หอคอยโบราณในอดีต

The Pigeon Towers


ในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชสมัยของซาฟาวิด (Safavid) ชาวอิหร่านได้สร้างหอคอยจำนวนมากเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของนกพิราบ นกพิราบถูกนำมาเลี้ยงไม่ใช่เพื่อกินเนื้อของพวกมัน (นกพิราบเป็นที่เคารพนับถือโดยเฉพาะในศาสนาอิสลาม) แต่เป็นมูลของพวกมันซึ่งชาวบ้านเก็บรวบรวมและใช้ในการทำปุ๋ยในไร่แตงโมและแตงกวา

ชาว Safavids มีความชอบผลไม้แตงโมเป็นพิเศษและบริโภคพวกมันในปริมาณมากจนน่าทึ่ง  มูลของนกพิราบถูกคิดว่าเป็นปุ๋ยคอกที่ดีที่สุดสำหรับพืชผลเหล่านี้  และหอคอยนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการดึงดูดนกพิราบให้เข้าทำรังภายในเพื่อเก็บเกี่ยวมูลของมัน  หอคอยอิฐฉาบปูนเหล่านี้เป็นอาคารที่อยู่ของนกพิราบที่ดีที่สุดในโลก  โดยใน Isfahan มีหอคอยนกพิราบมากที่สุดประมาณ 3,000 แห่ง

ทุกวันนี้ หอคอยที่เหลือประมาณ 300 แห่งในสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่กระจัดกระจายไปทั่วชนบท  ปุ๋ยและสารเคมีสมัยใหม่ทำให้โครงสร้างอันงดงามเหล่านี้ล้าสมัย จนนำไปสู่การทิ้งร้างในทุ่งนาซึ่งยังคงเสื่อมโทรมลงเนื่องจากขาดการบำรุงรักษา

หอคอยนกพิราบโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นทรงกระบอกและสร้างด้วยอิฐโคลนฉาบปูนขาวและยิปซั่ม มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 10 - 22 ม.และสูง 18 ม.
ขึ้นไป  สามารถเลี้ยงนกพิราบได้มากถึง 14,000 ตัว เนื่องจากนกพิราบเป็นเหยื่อของสัตว์หลายชนิด อาคารจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการที่สามารถกำบังนกพิราบจากนักล่าได้ ทางเข้าที่มีขนาดเล็กจะกันนกขนาดใหญ่เช่นเหยี่ยว,นกเค้าแมว หรือกา ไม่ให้เข้าไปด้านในได้

การตกแต่งภายในประกอบด้วยระเบียงทำรังในรูปแบบกระดานหมากรุกที่กระจัดกระจายอย่างสม่ำเสมอตามผนัง ช่องของนกพิราบมีขนาดประมาณ
20 คูณ 20 คูณ 28 เซนติเมตร (8 x 8 x 11 ") โดยมีคอนสั้น ๆที่ทำจากดินเหนียวแห้งตั้งอยู่ที่แต่ละช่องยื่นออกมาโดยเอียงเข้าด้านใน ทำให้มูลนกพิราบตกลงสู่ส่วนกลางตรงกับหลุมเก็บขยะที่เชิงหอคอย  ในศตวรรษที่ 17 หอคอยนี้จะเปิดปีละครั้งเพื่อเก็บเกี่ยวมูลสัตว์ไปขายในราคาสี่เพนนีต่อ 5.5 ก.ก.

