สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ที่นี่ประเทศไทย
สั้นๆแค่นี้แหละครับ
สั้นๆแค่นี้แหละครับ
สมาชิกหมายเลข 3737763 ถูกใจ, Fiona the Princess สยอง, สมาชิกหมายเลข 1063473 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3422241 ถูกใจ, แค่ใจละเมอ ขำกลิ้ง, อาจผ่านการตรวจสอบ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1030346 ขำกลิ้ง, prachagorn สยอง, สมาชิกหมายเลข 2687077 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1242246 ขำกลิ้งรวมถึงอีก 24 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 14
มีแผนจะซื้อรถใหม่ จะรอเป็นรถไฟฟ้าที่สมบรูณ์เลยดีไหม?. ที่ว่ามีแผนจะซื้อใหม่นั่นก็อยากให้มันเบ็ดเสร็จสำเร็จประสิทธิภาพอย่างชาร์ทแบตเตอร์รี่ทีวิ่งได้ 500-600 กม. และอายุแบตก็คงยาวนานประมาณนี่ !และที่สำคัญสถานีชาร์ทแบตก็น่าจะพอเพียงจะสะดวกสะบายเสมือนสถานีเติมน้ำมันแบบในปัจจุบัน และสำคัญสุดราคารถก็น่าจะให้ใก้ลเคียงกับราคารถใช้น้ำมัน ไม่ทราบพอจะเป็นไปได้ไหม?.
ขอวิเคราะห์ให้ท่าน จขกท. ดังนี้ครับ
ชาร์ทแบตเตอร์รี่ทีวิ่งได้ 500-600 กม
ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และ มอเตอร์ในปัจจุบัน
ถือว่ายังไม่มีการพัฒนาแบบ "ก้าวกระโดด" ใด ๆ เลยครับ
ทั้ง power density และ ราคาของแบตเตอรี่ น่าจะยังมีลักษณะเช่นเดิม
ไปอีกนานในหลักสิบปีเลยแหละครับ นั่นก็หมายความว่าเราจะยังไม่เห็น
รถไฟฟ้ารุ่นกลาง ๆ ราคาจับต้องได้ที่มีแบตเตอรี่ที่วิ่งได้ไกล 500 - 600 กม. แน่นอนครับ
.... สรุปแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ควร "รอ" ครับ เราต้องทำใจยอมรับว่า
รถไฟฟ้าระดับกลาง ๆ จะวิ่งได้ไม่เกิน 300 - 350 กม. ต่อ 1 ชาร์จเต็ม
การใช้รถใน 1 วัน เราก็จะกลับบ้านทุกวันอยู่แล้ว สามารถชาร์จที่บ้านได้
หรือหากไปเที่ยว ตามเส้นทางท่องเที่ยวก็จะมีสถานีชาร์จอยู่แล้ว
จะมีสักกี่กรณีกันที่ต้องวิ่งยาว ๆ ระดับ 200 กม. โดยไม่ผ่านสถานีชาร์จเลย
ดังนั้น ความต้องการรถที่วิ่งได้ถึง 500 กม.ต่อ 1 ชาร์จ ผมว่ายังไม่จำเป็นนะครับ
และอายุแบตก็คงยาวนานประมาณนี่
เรื่องอายุของแบตเตอรี่ ผมว่าไม่น่าห่วงเท่าไหร่ครับ
เพราะเทคโนโลยี - คุณภาพ ของแบตเตอรี่นั้น ดีมากพอสมควร
ท่านดูกราฟนี้นะครับ นี่คือกราฟแสดงถึงคุณภาพของแบตรถยนต์ Tesla
ที่แม้ว่าจะใช้ไปแล้ว 200,000 กว่า กม. แบตก็ยังคงคุณภาพในระดับ 93%
นั่นก็คือยังคงวิ่งไกลต่อ 1 ชาร์จใกล้เคียงวันแรกซื้อมาก ๆ ซึ่งผมคิดว่า
