝ่ายชายได้เลย แต่ B ก็คงช่วยจ่ายค่าไฟ ค่าไรบ้างแหละ ถ้าข้อมูลไม่ผิด จนนางก็มีเงินเก็บค่อนข้างเยอะ จากการที่มีแฟนซัพพอร์ตตอนนั้น
จนวันนึง ก็เลิกกับแฟนญี่ปุ่น นางก็กลับไปอยู่บ้าน หลังจากนั้น ก็มีความสัมพันธ์แบบ FWB บ้าง โดยที่กับชายคนนี้ B จ่ายให้ทุกอย่าง ค่า รร. แต่ละครั้ง ที่ไปทำธุระกัน ค่ากิน ค่ารถ ค่านั่นนี่ ฝ่ายชายนั้นก็หน้าด้านขอ B ก็ให้นะ
ไหนจะแฟนฝรั่งเลวที่เคยคบ เลวแค่ไหน เลวกี่ครั้งก็ไม่เลิก เพื่อนเตือนก็ยังคบ จนฝรั่งมันมีแฟนใหม่ ถึงได้ออกมาได้
แฟนล่าสุดที่กำลังจะแต่งงานก็ได้มาในช่วงที่ฝ่ายชายห่างๆกับแฟนเก่า ยังไม่เลิกกันด้วยมั้ง ดูภูมิใจนะคะ คอยตามจิกกัดแฟนเก่าฝ่ายชายร่ำไป
นิสัย B ก็ทุมเทเหมือนกัน ถ้าพอใจนาง นางก็ให้ เพราะมีกำลังจ่าย ไม่เดือดร้อน ถ้ามีแฟน ก็มักจะนิยมซื้อของแบรนด์ให้แฟน แต่ก็ได้ตอยแทนกลับมาเหมือนกัน ความรู้สึกเรา ด้วยที่นางมักจะมีมากกว่าเพื่อน อาจจะทำให้นางมองเหยียดเพื่อนแบบไม่รู้ตัว (Aก็เห็นด้วยกับเราเรื่องนี้)
มาเข้าเรื่อง
เราว่า เรากับ A สนิทกันมากนะ
ก่อนหน้านั้นตอนที่ A ยังอยู่ไทย เราก็เคยมี ONS ตอนไปดื่มเมาๆ เคยมี long distance relationship กับแฟนเก่าที่เจอกันสามเดือนครั้ง เคยมีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน เราซื้อตั๋วเครื่องบินบินไปหาผช เหมือนเราหวังลมๆแล้งๆ แต่ตอนนั้น A ไม่แอนตี้กับอะไรแบบนี้เลย บางครั้งก็ปลอบใจเราว่าลองดูๆไปก่อน
แต่กับผู้ชายคนล่าสุดนี้ (เข้ามาหลังจาก A อยู่อเมริกาแล้ว)
ช่วงแรกๆ เราก็เล่าให้ A ฟังถึงผู้ชายคนนี้ เกือบทุกอย่าง เราบอกว่าเราเริ่มมีความรู้สึกมากขึ้นละ แรกๆ A ก็ดูไม่ได้แอนตี้อะไรมาก ย้อนกลับไปดูบางประโยคยังบอกกลับมาว่า "ก็เคลียร์ดีๆ เหมือนหาตรงกลางให้กัน มีโมเม้นด้วยกันหลายอย่าง ต้องมีผูกพันกันบ้างแหละ"
ผ่านไปสักพัก เราและ A เริ่มคุยกันน้อยลง ด้วยที่ A วุ่นๆเรื่องหางาน และนางก็มีแฟนต่างชาติบ้างละ...
เราก็ใช้ชีวิตของเราไป แล้วเราเป็นคนที่ลงสตอรี่บ่อยอยู่แล้ว ไปเที่ยว กิน หรือทำอะไร ก็มักจะถ่ายลง
หลังจากนั้นไม่นาน A ก็พูดว่า หวังว่าผู้ชายคนนี้จะชัดเจนกับเรากว่านี้ มันโฟกัสเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องแค่นี้ผู้ชายยังให้เราไม่ได้ แต่เราเส ื อก ยอม เพราะจะได้ใช้ชีวิตสบาย...
