ไอ้หนุ่มหาของป่า ตอน นางไม้ ท่อนจบ

 ภาพจากกูเกิ้ลนำมาประกอบเนื้อหา
ตอนก่อนหน้า
https://pantip.com/topic/40232595

............. ลุงคนขับรถของอารัญนั่นเอง ที่แหวกพงเข้ามาชนิดพรวดพราด มาเจอะเอาปากกระบอกปืนจ่ออยู่ไม่เกินวา หญิงสาวยังจ้องเขม็ง นิ้วมือเเตะค้างที่ไกปืนไรเฟิ้ล สภาพเนื้อตัวไม่ได้ต่างจากอารัญเลย คือมีเลือดโชกเลอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า แล้วยังข่าวร้ายจากปรีชากับเเยมก็ยังมาจากปากของคนคนนี้ ทำให้เธอยิ่งคิดยิ่งสงสัย 

“ลุง! รู้ได้ยังไง คนของเราที่รถโดนปล้น แล้วเลือดที่เลอะอยู่ ไปได้มายังไง” น้ำเสียงเธอคาดคั้น และพร้อมจะลั่นไกได้อย่างไม่ลังเล

“ลดปืนลงก่อนหนู เดี๋ยวเกิดโป้งป้างขึ้นมาจะยุ่ง”  ปลายเสียงของแกสั่น  มือข้างหนึ่งกุมท้ายทอย สีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด พอแกะมือออกดูยังมีเลือดซึมอยู่เลย

“ไม่! ต้องตอบคำถามของฉันก่อน ลุงไม่ได้ย้อนกลับไป ทำอะไรกับสองคนนั้น แล้วจะตามมาเก็บฉันกับอารัญ”

พฤติกรรมมันช่างน่าสงสัย ตราบใดที่ไม่รู้ความจริง เธอจะไม่มีทางวางใจได้เเน่ มือถือปืนในท่าพร้อมยิง ขณะที่ลุงพลยองตัวลงนั่ง สีหน้ายังบิดเบี้ยว กัดฟันสู้ กับความเจ็บปวดที่ถูกลอบตีเข้าอย่างจัง 
 
ในป่าตอนนี้แดดยอเเสงทุกที เสียงจิ้งหรัดในป่าที่ดังระงมได้พร้อมใจกันเงียบโดยดุษฎี เมื่อเสียงของเจ้าป่าดังก้องโกญจนาท   จตุบาทเหยียบย่างพาร่างทะมึนหักพงมุ่งหน้ามาทิศทางนี้   

ช้างป่า! เเพทขยับปากน้ำเสียงเเทบเหือดลงไปในลำคอ ถึงจะเป็นลูกพรานยังอดเเข้งขาสั่นไม่ได้ ในเมื่อวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของเธออยู่ในเมือง นานทีเข้าป่าไปกับพ่อเเละพี่ชายเป็นการพักผ่อนและทบทวนวิชาพรานเท่านั้น  

ก่อนหน้าก็ได้เคยยินคำเตือนจากเจ้าหน้าที่อุทยาน ให้ระวังภัยจากช้างป่าจู่โจมนักท่องเที่ยว ป่าละเเวกนี้เคยมีข่าวเนืองๆ อันเเสลงหูเรื่องที่คนถูกช้างป่าเหยียบตาย  

ลุงพลเอี้ยวตัวไปมองตามเสียง ป่ารกทึบบดบังเหมือนกำแพงเปราะบาง  หากเจ้าสัตว์ใหญ่พวกนั้นจะจู่โจมเข้ามาในเวลาไม่กี่นาที  บอกเชิงเเนะนำเพื่อนร่วมชะตากรรม ต้องขึ้นไปบนต้นไม้หลบภัยเท่านั้น หากจะย้อนกลับไปที่รถ จะต้องเจอพวกจมูกยาวดักกลางทางเป็นเเน่ เวลานี้จะเดินหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ นอกจากปักหลักหาสถานที่ปลอดภัยเท่านั้น

“เงียบเลยนะ! ลุงยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย” เธอทำหน้าดุ ทำท่าจะใช้พานท้ายทุบตี