การจัดเรียงช่องของนกพิราบแบบกระดานหมากรุกทำให้ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเพิ่มจำนวนช่อง,รักษาน้ำหนัก และปริมาณวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในหอคอยให้น้อยที่สุด  ผนังภายในถูกเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นด้วยซุ้มประตูภายในเพดานโค้งทรงกระบอก,บันไดวงกลมทั้งภายในและภายนอก แม้จะมีประเพณีการสร้างหอคอยมายาวนานแต่ก็ไม่ค่อยมีการใช้ไม้ในการก่อสร้างอาคาร 

นกได้รับการฝึกฝนให้เข้าไปอยู่หอคอย ซึ่งพวกมันถูกดึงดูดโดยสัญชาตญาณการสร้างรังผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกตามซอกหินในป่า  แม้นกจะได้รับการจัดหาที่อยู่อาศัยแต่ก็ไม่มีอาหาร  ฝูงนกพิราบจึงออกไปหาน้ำและหาอาหารในตอนกลางวันและกลับไปที่หอคอยในเวลากลางคืน  มูลสัตว์จากนกพิราบส่วนใหญ่ใช้เป็นปุ๋ย แต่ยังพบว่ามีการใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนังซึ่งใช้ในการทำให้หนังนุ่มขึ้น เป็นกระบวนการที่เรียกว่า “bating” และยังเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผลิตดินปืน
ปัจจุบัน หอคอยนกพิราบและมูลนกพิราบมีความล้าสมัยในการใช้งานในปุ๋ยเคมีและสารเคมีฟอกหนัง  จากหอคอยมากกว่า 300 แห่งที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันรอบเมือง Isfahan จำนวน 65 แห่งได้รับการคุ้มครองโดยการรวมไว้ในรายชื่อมรดกแห่งชาติ  โดยบางแห่งยังคงดึงดูดนกพิราบป่าฝูงเล็ก ๆ ที่มาเกาะอยู่บนหอคอยแม้เพดานจะถล่ม กำแพงแตกร้าว และสภาพโดยทั่วไปจะพังทลายลง
ที่มา
Saudi Aramco World / Historical Iran / Isfahan.org.uk / Canadian Center of Science and Education
Cr.ภาพ flickr.com/





The Spite Towers


หอคอยแฝดแห่ง Irish Hills ในเขต Lenawee ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมิชิแกน ตั้งอยู่บนยอดเนินเล็ก ๆ ริมทางหลวงระหว่างเมืองดีทรอยต์และชิคาโกเปิดให้บริการในปี1924 โดยเป็เหมือนที่พักผ่อนสำหรับนักเดินทางที่เบื่อหน่ายและเหนื่อยล้า ด้านบนของหอคอยสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 ฟุต ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดในมิชิแกนตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งในวันที่อากาศแจ่มใสนักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นออกไปได้เป็นระยะทาง 7 ไมล์รอบ ๆเนินเขาIrish Hills ที่สวยงามและทะเลสาบโดยรอบ

หอคอยมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1920  Michigan Observation Company กำลังสร้างหอคอยโฉมใหม่สูง 50 ฟุตขึ้นทั่วรัฐ
เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและมาจนถึง Irish Hills ในปี1924  โดยพยายามสร้างหอคอยที่คล้ายกันในพื้นที่สูงติดกับทางหลวง ใกล้กับที่ดินของชายชื่อ
Ed Kelley พร้อมข้อเสนอ แต่ Kelley ไม่สนใจที่จะขายทรัพย์สินของเขาดังนั้นเขาจึงปฏิเสธ

บริษัทได้ติดต่อ Edward Brighton เพื่อนบ้านของ Kelley ซึ่งเป็นเจ้าของเนินเขาที่อยู่ติดกัน  Brighton ตกลงในข้อเสนอและทำข้อตกลง
ภายในไม่กี่เดือน โครงสร้างไม้สูง 50 ฟุตพร้อมฐานสี่เหลี่ยม 24 ฟุตก็ถูกสร้างขึ้นห่างจากทรัพย์สินของ Kelley เพียง 6ฟุต หอคอยเปิดงานด้วยการเฉลิมฉลอง  ในช่วงสุดสัปดาห์แรกมีผู้เข้าชมมากกว่า 1,200 คนขึ้นบันไดไปเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามของภูมิประเทศ
 
