เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งทางด้านยุโรปและแปซิฟิกผู้ชนะสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจคือโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ตะวันตกมาเชิญหน้าตะวันออกฝ่ายโลกเสรีตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกาและฝั่งโลกตะวันออกคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียตความตึงเครียดจากกาารเผชิญหน้าด้วยกำลังทางทหารและการแผ่อิทธิพลทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงการเมืองในต่างแดนบีบให้ประเทศน้อยใหญ่ทั่วโลกต้องเลือกข้างว่าจะอยู่ฝั่งโลกเสรีหรือจะอยู่ภายใต้ร่มธงคอมมิวนิสต์แต่การที่ไม่ได้ปะทะกันโดยตรงของทั้ง 2 ขั้วอำนาจทำให้โลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War)
หนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงความเด่นชัดของสงครามเย็นคือวิกฤตการณ์เบอร์ลิน ค.ศ. 1961 (เยอรมัน: Berlin-Krise) เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน - 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1961 และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ทางการเมือง-การทหารในยุโรปในช่วงสงครามเย็นเกี่ยวกับสถานการณ์ยึดครองเมืองหลวงของเยอรมันคือกรุงเบอร์ลินและเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองตามสนธิสัญญาปอทสดัม (Treaty of Potsdam) นั้นได้ให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตก คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ครอบครอง 3 ส่วนร่วมกันเรียกว่าเยอรมนีตะวันตก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งให้โซเวียตปกครองเรียกว่า เยอรมนีตะวันออก ทำให้กรุงเบอร์ลินนครหลวงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายพันธมิตรตะวันตกเรียกว่าเบอร์ลินตะวันตกวิกฤตการณ์เบอร์ลินได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตได้เปิดฉากในการยื่นคำขาดให้ถอนกองกำลังทั้งหมดออกไปจากกรุงเบอร์ลินรวมทั้งกองทัพฝั่งตะวันตกในเบอร์ลินตะวันตกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแบ่งแยกเมืองโดยพฤตินัยพร้อมกับเยอรมนีตะวันออกได้ก่อสร้างกำแพงเบอร์ลิน
ยุคแห่งสงครามตัวแทนสงครามที่เกิดจากการปฏิวัติหรือสงครามระหว่างชาติที่ทั้งสองขั้วอำนาจต่างสนับสนุนการเงินและอาวุธทำให้หนึ่งในสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความชัดเจนว่าแต่ละประเทศเลือกข้างไหนก็คืออาวุธที่ทหารของประเทศเหล่านั้นใช้และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นประเทศที่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการสนับสนุนอาวุธปืนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและส่งมาให้กองทัพไทยใช้แทนที่ปืนจากยุคเก่าตามมาตรฐานยุโรปหรือปืนของญี่ปุ่นในบทนี้จะพาไปทำความรู้จักกับปืนอเมริกันในกองทัพไทย
(ในบทนี้จะแสดงปืนจากสหรัฐอเมริกาที่มีใช้ในกองทัพไทยแต่ขอบเขตของเนื้อหาจะไม่ครอบคลุมไปถึงปืนสมัยใหม่อย่าง M16)
ที่มาของการสนับสนุนปืนให้แก่กองทัพไทยของสหรัฐเป็นไปตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางทหาร Joint U.S. Military Advisory Group (JUSMAG) ที่ว่ากันตามตรงก็คือการช่วยเหลือทางทหารโดยตรงแก่ประเทศที่เลือกข้างแล้วว่าจะอยู่ฝั่งโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐจะเป็นพันธมิตรร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก พูดง่ายๆก็คือหากเป็นศัตรูกับคอมมิวนิสต์ก็จะได้รับอาวุธอเมริกันไปใช้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นั่นเองนอกจากประเทศไทยจะได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการนี้แล้วยังมีกองทัพของอีกหลายประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันยกตัวอย่างก็ได้แก่ กองทัพเกาหลีใต้ กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น กองทัพเวียดนามใต้ กองทัพเยอรมันตะวันตกและอื่นๆอีกมากมายเพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามกับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนหนุนหลังความขัดแย้งของ 2 ขั้วอำนาจโลกเสรีและคอมมิวนิสต์เป็นสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นสงครามตัวแทนที่มักจะจบลงด้วยการที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นเหนือกับใต้คอมมิวนิสต์กับโลกเสรีเหมือนเกาหลีหรือไม่ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในการปฏิวัติคิวบาแล้วก็ชนะอีกครั้งในเวียดนามแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าในการพยายามปฏิวัติในโบลิเวียหรือความล้มเหลวของโซเวียตในการทำสงครามอุ้มชูรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในอัฟกานิสถานที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสงครามเย็นจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991
อาวุธปืนของสหรัฐอเมริกาที่มีประจำการในกองทัพไทยมีดังนี้
อาวุธปืนของสหรัฐอเมริกาที่มีประจำการในกองทัพไทยมีดังนี้
1. M1 Garand (ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1,ปลยบ.88.)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 8 นัดด้วย "en bloc" clip
น้ำหนัก: 9.5 ปอนด์ (4.3 กก.) - 11.6 ปอนด์ (5.3 กก.)
