[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เรื่องนี้เคยวางครั้งหนึ่งแล้ว แต่มีเหตุให้ถูกลบไปกับพร้อมล็อกอิน ด้วยคดีถูกคุกคามในที่นี้ จนลืมไปแล้ว เพิ่งเจอเรื่องสั้นนี้ใน one drive ตามหลัง นิยาย 'หักศรกามเทพ' ที่เพิ่งวางจบไปค่ะ ตัวละครมีอายุ มีฐานะ มีชีวิตที่เวียนว่ายเป็นปกติ มิใช่วัยรุ่นหวือหวา เพ้อเจ้อ แต่ก็เกิดในส่วนเสี้ยวเวลาหนึ่งได้ ถือเป็นโบนัสแห่งความเป็นคนดีของผู้เขียน ' พลอยแดง' ค่ะ
เป็นนักเขียนก็ต้องเขียนสินะ เป็นเพื่อนกันผู้ป่วยก็ต้องได้อ่านสิคะ อิอิ...
ชีวิต...
เกิดมาในครอบครัวที่มีความสงบสุข ชีวิตตอนเด็กและโตมีความสุขอย่างสม่ำเสมอด้วยระบบแบบแผนที่พ่อแม่กำกับมาอย่างเรียบง่าย
ไม่ได้นึกถึงความแตกต่างกับใครนอกจากในวัยเรียนที่มีเพื่อนที่คิดได้ช้ากว่า ทำให้รู้ว่าความฉลาดมีหลายลำดับ ไม่รู้หรอกว่ามาจากความ
ขยันเรียนหรือยีนเผ่าพันธุ์
เมื่อโตขึ้นก็พอจะมองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนและตัวเรา นั่นไม่ใช่สิ่งใหญ่ในการคบและเรียนร่วมกัน เพิ่งจะมารู้สึกในตอนอายุมาก
แล้วและนึกกลับไป วัยที่ความคิดได้ตกผลึก คิดได้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ดีและแย่หรือเปล่า โดยความคิดส่วนรวมถือว่าดี ไม่ต้องไป
เปรียบเทียบกับใคร เปรียบจากการเจริญเติบโตของเราเองว่ามีความเจริญในทุกทางตามที่ควรจะเป็นไปหรือเปล่า การเป็นพลเมืองดี
ในสังคมและครอบครัว การเป็นผู้ที่ประสบความสุขในความสำเร็จของชีวิตไหม
ความเป็นอยู่ของครอบครัวหล่อหลอมชีวิตโดยอัตโนมัต ทำให้เราไม่รู้จักความลำบากในชีวิตประจำวัน ห่างไกลกับความมั่งคั่งหรือยาก
จนข้นแค้น ถึงเพื่อนบางคนที่คบปัจจุบันจะบอกว่าเขาลำบากชนิดอาบเหงื่อต่างน้ำ เราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก เพราะเห็นเขาก็ดูดี
ในปกติ ความซาบซึ้งในคำไทยต่างๆจึงมีน้อยมาก
เมื่ออยู่ในวัยหาเลี้ยงชีพ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น ไม่มีอะไรพลิกผันให้แปลกแตกต่างไปจนต้องจดจำ ไม่มีเหตุ
การณ์อุบัติเหตุเภทภัยอะไรเกิดขึ้นตราบจนในวัยและวันหนึ่ง....
การที่มีเพื่อนสักคนป่วยและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถือเป็นสิ่งที่ย่อมเกิดขึ้นได้ ในวันที่สามของการรักษาทำบอลลูนโรคหัวใจของ
เพื่อน เราก็ไม่รู้ว่ายากลำบากหรือร้ายแรงขนาดไหน มีแต่ความเชื่อว่าหมอรักษาได้ เมื่อโทรถามเบอร์ห้องพักคนไข้ได้แล้วก็เดินทางไป
ยังโรงพยาบาลรามคำแหง แวะซื้อแจกันดอกไม้เล็กๆที่โรงพยาบาลในการเยี่ยมในเวลาบ่ายมากแล้ว...