อันที่จริงก็เเค่ขู่ ลุงพลเเค่นยิ้มรู้ว่าแม่หนูนี่ไม่กล้ายิงหรอก ถึงนั่งลงแล้วถอนหายใจเเรง 

“ลุงไม่ได้ตั้งใจจะย้อนกลับไปเลยนะ เผอิญได้ยินเสียงสองคนนั่นร้องขอความช่วยเหลือ เรามาไม่ไกลจากถนน ก็เลยย้อนกลับไป ทันแค่เห็นคนร้ายหลังจากลงมือแล้ว ไม่ทันได้อะไร มันเห็นลุงมีปืนมาด้วยเลยวิ่งหนีเข้าป่า 

ลุงก็ไล่ตามคนร้ายมันมาทางนี้ จนมาเจอหนูเเพท  ต่อมาก็ตอนที่เราสองคนหาทางลงไปเหวข้างล่างไปเอาร่างของอารัญขึ้นมา  เลยโดนตีที่หัว เลือดอาบอย่างที่เห็น เดชะบุญยังฟืนมาได้ เลือดที่เลอะมาจากเลือดของลุงเองกับเลือดลิงตัวนั้น”  พูดไปก็บ่นไป แต่หลบสายตาจ้องจับผิดเหมือนคนมีพิรุธ  

ในที่สุดด้วยนิสัยใจอ่อนตามเพศเเม่ บาดเเผลที่ท้ายทอยของลุงพลนับว่าฉกรรจ์เอาเรื่อง มีเลือดซึมตลอดเวลา  เธอตัดสินใจวางปืนพิงกับต้นไม้ไว้ แล้วรื้อค้นเอาผ้าพันเเผลในเป้  แต่ไม่วายถอดกระสุนในรังเพลิงออกทั้งหมด เพื่อประกันความปลอดภัยให้ตนเอง ไหนจะปืนพกกล็อก 9มม. เป็นประกันอีกหนึ่งกระบอก   

พยุงให้คนเจ็บไปนั่งบนก้อนหินผิวเรียบ มีอากาศถ่ายเท จะได้ทำงานได้สะดวกขึ้น  คนเจ็บเนื้อตัวสั่นเทาเป็นระยะ อาการแบบนี้อาจจะมีเลือดคั่งในสมองก็เป็นไปได้  ทำเอาหญิงสาวตระหนักไม่น้อย ปกติเป็นขนาดนี้ต้องเรียกรถฉุกเฉินเเล้ว แต่สถานการณ์ยามนี้จนใจจะคิดอ่านอะไรได้ เพราะป่ามันมืดค่ำลงทุกที ต้องทำงานเเข่งกับเวลา โชคดีที่โขลงช้างไม่มีเจตนาจะมุ่งมาทางนี้  

คนเจ็บที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยนั่งนิ่งให้ทำเเผล ตามด้วยผ้าก็อซผ้ายืดพันจนเเน่น  ได้เเต่ยิ้มอ่อน ตนเองก็พรานเก่านึกชมในใจว่าเธอสมกับเป็นลูกพราน ที่เเสดงธาตุเเท้เป็นนักสู้ที่ดี เเม้จะใช้ชีวิตโลดเเล่นในนาครธรรมยังไม่ลืมสาบป่า  

ในขณะนั้นทิศทางลมผ่านใบหน้า  จมูกของคนเจนป่าได้กลิ่นสาบมาตามลม ช้างป่า! ลุงอุทานขึ้น เป็นอีกโชคดีที่อยู่ใต้ลม ช้างอยู่เหนือลมเลยรู้ตัวก่อน  หากเเต่ช้างตัวคุมโขลงส่งเสียงเเปร๋นพาลูกโขลงวกเวียนไปมาคล้ายจะเป็นจุดพักของพวกมัน โดยอาศัยความรกทึบของราวป่าช่วยอำพราง 
พอทำเเผลเสร็จ แพททำท่าจะจากไป ลุงพลเห็นไม่ได้การ พยายามยันแย่ยักยันร้องห้าม