ความยาว: 43.5 นิ้ว (110.5 ซม.)
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (61 ซม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต/ วินาที (853 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 440 หลา (402 เมตร)
ระยะยิงไกลสุด: 3,450 หลา (3,200 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการและใช้เป็นปืนฝึกท่าอาวุธสำหรับนักศึกษาวิชาทหาร ทหารใหม่ และ นักเรียนนายสิบตำรวจ
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ซี,ดี ปลยบ.88. ซี,ดี
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ซี
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ดี
เหมือนกับปลยบ.88 ทุกอย่างเพิ่มเติมคือมีกล้องเล็งหนังรองแก้มที่พานท้ายและปลอกลดแสงสำหรับใช้เป็นปืนซุ่มยิง
2. Springfield M1903 (ปืนเล็กยาวแบบ 88,ปลย.88.)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 5 นัดด้วย stripper clip
น้ำหนัก: 8.65 ปอนด์ (3.9 กก.) ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของไม้
ความยาว: 44.9 นิ้ว (1,140 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (610 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต/ วินาที (853 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 914 เมตร
ระยะยิงไกลสุด: 5,029 เมตร
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
M1 Carbine (ปืนเล็กสั้นบรรจุเองแบบ 87,ปสบ.87.)
ขนาดกระสุน .30 Carbine บรรจุกระสุน 15-30 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 5.2 ปอนด์ (2.4 กก.)
ความยาว: 35.4 นิ้ว (90 ซม.)
ความยาวลำกล้อง: 18 นิ้ว (45.7 ซม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 1,990 ฟุต / วินาที (607 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 300 หลา (270 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการและใช้เป็นปืนฝึกท่าอาวุธสำหรับนักศึกษาวิชาทหาร
M2 Carbine

เดิมทีปืน M1 Carbine เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติแต่เมื่อตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีการอัพเกรดให้เป็นแบบมีคันบังคับปรับโหมดการผลิตให้สามารถยิงแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้และให้รหัสประจำการว่า M2 Carbine เมื่อถูกนำเข้ามาประจำการในกองทัพไทยก็ใช้รหัส ปสบ.87 ร่วมกับ M1 Carbine
4. M1911A1 (ปืนพกแบบ 86,ปพ.86.)
ขนาดกระสุน .45 Automatic Colt Pistol (ACP) บรรจุกระสุน 7+1 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 1080 กรัม
ความยาว: 216 มม.
ความยาวลำกล้อง: 125 มม.
ความเร็วปากลำกล้อง: 830 ฟุต/วินาที
ระยะยิงหวังผล: 50 เมตร
ปัจจุบันยังคงประจำการในกองทัพ
5. M1918A2 Browning Automatic Rifle (ปืนเล็กกลแบบ 88 เอ็ม 1918 เอ 2,ปลก.88 เอ็ม 1918 เอ 2)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 20 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 19 ปอนด์ (8.8 กิโลกรัม)
ความยาว: 1,215 มม. (47.8 นิ้ว)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม. (24.0 นิ้ว)
ความเร็วปากลำกล้อง: 860 เมตร / วินาที (2,822 ฟุต / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 100–1,500 หลา (91–1,372 เมตร)
ระยะยิงไกลสุด: ประมาณ 4,500–5,000 หลา (4,100–4,600 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
6. M1919A4 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 1919 เอ 4,ปกบ.88.เอ็ม 1919 เอ 4)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 31 ปอนด์ (14 กิโลกรัม)
ความยาว: 37.94 นิ้ว (964 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
7. M1919A6 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 1919 เอ 6,ปกบ.88.เอ็ม 1919 เอ 6)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 14.74 กิโลกรัม
ความยาว: 53 นิ้ว (1,346 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
8. M37 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 37,ปกบ.88.เอ็ม 37)

ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 14.1 กิโลกรัม
ความยาว: 1,060 มม
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปืนกลร่วมแกนในป้อมปืนรถถังเอ็ม 41
9. M1917A1 Browning machine gun (ปืนกลหนักแบบ 88 เอ็ม 1917 เอ 1,ปกบ.88.เอ็ม 1917 เอ 1)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยเข็มขัดกระสุน
น้ำหนัก: 103 ปอนด์ (47 กก.)