คุณภาพแบตของผู้ผลิตชั้นนำรายอื่น เช่น Nissan Honda Audi Hyundai
MG BYD KIA ก็น่าจะทำได้ดีใกล้เคียงกราฟนี้

และที่สำคัญสถานีชาร์ทแบตก็น่าจะพอเพียงจะสะดวกสะบายเสมือนสถานีเติมน้ำมันแบบในปัจจุบัน
หากท่านดูแผนที่สถานีชาร์จนี้นะครับ https://www.eaanywhere.com/maps
หรือดูใน App นี้ https://www.mea.or.th/minisite/meaev
จะเห็นว่ากรุงเทพนี่หายห่วง มีเยอะมาก ส่วนต่างจังหวัดก็กำลังสร้างอยู่
แต่บางเส้นทางก็ยังน้อยมาก ๆ หากจะผ่านไปจะต้องวางแผนการชาร์จให้ดี ๆ เลย
เช่น เส้นทางลงภาคใต้
และสำคัญสุดราคารถก็น่าจะให้ใก้ลเคียงกับราคารถใช้น้ำมัน
อันนี้แหละครับ .... ที่นี่ประเทศไทย เก็บภาษีกันยิบย่อย ยุ่บยั่บไปหมด
ตัวอย่างการบวกราคาของ Nissan LEAF ที่แพงได้ขนาดนี้
https://www.grandprix.co.th/ภาษี-รถยนต์ไฟฟ้า-nissan-leaf/

จากภาพ จะเห็นว่ามีการเก็บภาษีถึง 4 ตัว ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า
ปัจจุบันทางรัฐจะลดภาษีตัวใดลงบ้างแล้ว ท่านใดทราบก็ช่วยบอกด้วยนะครับ
เท่าที่ผมทราบ รัฐบาลได้อนุมัติลดภาษีสรรพสามิตลงแล้ว
อย่างแบรนด์ที่มีฐานการผลิตในไทย เดิมภาษีสรรพสามิต 2%
รัฐได้ยกเว้นให้เป็น 0% แต่...ยกเว้นให้แค่ 3 ปี
ซึ่งมันแทบไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่เลย
ขอวิเคราะห์ให้ท่าน จขกท. ดังนี้ครับ
ชาร์ทแบตเตอร์รี่ทีวิ่งได้ 500-600 กม
ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และ มอเตอร์ในปัจจุบัน
ถือว่ายังไม่มีการพัฒนาแบบ "ก้าวกระโดด" ใด ๆ เลยครับ
ทั้ง power density และ ราคาของแบตเตอรี่ น่าจะยังมีลักษณะเช่นเดิม
ไปอีกนานในหลักสิบปีเลยแหละครับ นั่นก็หมายความว่าเราจะยังไม่เห็น
รถไฟฟ้ารุ่นกลาง ๆ ราคาจับต้องได้ที่มีแบตเตอรี่ที่วิ่งได้ไกล 500 - 600 กม. แน่นอนครับ
.... สรุปแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ควร "รอ" ครับ เราต้องทำใจยอมรับว่า
รถไฟฟ้าระดับกลาง ๆ จะวิ่งได้ไม่เกิน 300 - 350 กม. ต่อ 1 ชาร์จเต็ม
การใช้รถใน 1 วัน เราก็จะกลับบ้านทุกวันอยู่แล้ว สามารถชาร์จที่บ้านได้
หรือหากไปเที่ยว ตามเส้นทางท่องเที่ยวก็จะมีสถานีชาร์จอยู่แล้ว
จะมีสักกี่กรณีกันที่ต้องวิ่งยาว ๆ ระดับ 200 กม. โดยไม่ผ่านสถานีชาร์จเลย
ดังนั้น ความต้องการรถที่วิ่งได้ถึง 500 กม.ต่อ 1 ชาร์จ ผมว่ายังไม่จำเป็นนะครับ
และอายุแบตก็คงยาวนานประมาณนี่
เรื่องอายุของแบตเตอรี่ ผมว่าไม่น่าห่วงเท่าไหร่ครับ
เพราะเทคโนโลยี - คุณภาพ ของแบตเตอรี่นั้น ดีมากพอสมควร