“คุณอย่าไป จะค่ำเเล้วมันอันตราย คุณเป็นลูกพรานน่าจะรู้ไม่ควรเดินป่า สารพัดอันตรายมันรออยู่”

“เเต่ฉัน... ต้องไปตามหาอารัญ” หญิงสาวมีท่าทีลังเล รู้ทั้งรู้ว่าไปต่อไม่ได้เเล้ว จะต้องหาที่พักเเถวนี้เท่านั้น พอมองรอบตัวให้ดี ไม่รู้ด้วยซ้ำถนนไปทางไหน ขณะที่อดีตพรานมองรอบตัว รู้สึกตัวเสมอว่า พวกตนได้หลุดจากป่านอกเข้ามาในป่าปิด อำนาจอาถรรพ์บางอย่างได้เปิดป่าลี้ลับแห่งนี้ การจะกลับออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงต้องหน่วงหญิงสาวเอาไว้

“เชื่อผมเถอะ คุณอารัญยังคงอยู่เเเถวนี้ ไม่ได้ไปไหนไกลแน่นอน เราจะต้องขัดห้างนอนบนต้นไม้ เชื่อผมไปหาไม้มาเถอะ ผมจะช่วยเท่าที่ทำได้” เเววตาที่จ้องมาไม่ได้มีพิรุธ  

ยิ่งเสียงของช้างป่ามันราวีจิตใจให้ฟุ้งซ่าน ด้วยตระหนักถึงอันตราย เเพทยืนหันรีหันขวาง จนมาหยุดนิ่งคิดในเมื่ออารัญตามป้าทองดีกับสุวรรณเกสรไปติดๆ อย่างไรเสียคงไม่หลงป่า เขาจะต้องไปโผล่ในบ้านป่าของทั้งสองเป็นเเน่แท้  เสียเเต่เธอไม่รู้จะติดตามไปได้อย่างไรในเมื่อมืดค่ำเสียเเล้ว

“เชื่อผมเถอะครับ ผมยืนยันด้วยสายตาคู่นี้ คุณอารัญอยู่ไม่ไกลจากเราเเน่นอน” ลุงย้ำคำพูดประโยคเดิมอยู่เช่นนั้น จากที่รั้นอยู่ หญิงสาวเริ่มลังเล นิ่งไปอึดใจจนในที่สุดจึงคล้อยตาม

“เอาล่ะ ฉันจะเชื่อลุง ว่าเเต่ฉันไม่เคยทำห้างนอนบนต้นไม้ ฉัน ฉันไม่มั่นใจจะทำมันได้”

“ผมเเนะนำให้เอง ไม่ยากอยู่เเล้ว สำหรับลูกป่า”

ทักษะที่จำเป็นสำหรับพรานยังไม่จัดเจนนัก รอยยิ้มบางๆ ของพรานเก่าที่ยันตัวลุกขึ้น เดินไปเกาะต้นไม้ไปเพื่อพยุงร่างเอาไว้ สายตามองหาไม้ขนาดพอเหมาะเอามาทำห้าง ส่วนใหญ่จะเลือกไม้ไผ่เพราะเบาเเละเเข็งเเรงพอ

แสงสีผีตากผ้าอ้อมที่เคลือบเเผ่นฟ้า เเวดล้อมด้วยเมฆสีหม่น อีกไม่นานจึงกลายเป็นม่านรัตติกาลเสียสิ้น

ได้กำลังของหญิงสาวลูกพราน ที่ลำเลียงไม้ขนาดพอเหมาะเอามาทำลูกห้าง ลุงพลมาช่วยผูกมัดด้วยตนเองเพื่อมั่นใจว่ามั่นคงพอ สองมือยังสั่นเทาไม่หยุด แกสูดน้ำมูกแรง จนต้องเอาท่อนเเขนปาดเช็ด ปรากฏว่ามันเป็นเลือด แม้เจ้าตัวจะไม่อนาทร 