ความยาว: 980 มม
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (609 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (853.6 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
*ก่อนหน้าที่ ปกบ.88.เอ็ม 1917 เอ 1 จะเข้าประจำการในกองทัพไทยได้มีการสั่งซื้อปืนกลแบบ M1917 มาใช้ก่อนอยู่แล้วเป็นรุ่น FN Model 30 ใช้กระสุนขนาด 8x52 R Siamese mauser มีรหัสประจำการว่า ปกบ.66.
10. M2 Browning machine gun (ปืนกลแบบ 93,ปก.93.)
ขนาดกระสุน .50 BMG (12.7x99mm) บรรจุกระสุน 100 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 38 กก. (83.78 ปอนด์)
ความยาว: 1,654 มม. (65.1 นิ้ว)
ความยาวลำกล้อง: 1,143 มม. (45.0 นิ้ว)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,910 ฟุต / วินาที (890 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,800 เมตร (2,000 หลา)
ระยะยิงไกลสุด: 7,400 เมตร (8,100 หลา)
ปัจจุบันยังคงประจำการในกองทัพ
11. M3 submachine gun (ปืนกลมือแบบ เอ็ม 3,ปกม.86.เอ็ม 3)
ขนาดกระสุน .45 Automatic Colt Pistol (ACP) บรรจุกระสุน 30 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: M3 (ปืนเปล่า) 8.15 ปอนด์ (3.70 กก.) M3A1 (ปืนเปล่า) 7.95 ปอนด์ (3.61 กก.)
ความยาว: 29.1 นิ้ว (740 มม.) / 21.9 นิ้ว (556.3 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 8 นิ้ว (203.2 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 920 ฟุต / วินาที (280 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 100 หลา (91 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
สารานุกรมปืนตอนที่ 414 ปืนคลาสสิคจากสหรัฐอเมริกาในกองทัพไทย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงความเด่นชัดของสงครามเย็นคือวิกฤตการณ์เบอร์ลิน ค.ศ. 1961 (เยอรมัน: Berlin-Krise) เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน - 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1961 และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ทางการเมือง-การทหารในยุโรปในช่วงสงครามเย็นเกี่ยวกับสถานการณ์ยึดครองเมืองหลวงของเยอรมันคือกรุงเบอร์ลินและเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองตามสนธิสัญญาปอทสดัม (Treaty of Potsdam) นั้นได้ให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตก คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ครอบครอง 3 ส่วนร่วมกันเรียกว่าเยอรมนีตะวันตก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งให้โซเวียตปกครองเรียกว่า เยอรมนีตะวันออก ทำให้กรุงเบอร์ลินนครหลวงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายพันธมิตรตะวันตกเรียกว่าเบอร์ลินตะวันตกวิกฤตการณ์เบอร์ลินได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตได้เปิดฉากในการยื่นคำขาดให้ถอนกองกำลังทั้งหมดออกไปจากกรุงเบอร์ลินรวมทั้งกองทัพฝั่งตะวันตกในเบอร์ลินตะวันตกวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแบ่งแยกเมืองโดยพฤตินัยพร้อมกับเยอรมนีตะวันออกได้ก่อสร้างกำแพงเบอร์ลิน
ยุคแห่งสงครามตัวแทนสงครามที่เกิดจากการปฏิวัติหรือสงครามระหว่างชาติที่ทั้งสองขั้วอำนาจต่างสนับสนุนการเงินและอาวุธทำให้หนึ่งในสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความชัดเจนว่าแต่ละประเทศเลือกข้างไหนก็คืออาวุธที่ทหารของประเทศเหล่านั้นใช้และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นประเทศที่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการสนับสนุนอาวุธปืนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและส่งมาให้กองทัพไทยใช้แทนที่ปืนจากยุคเก่าตามมาตรฐานยุโรปหรือปืนของญี่ปุ่นในบทนี้จะพาไปทำความรู้จักกับปืนอเมริกันในกองทัพไทย
(ในบทนี้จะแสดงปืนจากสหรัฐอเมริกาที่มีใช้ในกองทัพไทยแต่ขอบเขตของเนื้อหาจะไม่ครอบคลุมไปถึงปืนสมัยใหม่อย่าง M16)