Ed Kelly ไม่พอใจ บริษัท Michigan Observation Company จึงตัดสินใจที่จะสร้างหอคอยที่เหมือนกันเกือบทั้งหมดบนทรัพย์สินของเขาเองห่างจากโครงสร้างของฝ่ายตรงข้ามเพียง 12 ฟุต  หอคอยแห่งใหม่นี้สร้างขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 60 วันและสูงกว่าหอคอยเดิมสิบฟุต

บริษัทตอบโต้ด้วยการเพิ่มแท่นสังเกตการณ์ที่สองที่ด้านบนของหอคอยที่มีอยู่ โดยเพิ่มความสูงโดยรวมเป็น 64 ฟุต และตั้งชื่อหอคอยของพวกเขาว่า
“ The Original Irish Hills Tower”  ถึงจุดนี้ บริษัทได้แจ้งให้ Kelly ทราบอย่างชัดเจนว่าหากเขายังคงแข่งขันสร้างต่อไป บริษัทจะรื้อถอนหอคอยไม้และสร้างหอคอยจากเหล็กขนาดใหญ่แทน  ทำให้การแข่งขันในแนวความสูงสิ้นสุดลง แต่ทั้งคู่เริ่มหาวิธีที่จะนำผู้เยี่ยมชมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวของตน

Michigan Observation Company  ได้เปรียบที่มีทรัพยากรที่เหนือกว่า  สองสามปีที่ผ่ามมาพวกเขาได้เพิ่มสวนสัตว์ที่มี alligators, ลิงครึ่งโหล, arcade  (ทางเดินที่มีหลังคาโค้ง), ลานปิกนิก, ปั๊มน้ำมัน, ร้านอาหารขนาดใหญ่ และสนามกอล์ฟ ชุมชนเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่อยๆพัฒนาขึ้นรอบ ๆ ตึกแฝด สถานีขนส่งเปิดให้บริการและในปี 1929 มีรถประจำทางมากถึง 52 คันต่อวัน  ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนหอดูดาวใช้ห้องพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันได้อย่างรวดเร็ว

แม้จะประสบความสำเร็จ บริษัทก็ตัดสินใจออกจากธุรกิจและขายหอคอยเดิมให้กับ Frank Lampingในปี 1947    Lamping พยายามขอซื้อหอคอยหลังที่สองจาก Kelly  แต่โดนปฏิเสธ  แต่ต่อมาLamping ก็สามารถซื้อหอคอยของKellyได้จากทายาทของเขา  จากนั้นเขาก็เชื่อมต่อฐานโครงสร้างทั้งสองทำให้เป็นหน่วยเดียว
หอคอยยังคงดึงดูดลูกค้าจนถึงฤดูร้อนปี 2000 จึงปิดให้บริการแก่ประชาชนเนื่องจากขาดการอุปถัมภ์ อาคารนี้อยู่ระหว่างการให้รื้อถอน แต่ด้วยความพยายามในการระดมทุนของเจ้าของทำให้อาคารแฝดได้รับการซ่อมแซมแทน
ที่มา
Wikipedia / บางครั้งน่าสนใจ / Lighthouse Digest





Lanterns Of The Dead


(Lanterns of the Dead Cr.ภาพ (จากซ้ายไปขวา) Johann Jaritz , Benutzer: Griensteidl , Jebulon)


ในช่วงศตวรรษที่ 12 ผู้คนในภาคกลางและตะวันตกของฝรั่งเศสได้สร้างหอคอยเล็ก ๆ ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยที่หน้าต่างด้านบนมีโคมไฟวางอยู่ในประภาคารแม้ว่าอาคารเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใกล้ทะเล โครงสร้างเหล่านี้รู้จักกันในชื่อ “ โคมไฟแห่งความตาย” (Lanterns of the dead) และถูกเชื่อว่าเป็นสถานที่บ่งบอกตำแหน่งของสุสาน ซึ่งอาจไม่เป็นความจริงเนื่องจากหอคอยเหล่านี้บางแห่งไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กับสุสานใดๆ