เราก็งงว่า ก็เราบอกไปแล้ว ว่าเราคัยกับผู้ชายว่ายังไง และสำหรับเรา เราไม่ได้อยากจะต้องชัดเจนนะ เปิดตัวนะ
แล้วเราก็รู้สึกว่า A เริ่มหายไป ไม่ดูสตอรี่เรา เราก็คิดว่านางคงปิดไม่เห็นสตอรี่เรา เราก็ไม่ได้ถาม
จนบทสนทนาสุดท้ายเกิดขึ้น เมื่อเราลงสตอรี่ดื่มคนเดียว ตอนกลางคืน แล้วเช้ามา A ถามว่าว่าเป็นไร โอเคไหม เราตอบว่าโอเค มีปัญหานิดหน่อยกับผู้ชาย แล้วเราก็ไปออกกำลังกาย Aโทรมา แต่เราไม่ได้รับ เราส่งข้อความกลับไปว่าเมื่อกี๊ออกกำลังกายอยู่ นางก็เลยตอบมาว่า ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับนาง นางก็จะทำแบบเดียวกัน แล้วบอกว่า เกลียดผู้ชายที่เราคุย และสมเพชที่เราเส ื อกยอมในความสัมพัน เพื่อความสบาย
จากนั้น A ก็อันเฟรนเราทั้งเฟสและไอจี
เราก็ไม่ได้ง้ออะไรต่อ เพราะเราคิดว่าเราพยายามอธิบายแล้ว หลายครั้ง ทำไมเอาเรื่องนี้มาเลิกคบ..
มาต่อที่ B หลังจาก A เลิกคบเรา ก็ไปสนิทกับ B มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งคู่สนับสนุนความคิดกัน
B เคยเจอผู้ชายที่เราคุย ไปดื่มด้วยกัน ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าจะรังเกียจอะไร แต่ก็รู้มาตลอดว่า B จะแอนตี้เรื่อง คสพ อะไรแบบนี้
วันนึงเราโพสถึง A B เลยโทรมาคุยว่าเพราะอะไรยังไง
สรุปประมาณได้ว่า A บอกว่าเราไร้ศักดิ์ศรี ไม่อยากเห็นเราพยายามอวด เพราะยิ่งห้ามเหมือนเรายิ่งอวด แต่อย่างที่บอก เราเป็นคนลงสตอรี่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินส้มตำข้างทางตั้งแต่สมัยก่อนเราก็ลง แล้ววันนี้เราได้รับอะไรดีๆ เราก็ลง ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย A เลยลบเราออกไป
ซึ่ง B แก้ต่างให้ว่า ลบเพื่อนไม่ได้แปลว่าเลิกคบ วันที่เราเลิกกับผู้ชาย คงกลับมาคุยกันได้ แต่ถึงกลับมาคุย ก็คงไม่เหมือนเดิม เราเลยบอกว่า งั้นก็ไม่ต้องกลับมาคบหรอก
เราถาม B ว่า มันผิดตรงไหน มาแอนตี้เรื่องสถานะอะไรกัน ต้องเปิดตัวเหรอถึงจะพอใจ นางก็ตอบมาว่าไม่ใช่ว่าต้องเปิดตัว แต่ถามเราว่า "คู่นอนที่รับรู้กันทั้งคู่ แฟร์ กับเด็กเลี้ยง มืงว่าอันไหนโอเคกว่ากัน" เราก็แบบห๊ะ พวกแกคิดแบบนี้เหรอวะ นางบอกว่า การที่เราปัดทินเดอร์ หาเยไปเรื่อยๆ หาความสุขใส่ตัวแบบเป็รครั้งๆ โอเคกว่าการที่เราอยู่กับใครสักคน แล้วเขาให้โดยที่เราไม่ร้องขอ นางบอกแบบนั้นเราเป็นเด็กเลี้ยง (เพียงเพราะเราไม่มีสถานะในตอนนั้น)