ที่มาของการสนับสนุนปืนให้แก่กองทัพไทยของสหรัฐเป็นไปตามโครงการให้ความช่วยเหลือทางทหาร Joint U.S. Military Advisory Group (JUSMAG) ที่ว่ากันตามตรงก็คือการช่วยเหลือทางทหารโดยตรงแก่ประเทศที่เลือกข้างแล้วว่าจะอยู่ฝั่งโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐจะเป็นพันธมิตรร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก พูดง่ายๆก็คือหากเป็นศัตรูกับคอมมิวนิสต์ก็จะได้รับอาวุธอเมริกันไปใช้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นั่นเองนอกจากประเทศไทยจะได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการนี้แล้วยังมีกองทัพของอีกหลายประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันยกตัวอย่างก็ได้แก่ กองทัพเกาหลีใต้ กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น กองทัพเวียดนามใต้ กองทัพเยอรมันตะวันตกและอื่นๆอีกมากมายเพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามกับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนหนุนหลังความขัดแย้งของ 2 ขั้วอำนาจโลกเสรีและคอมมิวนิสต์เป็นสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นสงครามตัวแทนที่มักจะจบลงด้วยการที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นเหนือกับใต้คอมมิวนิสต์กับโลกเสรีเหมือนเกาหลีหรือไม่ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในการปฏิวัติคิวบาแล้วก็ชนะอีกครั้งในเวียดนามแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าในการพยายามปฏิวัติในโบลิเวียหรือความล้มเหลวของโซเวียตในการทำสงครามอุ้มชูรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในอัฟกานิสถานที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสงครามเย็นจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991
อาวุธปืนของสหรัฐอเมริกาที่มีประจำการในกองทัพไทยมีดังนี้
อาวุธปืนของสหรัฐอเมริกาที่มีประจำการในกองทัพไทยมีดังนี้
1. M1 Garand (ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1,ปลยบ.88.)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 8 นัดด้วย "en bloc" clip
น้ำหนัก: 9.5 ปอนด์ (4.3 กก.) - 11.6 ปอนด์ (5.3 กก.)
ความยาว: 43.5 นิ้ว (110.5 ซม.)
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (61 ซม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต/ วินาที (853 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 440 หลา (402 เมตร)
ระยะยิงไกลสุด: 3,450 หลา (3,200 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการและใช้เป็นปืนฝึกท่าอาวุธสำหรับนักศึกษาวิชาทหาร ทหารใหม่ และ นักเรียนนายสิบตำรวจ
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ซี,ดี ปลยบ.88. ซี,ดี
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ซี
ปืนเล็กยาวบรรจุเองแบบ 88 เอ็ม 1 ดี
เหมือนกับปลยบ.88 ทุกอย่างเพิ่มเติมคือมีกล้องเล็งหนังรองแก้มที่พานท้ายและปลอกลดแสงสำหรับใช้เป็นปืนซุ่มยิง
2. Springfield M1903 (ปืนเล็กยาวแบบ 88,ปลย.88.)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 5 นัดด้วย stripper clip
น้ำหนัก: 8.65 ปอนด์ (3.9 กก.) ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของไม้
ความยาว: 44.9 นิ้ว (1,140 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (610 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต/ วินาที (853 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 914 เมตร
ระยะยิงไกลสุด: 5,029 เมตร
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
M1 Carbine (ปืนเล็กสั้นบรรจุเองแบบ 87,ปสบ.87.)
ขนาดกระสุน .30 Carbine บรรจุกระสุน 15-30 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 5.2 ปอนด์ (2.4 กก.)
ความยาว: 35.4 นิ้ว (90 ซม.)
ความยาวลำกล้อง: 18 นิ้ว (45.7 ซม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 1,990 ฟุต / วินาที (607 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 300 หลา (270 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการและใช้เป็นปืนฝึกท่าอาวุธสำหรับนักศึกษาวิชาทหาร
M2 Carbine
เดิมทีปืน M1 Carbine เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติแต่เมื่อตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีการอัพเกรดให้เป็นแบบมีคันบังคับปรับโหมดการผลิตให้สามารถยิงแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้และให้รหัสประจำการว่า M2 Carbine เมื่อถูกนำเข้ามาประจำการในกองทัพไทยก็ใช้รหัส ปสบ.87 ร่วมกับ M1 Carbine
4. M1911A1 (ปืนพกแบบ 86,ปพ.86.)
ขนาดกระสุน .45 Automatic Colt Pistol (ACP) บรรจุกระสุน 7+1 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 1080 กรัม
ความยาว: 216 มม.
