เมื่อ "ลูกผู้ชาย" อย่างผมถูกกระทำให้เป็น "ลูกสาว" : ประสบการณ์ชีวิตและความรักตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 13

เมื่อมาถึงตอนที่ 13 สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเลยคือพ่อ เพราะวันที่ 13 คือวันเกิดของพ่อ ผมกับพ่อสื่อสารกันน้อยมาก พ่อมักจะไม่กลับบ้าน หลายคนบอกว่าไปนอนกับผู้หญิงอื่น แต่พอนานๆทีจะมาเจอลูกชายอย่างผม (ที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็น “ลูกสาว” โดยญาติฝั่งแม่มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งความห่างเหินจากพ่อก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนั้นด้วย) แทนที่จะพูดคุยเรื่องอื่น กลับถามผมประโยคแรกว่า “ของมีงหัวเปิดรึยัง เข้าใจไหม หัวเปิดแบบนี้นะ” แล้วก็ควักของตัวเองมาให้ดู ทำให้ดูว่าหัวองคชาติเปิดเป็นยังไง ตอนนั้นพ่อไม่ get เลยว่ามันเหมือนการใชว์อวัยวะเพศให้ลูกสาวดู ลูกชายอย่างผมถึงกับอึ้งและตกใจมาก (แต่จำได้ไม่ลืม) 

การสื่อสารต่อไปของพ่อก็คือ “ของมีงเป็นไงบ้าง ขอดูหน่อย หัวเปิดแล้วดีนะ เวลาไปเที่ยวผู้หญิงจะได้สบาย” ผมก็เดินหนีเลยครับ ใครจะให้พ่อดูของสงวนกันง่ายๆ แต่สำหรับพ่อ พ่อคงคิดว่าเป็นผู้ชายด้วยกันมันไม่เป็นไรหรอก แต่สำหรับผมในตอนนั้น ผมคิดว่าตัวเองยังเป็นผู้ชายอยู่อีกเหรอ 

สิ่งที่ผิดพลาดมากๆของพ่อคือตอนที่แม่ผ่าตัดแล้วแผลอักเสบ จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือนเพราะต้องรอผ่าตัดใหม่ด้วย แต่ก็ต้องรอให้แผลอักเสบทุเลาลงก่อน ช่วงนั้นแม่ขอร้องให้พ่อมาค้างที่บ้านและนอนเป็นเพื่อนผมหน่อย บังเอิญมันเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกที เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจะดังมาก แม่รู้ว่าผมกลัว คืนแรกเลยพ่อยังไม่กลับ ผมต้องนอนคนเดียวไปก่อน สักพักผมคิดว่าพ่อกลับมาแล้ว เป็นครั้งแรกที่พ่อมานอนกอดผม อ้อมกอดของพ่ออบอุ่นมาก แต่พอสักพัก ผมก็มารู้ว่าชายคนนั้นไม่ใช่พ่อ แต่กลับเป็นลูกน้องของพ่อที่พ่อสั่งให้มานอนเป็นเพื่อนผม ตอนรู้ครั้งแรกผมตกใจมาก แต่หลังจากนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองเป็น “โสเภณี” เพราะต้องนอนกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ส่วนพ่อก็ไปนอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเหมือนกัน

ชีวิตผมนี่มันก็แปลกดีเนอะ ฝั่งป้าอินกับญาติฝั่งแม่ก็กันตัวผมออกจากผู้ชายทุกคน แต่วันดีคืนดีพ่อก็ประเคนผู้ชายมาให้คืนละคนและก็นานนับเดือน ส่วนตัวเองก็ไปนอนกับหญิงอื่น ตอนนั้นผมเองรู้สึกว่าจิตใจตัวเองได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะการนอนคนเดียวมันร้ายกาจกว่า พี่ผู้ชายแต่ละคนก็แตกต่างกันมาก บางคนเดินออกมาจากห้องอาบน้ำก็จะไม่ใส่อะไรเลย ทำให้ผมเห็นองคชาติของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ควรเห็นนะ แต่พี่ผู้ชายคนนั้นคงรู้สึกว่าผู้ชายด้วยกันคงไม่เป็นไร ผมก็เหวอแตกเหมือนกัน ลูกน้องพ่อบางคนก็ดีเกินไป เห็นผมนอนสั่นก็เข้ามากอด กอดแน่นมาก เขาคงอยากทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ดูแลลูกชายเจ้านายให้ดีที่สุด บางครั้งมันก็ทำให้ผมเคลิ้มเหมือนกันนะ

“น้องเติ้ลกลัวเสียงฟ้าร้องเหรอครับ กอดพี่ไว้นะจะได้ไม่กลัว”

พี่เขากอดผม มันเป็นความอบอุ่นอย่างประหลาด พ่อไม่เคยกอดผม แม่เองก็ไม่เคยกอดผมเลยนะ คงเขิน กลายเป็นว่าอ้อมกอดแรกที่ให้ความอบอุ่นกับผมมากเป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 17-19 ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ต้องมานอนกอดกันตลอดคืน หลายคืนนานนับเดือน มาแบบไม่ซ้ำหน้าด้วย 

บางคนก็ดีเกินไปอีก มีมาหอมแก้มกันด้วย 

“น้องเติ้ลน่ารักจัง ถ้าพี่มีน้องชายแบบเติ้ลนี่ พี่รักตายเลย”