ท่านดูกราฟนี้นะครับ นี่คือกราฟแสดงถึงคุณภาพของแบตรถยนต์ Tesla
ที่แม้ว่าจะใช้ไปแล้ว 200,000 กว่า กม. แบตก็ยังคงคุณภาพในระดับ 93%
นั่นก็คือยังคงวิ่งไกลต่อ 1 ชาร์จใกล้เคียงวันแรกซื้อมาก ๆ ซึ่งผมคิดว่า
คุณภาพแบตของผู้ผลิตชั้นนำรายอื่น เช่น Nissan Honda Audi Hyundai
MG BYD KIA ก็น่าจะทำได้ดีใกล้เคียงกราฟนี้

และที่สำคัญสถานีชาร์ทแบตก็น่าจะพอเพียงจะสะดวกสะบายเสมือนสถานีเติมน้ำมันแบบในปัจจุบัน
หากท่านดูแผนที่สถานีชาร์จนี้นะครับ https://www.eaanywhere.com/maps
หรือดูใน App นี้ https://www.mea.or.th/minisite/meaev
จะเห็นว่ากรุงเทพนี่หายห่วง มีเยอะมาก ส่วนต่างจังหวัดก็กำลังสร้างอยู่
แต่บางเส้นทางก็ยังน้อยมาก ๆ หากจะผ่านไปจะต้องวางแผนการชาร์จให้ดี ๆ เลย
เช่น เส้นทางลงภาคใต้
และสำคัญสุดราคารถก็น่าจะให้ใก้ลเคียงกับราคารถใช้น้ำมัน
อันนี้แหละครับ .... ที่นี่ประเทศไทย เก็บภาษีกันยิบย่อย ยุ่บยั่บไปหมด
ตัวอย่างการบวกราคาของ Nissan LEAF ที่แพงได้ขนาดนี้
https://www.grandprix.co.th/ภาษี-รถยนต์ไฟฟ้า-nissan-leaf/

จากภาพ จะเห็นว่ามีการเก็บภาษีถึง 4 ตัว ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า
ปัจจุบันทางรัฐจะลดภาษีตัวใดลงบ้างแล้ว ท่านใดทราบก็ช่วยบอกด้วยนะครับ
เท่าที่ผมทราบ รัฐบาลได้อนุมัติลดภาษีสรรพสามิตลงแล้ว
อย่างแบรนด์ที่มีฐานการผลิตในไทย เดิมภาษีสรรพสามิต 2%
รัฐได้ยกเว้นให้เป็น 0% แต่...ยกเว้นให้แค่ 3 ปี
ซึ่งมันแทบไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่เลย
bigBirdS ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5591763 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1030346 ถูกใจ, Lilac ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจ, pixelchio ถูกใจ, Vizky ถูกใจ, loveyoumore ถูกใจ, น้าพร ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
รถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์
มีแผนจะซื้อรถใหม่จะรอเป็นรถไฟฟ้าที่สมบรูณ์เลยดีไหม?.
รถไฟฟ้าทั้งหมด ก็เชื่อตามนั่นเพราะประเทศที่เจริญแบบยุโรปย่อมมีแผนงานค่อนข้างแน่นอน...ที่ว่ามีแผนจะซื้อ
ใหม่นั่นก็อยากให้มันเบ็ดเสร็จสำเร็จประสิทธิภาพอย่างชาร์ทแบตเตอร์รี่ทีวิ่งได้ 500-600 กม.และอายุแบตก็คง
ยาวนานประมาณนี่!และที่สำคัญสถานีชาร์ทแบตก็น่าจะพอเพียงจะสะดวกสะบายเสมือนสถานีเติมน้ำมันแบบใน
ปัจจุบัน และสำคัญสุดราคารถก็น่าจะให้ใก้ลเคียงกับราคารถใช้น้ำมัน ไม่ทราบพอจะเป็นไปได้ไหม?.