ความยาวลำกล้อง: 125 มม.
ความเร็วปากลำกล้อง: 830 ฟุต/วินาที
ระยะยิงหวังผล: 50 เมตร
ปัจจุบันยังคงประจำการในกองทัพ
5. M1918A2 Browning Automatic Rifle (ปืนเล็กกลแบบ 88 เอ็ม 1918 เอ 2,ปลก.88 เอ็ม 1918 เอ 2)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 20 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: 19 ปอนด์ (8.8 กิโลกรัม)
ความยาว: 1,215 มม. (47.8 นิ้ว)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม. (24.0 นิ้ว)
ความเร็วปากลำกล้อง: 860 เมตร / วินาที (2,822 ฟุต / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 100–1,500 หลา (91–1,372 เมตร)
ระยะยิงไกลสุด: ประมาณ 4,500–5,000 หลา (4,100–4,600 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
6. M1919A4 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 1919 เอ 4,ปกบ.88.เอ็ม 1919 เอ 4)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 31 ปอนด์ (14 กิโลกรัม)
ความยาว: 37.94 นิ้ว (964 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
7. M1919A6 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 1919 เอ 6,ปกบ.88.เอ็ม 1919 เอ 6)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 14.74 กิโลกรัม
ความยาว: 53 นิ้ว (1,346 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
8. M37 Browning machine gun (ปืนกลเบาแบบ 88 เอ็ม 37,ปกบ.88.เอ็ม 37)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 14.1 กิโลกรัม
ความยาว: 1,060 มม
ความยาวลำกล้อง: 610 มม
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (850 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปืนกลร่วมแกนในป้อมปืนรถถังเอ็ม 41
9. M1917A1 Browning machine gun (ปืนกลหนักแบบ 88 เอ็ม 1917 เอ 1,ปกบ.88.เอ็ม 1917 เอ 1)
ขนาดกระสุน 30-06 สปริงฟิลด์ (7.62x63 มม.) บรรจุกระสุน 250 นัดด้วยเข็มขัดกระสุน
น้ำหนัก: 103 ปอนด์ (47 กก.)
ความยาว: 980 มม
ความยาวลำกล้อง: 24 นิ้ว (609 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,800 ฟุต / วินาที (853.6 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,500 หลา (1,400 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ
*ก่อนหน้าที่ ปกบ.88.เอ็ม 1917 เอ 1 จะเข้าประจำการในกองทัพไทยได้มีการสั่งซื้อปืนกลแบบ M1917 มาใช้ก่อนอยู่แล้วเป็นรุ่น FN Model 30 ใช้กระสุนขนาด 8x52 R Siamese mauser มีรหัสประจำการว่า ปกบ.66.
10. M2 Browning machine gun (ปืนกลแบบ 93,ปก.93.)
ขนาดกระสุน .50 BMG (12.7x99mm) บรรจุกระสุน 100 นัดด้วยสายกระสุนข้อต่อโลหะ
น้ำหนัก: 38 กก. (83.78 ปอนด์)
ความยาว: 1,654 มม. (65.1 นิ้ว)
ความยาวลำกล้อง: 1,143 มม. (45.0 นิ้ว)
ความเร็วปากลำกล้อง: 2,910 ฟุต / วินาที (890 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 1,800 เมตร (2,000 หลา)
ระยะยิงไกลสุด: 7,400 เมตร (8,100 หลา)
ปัจจุบันยังคงประจำการในกองทัพ
11. M3 submachine gun (ปืนกลมือแบบ เอ็ม 3,ปกม.86.เอ็ม 3)
ขนาดกระสุน .45 Automatic Colt Pistol (ACP) บรรจุกระสุน 30 นัดด้วยซองกระสุน
น้ำหนัก: M3 (ปืนเปล่า) 8.15 ปอนด์ (3.70 กก.) M3A1 (ปืนเปล่า) 7.95 ปอนด์ (3.61 กก.)
ความยาว: 29.1 นิ้ว (740 มม.) / 21.9 นิ้ว (556.3 มม.)
ความยาวลำกล้อง: 8 นิ้ว (203.2 มม.)
ความเร็วปากลำกล้อง: 920 ฟุต / วินาที (280 เมตร / วินาที)
ระยะยิงหวังผล: 100 หลา (91 เมตร)
ปัจจุบันปลดประจำการเป็นอาวุธสำรองราชการ