เออ พอผ่านประสบการณ์แบบนั้นมาแล้วมาเจอพวกครูเกริก บางครั้งก็รู้สึกดีนะ คือมีกลุ่มผู้ชายมาทำรุนแรงกับเรา มาทารุณกรรมเรา มันดีกว่าผลัดกันมานอนกอดเราทุกคืน จริงๆแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีทั้งคู่ ไม่ควรจะเกิดกับเราทั้งคู่ แต่ถ้าเลือกได้ ผมขอเลือกพวกครูเกริกมากกว่า ตัวผมเอง ปลายทางมันชัดเจนมากนะว่าไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันได้ แต่ระหว่างทาง บางครั้งมันคืออะไรก็ไม่ทราบได้ 

ย้อนกลับมาดูเรื่องประเด็นมวยปล้ำกันสักนิดโดยเฉพาะมวยปล้ำชายชองญี่ปุ่นที่ตอนนี้ผมชอบเอามากๆ ผมไม่แน่ใจหรอกนะว่าทำไมมวยปล้ำถึงกลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญของญี่ปุ่น ขนาดคู่โหดๆเขายังให้เด็กเข้าไปดูได้ ผมคิดเอาเองว่าเขาคงคาดว่าในประชากรผู้ชายอาจมีผู้ที่รักความสมบุกสมบัน ชอบอะไรทำนองนี้ ก็ขอให้ขึ้นมากระหน่ำกันบนเวที มันจะดีที่สุด แล้วมันจะมีทั้งการสู้และการพลาด ผมเองถ้าได้ขึ้นไปบนเวทีก็คงมีทั้งสู้และพลาด แต่พออยู่ในสังคมในแบบที่เจอพวกครูเกริก ผมยอมโดนยำดีกว่า ไม่อยากปลูกฝังตัวเองให้เป็นคนชอบไปทำร้ายผู้อื่นครับ แต่ถ้าขึ้นเวทีมวยปล้ำก็คงถึงไหนถึงกัน ผมเองกะว่าคงต้องเตรียมร่างกายก่อนสัก 3 ปี แล้วค่อยไปเรียนมวยปล้ำตอนอายุ 53 ไม่รู้จะไหวรึเปล่าครับ ต้องรอดูอนาคตต่อไป

กลับมาถึงตอนผมอยู่ปี 2 ดีกว่า จำได้ว่าวันเปิดห้องเชียร์วันแรก ความเป็นผู้หญิงในตัวหายไปหมด การเป็นประธานเชียร์ฝ่ายชายต้องแบกรับสิ่งต่างๆมากมาย ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนได้มากน้อยแค่ไหน วันแรกที่เปิดห้องเชียร์ก็ตื่นเต้นมาก วันนั้นมีคนเข้าไปยืนรออยู่ด้านหลังกันมากมาย ตอนเปิดห้องเชียร์ ผมต้องเดินออกจากช่องกลาง แล้วไปยืนหน้าที่ประชุมคนเดียวอย่างองอาจ ตอนนั้นมองเห็นผู้คนมากมาย เห็นทั้งน้องๆที่นั่งกันอยู่และมองผมเป็นตาเดียว เห็นคนข้างหลังที่ยืนกันเต็มไปหมด ทุกคนต่างจ้องมาที่ผม ผมเริ่มพูด กล่าวต้อนรับน้องๆและบอกกฏระเบียบของห้องเชียร์ มันเป็นการใช้เสียงจริงที่ต้องกังวานพอสมควรเพราะประธานเชียร์ฝ่ายชายจะใช้ไมโครโฟนไม่ได้เลย ตามบทบาทมันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น พอหมดคิวผม ก็จะมาถึงคิวของพี่เชียร์ พวกเขาจะมาสอนร้องเพลงเชียร์ พอน้องร้องเพี้ยน ว๊ากเกอร์ข้างหลังก็จะเริ่มทำงาน วนไปแบบนี้ พอจบตรงนี้ก็จะถึงคิวของประธานเชียร์ฝ่ายหญิง เธอจะมาสรุปสิ่งที่น้องบกพร่องเพื่อให้นำไปปรับปรุง แล้วผมจะมาพูดปิดท้าย

จริงๆแล้วหน้าที่ผมก็ไม่ได้มีอะไรมาก ในห้องเชียร์ครั้งที่ 2 ว๊ากเกอร์เล่นแรงมากขึ้น ตะโกนด่ามาจากด้านหลังแบบรุนแรงมากและกะเล่นน้องผู้ชายแถวหนึ่งซึ่งมีผู้ชายประมาณ 5 คน ผมต้องเดินไปออกหน้าเพื่อที่จะปกป้องน้องผู้ชายบางคนและเลือกลงโทษน้องผู้ชายที่มีแววว่าพอรับไหว การลงโทษก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ให้น้องเขาวิดพื้น ก็แค่นั้น พอห้องเชียร์ผผ่านไปได้ 3 ครั้ง ก็มีข่าวลือเรื่องความโหดในห้องชียร์ขึ้นมา คนก่อความโหดในห้องเชียร์มีมากมาย แต่ในท้ายที่สุด ทุกอย่างก็มาลงที่ผม เพราะผมเปิดเผยตัวเอง ส่วนว๊ากเกอร์ก็ไม่มีน้องคนไหนเห็นหน้าเห็นตา ตอนนั้นมีพี่บางคนที่ไม่เข้าใจก็มาจงเกลียดจงชังผม บางคนรอวันที่สิงคำรามจะมาจัดการผมแบบยำเละ เพื่อนก็ไม่คบ เรียนก็หนัก ทำงานพิเศษก็เยอะ คนเกลียดก็เยอะ มีความกดดันมาลงที่ผมเยอะมาก ผมเองต้องแบกรับอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย และเป็นการแบกรับที่มีผลลบมาถึงตัวเอง
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่