โดยปกติแล้ว หลายๆหอคอยทั้งหมดจะมีขนาดและรูปทรงในรูปแบบของเสาหรือป้อมปืนขนาดเล็ก มีหมวกทรงกรวยและไม้กางเขนที่ยอดด้านบน มีทางเข้าเล็ก ๆด้านล่างช่วยให้สามารถเข้าถึงภายในของหอคอย เพื่อให้รอกสามารถยกโคมไฟได้สูงที่ต้องการในตอนค่ำ หนึ่งในตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดตั้งอยู่ในชุมชนของ Cellefrouin ซึ่งมีเพลารูปครึ่งวงกลมแปดอันที่ติดกันยกขึ้นจากฐาน และประดับมงกุฎด้วยหลังคาทรงกรวยที่เป็นทรงต้นสน  ที่หน้าต่างมีหลอดไฟส่องหันหน้าไปทางถนนใหญ่

ที่มาและจุดประสงค์ของอาคารเหล่านี้เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ บางคนเชื่อว่าเดิมน่าจะเรียกว่า “Lanterns of the Moors” (ทุ่งต้นไม้เตี้ยๆ)
มากกว่า“Lanterns of the Dead” แต่เนื่องจากคำในภาษาฝรั่งเศสสำหรับ “moors” (maures) และ "dead" (morts) ฟังดูคล้ายกันมากจึงได้รับการผสมผสานขึ้น  ทฤษฎีนี้เชื่อถือได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีการทำแผนที่อย่างระมัดระวังถึงตำแหน่งดั้งเดิมของโคมไฟ บ่งชี้ว่าพวกมันตั้งอยู่ใกล้ถนนโบราณโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับการแสวงบุญ ดังนั้น “Lanterns of the Dead”  อาจเป็นเพียงแสงนำทางสำหรับนักเดินทางสมัยโบราณ

นักวิชาการยังพบหลักฐานที่เชื่อมโยงการสร้างหอคอยเหล่านี้กับสงครามครูเสด  ตัวอย่างเช่น ต้นกำเนิดของโคมไฟใน Sarlat-la-Canéda ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าอาวาส Bernard of Clairvaux ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามครูเสดครั้งที่สอง  กล่าวกันว่าหอคอยถูกสร้างขึ้นหลังจากการมาเยี่ยมของเจ้าอาวาสในปี1147 ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าสร้างโดย Knights Templar

(Lantern of the Dead ใน Cellefrouin, France. Cr.ภาพ Jack ma/Wikimedia)
(Lantern of the Dead and ossuary ใน Lieding, Austria. Cr.ภาพ Johann Jaritz/Wikimedia)
 “Lanterns of the Dead” จำนวนมากที่กระจัดกระจายไปตามชนบทต่างก็มีความลึกลับเล็ก ๆ น้อย ๆเช่น โคมไฟใน Vergèze ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสซึ่งมีลักษณะคล้ายกับปล่องไฟของพระราชวัง Bakhchisaray ของพวกCrimean Tatars ในไครเมีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่า 3,000 กม.
ส่วนชื่ออื่นของโคมไฟก็มี "ปล่องไฟซาราเซ็น" (Saracen chimney)  โดยคำว่า “Saracen” เป็นคำโบราณที่มีความหมายว่าชาวมุสลิมหรือชาวอาหรับส่วนพระราชวัง Bakhchisaray เป็นพระราชวังของชาวมุสลิม
Lanterns of the Dead ไม่ได้ถูกจำกัดทางภูมิศาสตร์ว่าอยู่ในฝรั่งเศส แม้ว่าที่นี่จะมีหอคอยจำนวนมากสุดก็ตาม โคมไฟแห่งความตายนั้นยังสามารถพบได้ใน อังกฤษ,ออสเตรีย,เยอรมนี และโปแลนด์อีกด้วย


(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่