สถานะล่าสุดเรากับผู้ชายตอนนี้เป็นแฟนกัน แต่ก็เหมือนเดิม เราไม่ได้เปิดตัว ลงรูป ตั้งสถานะ แต่ลงสตอรี่ติดแขน ติดขา พูดถึงเขาปกติ กับเพื่อนๆหลายๆคนก็รู้ว่าเป็นคนนี้
B พูดกับคนอื่นว่า แค่เราได้อัพรูปชีวิตดีๆเหรอ นางไม่ให้ค่ากับเราหรอก แล้วก็จะไม่สนิทด้วย รอดูกันต่อไป ละครโควิด
นางบอกตอนที่เราไปดื่มกับนาง และพาผู้ชายเราไปด้วย ก็เห็นๆว่าผู้ชายไม่ได้รักเราเลย (เอาตรงไหนมาตัดสินเนี่ย ไปนั่งมาสามชั่วโมงเอง)
เราได้คุยกับ B ตรงจุดนี้ เราบอกตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้ว B ก็บอกว่ามันเปลี่ยนความคิดขอนางไม่ได้หรอก ก็ตอนนั้รนางรับรู้มาแบบนี้ เราบอกก็แล้วแต่นะ เราไม่จำเป็นต้องมานั่งอัพเดทว่าเราเลื่อนขั้นเป็นแฟนกันแล้วนะ หรือต้องเปิดตัว ตั้งสถานะ
เราย้อนถาม B กลับไปว่าแล้วทีตัวเองเปย์ผู้ชายล่ะ นางตอบกลับมาว่า "ก็นั่นชัดเจนว่าเป็นคู่นอน แต่เราเป็นเหมือนเด็กเลี้ยง" งงมั้ยอ่ะ
เราเลยบอกว่าเราไม่โอเคที่คิดกันแบบนี้ งั้นก็ขอไม่อะไรด้วยแล้วนะ จากนั้นเราก็ลบเพื่อนออกไป
ส่วน A พูดกับคนอื่นว่า "ก็ยินดีกับเราด้วย เราทำสำเร็จ" ที่สถานะเราเป็นแฟนกัน...
เราก็อยากจะบอกเธอว่า "เธอก็พยายามเข้านะ ทำให้แฟนฝรั่งที่คบอยู่ยอมจดทะเบียนด้วยล่ะ จะได้มีกรีนการ์ด เป็นซิติเซ่น"
เราคิดในแง่บวกว่าเพื่อนอาจจะอยากให้เราเจอคนที่จริงจัง แต่มันเกินประเด็นไปมากกับตรรกะของทั้งสองคน
แต่คิดบวกไม่ได้เลย ถ้าคิดในแง่ลบเลยนะ ก็คืออิจฉา อิจฉาอยู่ในใจลึกๆๆ ไม่ชอบเห็นคนอื่นได้ดี กินดี เที่ยวดี
ถ้าเลิกคบ เรายอมรับในการตัดสินใจ แค่แปลกใจว่าทำไมเรื่องที่ตัวเองเคยๆทำ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเรานักหรอก ไม่ได้เพอร์เฟกต์มากขนาดที่จะมาคิดกับคนอื่นแบบนี้ได้ และกลับมองว่าเรื่องตัวเองมันแค่เฉยๆ มองว่าหาคู่นอนไปเรื่อยๆ ดีกว่าการคบแบบไม่มีสถานะ ดีกว่าการที่อยู่กับคนที่ดูแลเราได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขามีขนาดนั้น จะมาอะไรกะเรา อันนี้เราทราบดีค่ะ เราเคยผ่านความเสียใจมาพอสมควร เราไม่คาดหวังว่า เขาจะเป็นของเรา เลือกเราตลอดไป ก็เตือนตัวเองตลอดว่าวันนึงมันจะจบ จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ยังไงเราก็ต้องเดินต่อ
ถ้าถามว่าเราชอบเขาจริงๆหรือฐานะ ก็ต้องตอบแบบไม่ตอว่า ทั้งสอง (มีใครไม่สนฐานะบ้าง ยอมกัดก้อนเกลือกินได้งี้เหรอ) คือชอบตั้งแต่เจอกันวันแรกก่อนจะรู้ว่าเขามีแล้ว สภาพก็ตรงสเปค ไม่งั้นไม่นัดเจอหรอก แล้วต่อมาเขาเต็มใจให้ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับ