สวัสดีค่ะ เพื่อนๆสมาชิกพันทิป วันนี้เรามีเรื่องอยากขอคำปรึกษาค่ะ ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นเล่าก่อนว่า เราลาออกจากงานมาดูแลคุณแม่ที่ป่วย แต่คุณแม่ยังพอช่วยตัวเองได้นะคะ เพียงแต่ว่าจะมีบางช่วงที่คุณแม่อ่อนแอ แล้วจะต้องข้ารพ.บ่อยๆ เราถึงได้ตัดสินใจลาออกเนื่องจากว่าการลางานบ่อยๆคงยากที่ที่ทำงานจะเข้าใจได้
โชคดีของเราที่เราทำงานที่บ้านได้ เราทำงานสอนพิเศษค่ะ สอนที่บ้านแฟน พอแต่งงาน ก็เลยสอนที่บ้านแฟนหรือสามีเหมือนเดิม และสามีก็ยอมให้คุณแม่ย้ายมาอยู่ด้วย ทำห้องนอนให้คุณแม่ด้วย
ประเด็นที่ทำให้เราเครียดและเหนื่อยใจมากๆเลยก็คือ เราพยายามหลายอย่างมากๆที่จะดูแลคุณแม่ ขออนุญาตเล่าทีละอย่างนะคะ
1. เนื่องจากคุณแม่มีปัญหาเรื่องลำไส้ เราก็ต้องเลือกอาหารการกินให้คุณแม่มากขึ้น แต่เราดูแลคุณแม่มานาน เรารู้ว่าอะไรที่คุณแม่กิน อะไรที่กินไม่ได้ แต่ คุณแม่กลับจะพยายามกินอาหารที่ตัวเองกินไม่ได้ หรือถ้ากินได้ก็กินแ่ของที่ทำลายสุขภาพ เช่นขนมกรุบกรอบ หรือของทอด ของมัน (โชคดีอีกที่คุณแม่ไม่เป็นความดัน หรือเบาหวาน) เราเคยซื้อขนมกรุบกรอบห่อใหญ่มาไว้ที่บ้าน สองสามห่อ คุณแม่กินวันเดียวหมด เราก้โมโหมาก กินขนมขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลยเหรอ
2. บางครั้งคุณแม่ก็แอบปรับยาของคุณหมอโรค SLE กินเอง เพิ่มโดสเอง แล้วเรามารู้ทีหลัง หืมมมม เก่งกว่าหมออีกค่ะคุณแม่เราเนี่ย เราก็โมโหมาก เพราะว่ามันเป็นยาที่หมอต้องควบคุม แต่คุณแม่ปรับกินเองเป็นว่าเล่นเลย ล่าสุด คุณแม่ไปผ่าต้อกระจก แล้วก็ต้องใส่ที่ครอบตา หลังผ่า ก็ไปพบคุณหมอตามนัด คุณแม่ไม่อยากใส่ที่ครอบตา ก็เลยถามคุณหมอว่าไม่ใส่ได้ไหม คุณหมอบอกว่าปกติคือจะใส่แว่นกันแดดแทนได้ แต่คุณแม่มีปัญหาเรื่องภูมิไม่ดี ไม่ควรถอด แต่คุณแม่กลับมาถึงบ้าน ถอดเลยค่ะ ไม่เชื่อหมอ อาบน้ำก็ไม่ใส่แว่นตา ไม่ใส่ที่ครอบ ตอนนอนก็ไม่ใส่เหมือนกัน อืมมมมมม คือ คุณแม่ก็บ่นอยู่เรื่อยเรื่องตาที่มองไม่ค่อยเห็น แต่ทำไมผ่าตามาแล้ว ถึงไม่รักษาให้ดีๆ เหมือนไม่รักตัวเองเสียอย่างนั้น
3. เรื่องสุขภาพของคุณแม่ เพราะว่าเป็น SLE คุณแม่ก็จะเหนื่อยง่าย แต่ปีนี้ คุณแม่อ่อนแรงลงมากเลยค่ะ ล้มบ่อยมาก เราเคยแนะนำให้คุณแม่ออกกำลังกายบ้าง เดินรอบบ้านบ้าง เราบ่นทีนึง ก็ทำสัก สองวัน แล้วก็เลิก จนตอนนี้ แรงก็ลดลง แล้วยังไม่พยายามออกกำลังกายอีก คือเราเคยเห็นคนที่อ่อนแอ แล้วลุกขึ้นมาค่อยๆออกกำลังกาย จนแข็งแรงขึ้น เราเองก็ออกกำลังกายอยู่บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ชวนแม่ไป ก็ไม่อยากไป เราเคยมอบหมายงานในบ้านให้คุณแม่ทำ แต่แม่มีข้ออ้างว่าเนื่อย หรืออะไรต่ออะไรมากมายที่จะไม่ทำ นอนทั้งวัน ไม่ก็มานั่งดูทีวีบ้าง แล้วก็นออน เคยแนะนำให้หางานอดิเรกทำ ก็ไม่ทำ เหนื่อยใจค่ะ
เราเคยโมโหดุคุณแม่ไปหลายทีละ จนเรานี่เป็นลูกอตัญญูไปเลยนะที่บ่นแม่ขนาดนี้ แต่เพราะห่วงนี่แหละ ถึงโมโห อยากให้เขาแข็งแรง อยากให้เขาสู แต่เขาไม่สู้เลย แล้วเราจะยัดเยีดความแข็งแรงให้เขาได้ยังไง
4. ส่วนเรื่องอาหารการกิน คุณแม่เรื่องเยอะพอสมควร เช่นคุณแม่ไม่ชอบทานข้าวซ้ำมื้อ ไม่ชอบกินปลา ไม่ชอบมัน ไม่กินเผ็ด ไม่ชอบนู่น ไม่ชอบนี่ เราก็คิดว่าโอเค เราก็พยายามที่จะทำอาหารให้หลากหลายให้น่ากิน แต่คุณพ่อก็จะกินแบบเบื่อๆตลอด บางทีก็บอกว่าเบื่อที่เราทำ คือ เราทำเนี่ย ไม่ใช่สักแต่ทำนะ เราตั้งใจทำ สร้างสรรค์สารพัด แต่แม่ไม่เคยกินไปยิ้มไปให้เห็นเลย ทำทั้งผัดสปาเก็ตตี้ อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น ญวน ทำมันหมดเท่าที่ทำได้ แต่แม่ไม่เห็นจะกินแบบมีความสุขสักที คือคนทำอย่างเรา ก็หมดกำลังใจทำพอสมควรนะ เหมือนพยายามทำไปก็เท่านั้น คุณแม่ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เช่น กับข้าวมื้อเช้าเหลือ เราก็กินต่อเองตอนกลางวัน แล้วหาของใหม่ให้คุณแม่กิน เป็นแบบนี้ทุกวัน บางทีเราทำงานสสอน เตรียมงานหลายอย่าง ไม่มีเวลาทำ ก็ต้องซื้อให้คุณแม่ใหม่ ส่วนเรากินของเก่า
5. แม่มักจะบ่นเรื่องสุขภาพบ่อยๆ เราอยากให้คุณแม่โฟกัสในสิ่งที่ยังมีอยู่ ในสิ่งที่ดีๆ รอบๆตัว แต่แม่เป็นคนที่ไม่เคยมองอะไรรอบตัวเลย เคยพาไปเที่ยว แม่ก็ไม่เคยมองทางเลย ไม่ชื่นชมกับสิ่งที่มีรอบตัว แล้วก็นั่งอมทุกข์ เราก็ไม่รู้จะปรับทัศคติแม่ยังไงดี เราอยากให้แม่มีความสุขจากสิ่งรอบตัวแบบง่ายๆ แม่จะได้ทุกข์น้อยลง เราก็พยายามพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ แต่แม่ก็ไม่ชอบ แต่แม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน นั่งร้านอาหารสวยๆ นั่งร้านกาแฟน่ารักๆ แต่เราพาไปบ่อยๆไม่ได้ เพราะต้องทำงาน แล้วก็ต้องประหยัดเงินด้วย
6. อย่างสุดท้าย คือเราอดน้อยใจแม่ไม่ได้อ่าค่ะ เราสอนพิเศษ แต่ก็วิ่งเข้าวิ่งออกบ้าน ทำกับข้าว หาข้าวให้แม่ แล้ววิ่งมาสอนต่อ บางครั้งเราทำงานสอนจนดึก เราเหนื่อย แต่แม่ ไม่เคยถามเราสักครั้งเลยค่ะ ว่าเหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง เราไม่เคยได้รับกำลังใจอะไรจากแม่เลยค่ะ มิหนำซ้ำ แม่กลับน้อยใจเราแทน จนเรารู้สึกว่า ทำไมคุณแม่มองเห็นแต่ตัวเอง แต่มองไม่เห็นลูกบ้างเลย ที่ทำงาน ที่เหนื่อย ทำทั้งงาน ดูแลแม่ไปด้วย แต่แม่ไม่เคยเห็นใจเราเลย เรารู้สึกเหมือนที่เราทำมันไร้ค่าอ่าค่ะ ทำไป แต่คุณแม่ไม่เห็นค่า เราจะหยุดความคิด หรือความรู้สึกนี้ยังไงดีคะ
จริงๆเรามีพี่สาวหนึ่งคนค่ะ ไม่เคยช่วยเรื่องค่าดูแลแม่เลย เงินเดือนพี่สาวสูงกว่าเราสามเท่า แต่การเงินมักมีปัญหาเสมอ กลับมาขอยืมเงินเราหรือมาแอบขอเงินแม่ด้วยซ้ำ ทั้งที่แม่ไม่ได้ทำงาน แต่เก็บเงินจากค่าเช่าบ้านหลังเก่า เหนื่อยอ่ะ เพื่อนๆสมาชิก มีใครแก้ปัญหายังไงกันบ้างค่ะ ใครเจอสถานการณ์อะไรบ้าง ทำยังไง ให้ใจเราทุกข์น้อยลงบ้าง เราไม่เคยได้สบายใจเต็มที่สักวัน ตอนนี้เราไปพบคุณหมอจิตแพทย์ด้วย เพราะว่าเครียดและกังวลค่ะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นและคำแนะนำล่วงหน้านะคะ
ห่วงแม่แทบตาย แต่แม่ไม่ยอมดูแลตัวเองเลย ทุกข์มากเลยค่ะ ทำยังไงถึงจะทำใจได้ จะได้ไม่ต้องทุกข์
โชคดีของเราที่เราทำงานที่บ้านได้ เราทำงานสอนพิเศษค่ะ สอนที่บ้านแฟน พอแต่งงาน ก็เลยสอนที่บ้านแฟนหรือสามีเหมือนเดิม และสามีก็ยอมให้คุณแม่ย้ายมาอยู่ด้วย ทำห้องนอนให้คุณแม่ด้วย
ประเด็นที่ทำให้เราเครียดและเหนื่อยใจมากๆเลยก็คือ เราพยายามหลายอย่างมากๆที่จะดูแลคุณแม่ ขออนุญาตเล่าทีละอย่างนะคะ
1. เนื่องจากคุณแม่มีปัญหาเรื่องลำไส้ เราก็ต้องเลือกอาหารการกินให้คุณแม่มากขึ้น แต่เราดูแลคุณแม่มานาน เรารู้ว่าอะไรที่คุณแม่กิน อะไรที่กินไม่ได้ แต่ คุณแม่กลับจะพยายามกินอาหารที่ตัวเองกินไม่ได้ หรือถ้ากินได้ก็กินแ่ของที่ทำลายสุขภาพ เช่นขนมกรุบกรอบ หรือของทอด ของมัน (โชคดีอีกที่คุณแม่ไม่เป็นความดัน หรือเบาหวาน) เราเคยซื้อขนมกรุบกรอบห่อใหญ่มาไว้ที่บ้าน สองสามห่อ คุณแม่กินวันเดียวหมด เราก้โมโหมาก กินขนมขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลยเหรอ
2. บางครั้งคุณแม่ก็แอบปรับยาของคุณหมอโรค SLE กินเอง เพิ่มโดสเอง แล้วเรามารู้ทีหลัง หืมมมม เก่งกว่าหมออีกค่ะคุณแม่เราเนี่ย เราก็โมโหมาก เพราะว่ามันเป็นยาที่หมอต้องควบคุม แต่คุณแม่ปรับกินเองเป็นว่าเล่นเลย ล่าสุด คุณแม่ไปผ่าต้อกระจก แล้วก็ต้องใส่ที่ครอบตา หลังผ่า ก็ไปพบคุณหมอตามนัด คุณแม่ไม่อยากใส่ที่ครอบตา ก็เลยถามคุณหมอว่าไม่ใส่ได้ไหม คุณหมอบอกว่าปกติคือจะใส่แว่นกันแดดแทนได้ แต่คุณแม่มีปัญหาเรื่องภูมิไม่ดี ไม่ควรถอด แต่คุณแม่กลับมาถึงบ้าน ถอดเลยค่ะ ไม่เชื่อหมอ อาบน้ำก็ไม่ใส่แว่นตา ไม่ใส่ที่ครอบ ตอนนอนก็ไม่ใส่เหมือนกัน อืมมมมมม คือ คุณแม่ก็บ่นอยู่เรื่อยเรื่องตาที่มองไม่ค่อยเห็น แต่ทำไมผ่าตามาแล้ว ถึงไม่รักษาให้ดีๆ เหมือนไม่รักตัวเองเสียอย่างนั้น
3. เรื่องสุขภาพของคุณแม่ เพราะว่าเป็น SLE คุณแม่ก็จะเหนื่อยง่าย แต่ปีนี้ คุณแม่อ่อนแรงลงมากเลยค่ะ ล้มบ่อยมาก เราเคยแนะนำให้คุณแม่ออกกำลังกายบ้าง เดินรอบบ้านบ้าง เราบ่นทีนึง ก็ทำสัก สองวัน แล้วก็เลิก จนตอนนี้ แรงก็ลดลง แล้วยังไม่พยายามออกกำลังกายอีก คือเราเคยเห็นคนที่อ่อนแอ แล้วลุกขึ้นมาค่อยๆออกกำลังกาย จนแข็งแรงขึ้น เราเองก็ออกกำลังกายอยู่บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ชวนแม่ไป ก็ไม่อยากไป เราเคยมอบหมายงานในบ้านให้คุณแม่ทำ แต่แม่มีข้ออ้างว่าเนื่อย หรืออะไรต่ออะไรมากมายที่จะไม่ทำ นอนทั้งวัน ไม่ก็มานั่งดูทีวีบ้าง แล้วก็นออน เคยแนะนำให้หางานอดิเรกทำ ก็ไม่ทำ เหนื่อยใจค่ะ
เราเคยโมโหดุคุณแม่ไปหลายทีละ จนเรานี่เป็นลูกอตัญญูไปเลยนะที่บ่นแม่ขนาดนี้ แต่เพราะห่วงนี่แหละ ถึงโมโห อยากให้เขาแข็งแรง อยากให้เขาสู แต่เขาไม่สู้เลย แล้วเราจะยัดเยีดความแข็งแรงให้เขาได้ยังไง
4. ส่วนเรื่องอาหารการกิน คุณแม่เรื่องเยอะพอสมควร เช่นคุณแม่ไม่ชอบทานข้าวซ้ำมื้อ ไม่ชอบกินปลา ไม่ชอบมัน ไม่กินเผ็ด ไม่ชอบนู่น ไม่ชอบนี่ เราก็คิดว่าโอเค เราก็พยายามที่จะทำอาหารให้หลากหลายให้น่ากิน แต่คุณพ่อก็จะกินแบบเบื่อๆตลอด บางทีก็บอกว่าเบื่อที่เราทำ คือ เราทำเนี่ย ไม่ใช่สักแต่ทำนะ เราตั้งใจทำ สร้างสรรค์สารพัด แต่แม่ไม่เคยกินไปยิ้มไปให้เห็นเลย ทำทั้งผัดสปาเก็ตตี้ อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น ญวน ทำมันหมดเท่าที่ทำได้ แต่แม่ไม่เห็นจะกินแบบมีความสุขสักที