หญิงสาวเป็นฝ่ายร้อนใจเสียเอง ตอนนี้ที่น่าห่วงสุด ไม่ใช่อารัญเเต่เป็นชายคนนี้ พอปริปากจะพาออกไปหาหมอ แกยกมือปราม บอกยังไหว เเล้วขอยาเเก้ปวดมากรอกใส่ปากอีก

กลิ่นควันไฟลอยโชยมาแตะนาสิกประสาท  ทำเอาทั้งสองหยุดมือและมองหน้ากัน  ในเมื่ออีกฝั่งที่มีเพียงห้วยกั้น ปรากฏมีเปลวไฟสว่างขึ้น แสงทำให้เห็นกระท่อมหลายหลังที่ปลูกสร้างไว้ในเเนวป่าปรากฏขึ้นมาทีละหลังด้วยบรรยากาศของหมอกเจือยามต้นค่ำ 

อาจจะด้วยเเสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญฉาบฉายลงสู่พื้นดิน  คล้ายสับสวิตช์เปิดให้สรรพสำเนียงดังออกมาทำลายความเงียบงัน  แม้เเต่ช้างพวกนั้นก็ดูคล้ายช้างเลี้ยงที่ถูกล่ามไว้ท้ายหมู่บ้าน   

ผู้คนร้องขานหากัน เสียงเด็กเล็กร้องงอเเง เสียงหมาบ้านเห่า เมื่อมีคนเดินผ่านหน้าบ้าน บ่งบอกว่าภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นชุมชนอย่างเเน่เเท้ 
แพทรู้สึกหน้าบานยิ้มออกมาได้เพราะเห็นเด็กเล็กคนหนึ่งกำลังอุ้มลูกหมาอยู่อีกด้านของลำห้วยแห้งที่เป็นอาณาเขตกั้นหมู่บ้านกับป่า หนูน้อยเห็นคนทางนี้กำลังจ้องมองที่เธอเช่นกัน  เกิดตกใจกลัวเเล้วรีบวิ่งเเจ่นเข้าบ้านไป เหมือนได้เห็นนางไม้ส่งยิ้มกับโบกมือให้ เธอคิดในใจคงจะต้องไปบอกพ่อกับเเม่แน่

สักพักก็มีคนลงจากเรือนมามองดูทางนี้ และทวีจำนวนมากขึ้นนับสิบ บ้างถือคบไต้มาด้วย ส่งเสียงพูดคุยกันพึมพำ หนึ่งในนั้นภาพจำคล้ายอารัญ เพราะเขาสวมเสื้อผ้าต่างจากชาวบ้านป่า รูปร่างหรือก็สูงใหญ่ ผิวขาวเนียนเพราะเป็นลูกคนมีฐานะไม่เคยต้องทำงานหนัก 

“หมู่บ้านกลางป่า! หมู่บ้านของป้าทองดีกับหลานสาว” เเพทอุทานขึ้น มีรอยยิ้มผุดหน้ามิน่าล่ะที่ป้าบอกว่า หากต้องการความช่วยเหลือให้ร้องตะโกน เเล้วจะมาช่วย  ในเมื่อหมู่บ้านอยู่ใกล้เเค่ปลายจมูกนี่เอง

เธอทำท่าจะผละจากงานที่ทำ จะเดินข้ามห้วยที่ส่วนลึกสุดเต็มไปด้วยทรายขอบตลิ่งอุดมไปด้วยเฟิร์นเพื่อเข้าไปในเขตหมู่บ้าน   ลุงคว้าข้อมือไว้เสียก่อน ดวงตาของแกเเข็งทื่อด้วยเสียเลือดมาก เเต่สติยังคงเเจ่มเเจ้งรู้ชัดอะไรเป็นอะไร

“อย่าไปเลยครับ คุณยังไม่โชกโชนเรื่องราวในป่าเท่ากับผม ก่อนอายุสามสิบ ผมเป็นพรานใหญ่คนหนึ่ง ผจญเรื่องพวกนี้มามาก    รู้ดีอะไรมันเป็นอะไร การไปพบหมู่บ้านกลางป่า จะมีคนหรือไม่มีคน เราจะไม่เข้าไปจนกว่าจะสว่าง เรื่องแบบนี้เขาถือกัน” เว้นระยะคำพูดก่อนจะถอนหายใจ   เเพทรู้สึกไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูดเสียจริง

“ลุงพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ หรือจะเกรงว่าชาวบ้านจะคิดว่าเราเป็นโจรผู้ร้ายจะมาปล้นหมู่บ้าน ในเมื่อเรากำลังเดือดร้อน ไหนจะอารัญที่หายตัวไปทั้งคนจะต้องตามตัวให้พบ”

ทิวากาลใกล้เลื่อนเข้าสู่เขตราตรี  เวลาโพล้เพล้เช่นนี้ หญิงสาวไม่ทันเห็นรอยยิ้มของกำพล มันมีความรู้สึกเหมือนยอมแพ้ต่อชะตากรรม เมื่อต้องกลับมาในสถานที่ตนเองกับนายอาทรเกือบเอาชีวิตมาทิ้งไว้

“เรื่องมันยาวครับ เอาไว้เราขึ้นไปบนห้าง ผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง ยังไงคืนนี้คงอีกนานที่เราต้องผจญอะไรอีกเยอะ คุณเเพทจะเชื่อไหมล่ะครับ การทำผิดป่าคราวนั้นของผมกับนาย ทำให้ต้องผจญภัยกันเเทบเอาชีวิตไม่รอด 

มันก็เริ่มมาเช่นเดียวกับที่เรากำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ อันที่จริงผมพึ่งจะเอะใจ สิ่งที่ผมพึ่งโดนมา หรือที่คุณอารัญ คุณปรีชาโดนมา ทั้งหมดล้วนมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกันมาจากเหตุการณ์ในอดีต”

“ลุงพลพูดเหมือนเคยมานั่งห้างตรงนี้” เธอพูดเเทรกอย่างไว สีหน้าดูจะตื่นนิดๆ ดวงตาคู่นั้นใสเหมือนเด็กน้อยที่พึ่งหัดเดินป่า

“ถูกต้องครับ ผมพึ่งแน่ใจตอนนี้เอง ที่นี่คือโป่งกระทิง สถานที่ผมกับนายอาทร หรือคุณพ่อของคุณปรีชาเคยมานั่งห้างส่องสัตว์กัน ผมเองตอนนั้นเป็นพราน ที่คนทั้งตำบลต่างก็ยอมรับในฝีมือให้เป็นพรานใหญ่คนหนึ่ง ผมล่ามาแล้วทั้งเสือช้างกระทิง ตามแต่ออเดอร์ของลูกค้า แม้การล่าสัตว์ป่าจะมีกฎหมายห้ามไว้ ผมอาศัยกินอยู่ในป่า หลบหลีกชุดลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่อุทยานมาได้เสมอ   

ในบางครั้งผมรับงานรับจ้างพานักท่องเที่ยวมาท่องป่า จนได้รู้จักกับนายอาทร  เราออกป่าด้วยกันบ่อยจนสนิทสนมคุ้นเคยกันดี ต่อมาภายหลังก็ได้รับผมไว้ทำงานด้วย  ที่นายชอบสุดก็คือนั่งห้างส่องสัตว์  นายเป็นผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเมือง พวกเจ้าหน้าที่ไม่กล้ามายุ่ง ผมเองก็พลอยสบายไปด้วยเพราะมีคนคุ้มหัว 

ในคืนหนึ่งเวลาเลยเที่ยงคืนมาแล้ว พวกเรากำลังรอกระทิงเข้ามากินดินโป่ง  เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น นายอาทรได้รับอุบัติเหตุจนเส้นเอ็นขาเสียไปข้างหนึ่ง  รักษาไม่หายเวลาเดินต้องใช้ไม้เท้าพยุงทั้งที่อายุยังไม่มาก  ต้องเลิกเข้าป่าล่าสัตว์นับแต่ครั้งนั้น  ผมเองเห็นควรต้องเลิกอาชีพนี้เพราะรู้ว่าบาปกรรมมันพอกพูนขึ้นทุกวัน  ซึ่งนายได้รับผมไว้ทำหน้าที่คนขับรถ”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่