คือคนทำอย่างเรา ก็หมดกำลังใจทำพอสมควรนะ เหมือนพยายามทำไปก็เท่านั้น คุณแม่ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เช่น กับข้าวมื้อเช้าเหลือ เราก็กินต่อเองตอนกลางวัน แล้วหาของใหม่ให้คุณแม่กิน เป็นแบบนี้ทุกวัน บางทีเราทำงานสสอน เตรียมงานหลายอย่าง ไม่มีเวลาทำ ก็ต้องซื้อให้คุณแม่ใหม่ ส่วนเรากินของเก่า
5. แม่มักจะบ่นเรื่องสุขภาพบ่อยๆ เราอยากให้คุณแม่โฟกัสในสิ่งที่ยังมีอยู่ ในสิ่งที่ดีๆ รอบๆตัว แต่แม่เป็นคนที่ไม่เคยมองอะไรรอบตัวเลย เคยพาไปเที่ยว แม่ก็ไม่เคยมองทางเลย ไม่ชื่นชมกับสิ่งที่มีรอบตัว แล้วก็นั่งอมทุกข์ เราก็ไม่รู้จะปรับทัศคติแม่ยังไงดี เราอยากให้แม่มีความสุขจากสิ่งรอบตัวแบบง่ายๆ แม่จะได้ทุกข์น้อยลง เราก็พยายามพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ แต่แม่ก็ไม่ชอบ แต่แม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน นั่งร้านอาหารสวยๆ นั่งร้านกาแฟน่ารักๆ แต่เราพาไปบ่อยๆไม่ได้ เพราะต้องทำงาน แล้วก็ต้องประหยัดเงินด้วย
6. อย่างสุดท้าย คือเราอดน้อยใจแม่ไม่ได้อ่าค่ะ เราสอนพิเศษ แต่ก็วิ่งเข้าวิ่งออกบ้าน ทำกับข้าว หาข้าวให้แม่ แล้ววิ่งมาสอนต่อ บางครั้งเราทำงานสอนจนดึก เราเหนื่อย แต่แม่ ไม่เคยถามเราสักครั้งเลยค่ะ ว่าเหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง เราไม่เคยได้รับกำลังใจอะไรจากแม่เลยค่ะ มิหนำซ้ำ แม่กลับน้อยใจเราแทน จนเรารู้สึกว่า ทำไมคุณแม่มองเห็นแต่ตัวเอง แต่มองไม่เห็นลูกบ้างเลย ที่ทำงาน ที่เหนื่อย ทำทั้งงาน ดูแลแม่ไปด้วย แต่แม่ไม่เคยเห็นใจเราเลย เรารู้สึกเหมือนที่เราทำมันไร้ค่าอ่าค่ะ ทำไป แต่คุณแม่ไม่เห็นค่า เราจะหยุดความคิด หรือความรู้สึกนี้ยังไงดีคะ
จริงๆเรามีพี่สาวหนึ่งคนค่ะ ไม่เคยช่วยเรื่องค่าดูแลแม่เลย เงินเดือนพี่สาวสูงกว่าเราสามเท่า แต่การเงินมักมีปัญหาเสมอ กลับมาขอยืมเงินเราหรือมาแอบขอเงินแม่ด้วยซ้ำ ทั้งที่แม่ไม่ได้ทำงาน แต่เก็บเงินจากค่าเช่าบ้านหลังเก่า เหนื่อยอ่ะ เพื่อนๆสมาชิก มีใครแก้ปัญหายังไงกันบ้างค่ะ ใครเจอสถานการณ์อะไรบ้าง ทำยังไง ให้ใจเราทุกข์น้อยลงบ้าง เราไม่เคยได้สบายใจเต็มที่สักวัน ตอนนี้เราไปพบคุณหมอจิตแพทย์ด้วย เพราะว่าเครียดและกังวลค่ะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นและคำแนะนำล่วงหน้านะคะ