เมื่อเปิดประตูเข้าไป พบว่ามีผู้ชายวัยสักราว 40 ปีคนหนึ่ง นั่งอยู่ เป็นเพื่อนคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง เมื่อเพื่อนเขาเห็นเราก็ลุกขึ้นบอก
กับคนไข้ว่าเรามาเยี่ยม แล้วก็เดินออกไปจากห้อง คนไข้ที่เป็นคนหน้าตาระดับหล่อมาก ผิวสีแทนแบบคนไทยอย่างเห็นก็รู้ว่าคนไทย
อายุน้อยกว่า50 ปี เมื่อสายตาสบกันรอยยิ้มคนไข้ก็ดูสดใสแม้จะไม่สดใสเท่าตอนปกติ แต่ก็ทำให้เดาได้ว่า อาการไข้ดีขึ้นมากแล้ว รอย
ยิ้มของผู้มาเยี่ยมจึงยิ้มอย่างโล่งใจและมือที่บีบฝ่ามือคนไข้ก็กระชับขึ้นดังจะถ่ายทอดความรู้สึกไปด้วย คนไข้ยังนอนอยู่ เราก็ไปจับเท้า
คนไข้ที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ จับด้านบนฝ่าเท้าผลักให้ชิดไปทางข้อเท้า เพราะการผลักแบบนี้ที่หมอนวดทำให้เรา ๆรู้สึกดีจึงทำกับคนไข้บ้าง
เขาบอกไม่เป็นไรและพยายามลุกขึ้น เราก็ถามว่าลุกได้หรือ เขาบอกว่าลุกได้ และค่อยๆลุกเดินนำเราออกไปที่ระเบียงหลังห้อง
บรรยากาศในขณะนั้นมันไม่ได้อบอวลด้วยกลิ่นยาของห้องพยาบาล หากอบอวลด้วยความรู้สึกของเราเองที่แจ่มใสและมีความรู้สึกอบอุ่น
ในใจบอกไม่ถูก คนไข้นั้นเล่าหน้าตาแจ่มใสเมื่อเจอแสงจากธรรมชาติก่อนยามเย็นที่สาดส่องมา เราก็มองหน้าคนไข้อย่างสำรวจตรวจ
ตราและเพื่อการจดจำด้วย ดูดีนะคะ..นั่นเป็นคำพูดที่เขาได้ฟังพร้อมยิ้มรับ เมื่อคุยกันถึงอาการก็ได้รับคำบอกว่า อาการดีแล้ว รอพักอีก
วันก็จะได้กลับบ้านได้แล้ว
เมื่อคนไข้คุยได้ การพูดคุยก็เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความนัยถึงความรู้สึกของหัวใจที่เพิ่งทำบายพาสมาใหม่ๆให้ต้องสูบฉีดราวจะ
ทดลองสมรรถนะก็ไม่ปาน เพื่อนของเขาได้เคาะประตูเข้ามาโผล่ดูแล้วก็ได้รับสัญญาณบางอย่างว่า โอเคดี ก็ผลุบหน้าออกจากห้องไป
ด้วยความที่รู้จักกันมานานกำลังดี เขาจึงรู้ว่าเราชอบฟังเพลง และเขาชอบร้องเพลง เขาจึงถามว่าอยากฟังเพลงไหม เราก็ถามว่ามีแรง
ร้องหรือ มีสิ...นั่นคือคำตอบ พร้อมคำถามว่าอยากฟังเพลงอะไร...
แล้วเพลงที่อยากฟังก็ดังขึ้นเบาๆด้วยความประหลาดใจว่า ทำไมเขารู้จักเพลงนี้ด้วยหรือ เพลงที่เราชอบมาก...
รักที่อยากลืม
อบอวลและอบอุ่นในบรรยากาศของเสียงเพลง น้ำเสียงที่ได้ยินราวกับเสียงของเทพบุตรในฝันของใครก็ได้ที่สามารถจะได้ยิน มันอิ่ม
เอิบซึมซับทราบซึ้งลงไปในทรวงอกอย่างนุ่มนวล หัวใจขยายแผ่รับความซาบซึ้งจนเผลอไผลล่องลอยไปตามเสียงเพลงที่ทอดเสียง
สูง..ต่ำ...
ช่วงเวลาที่เพลงแล้วเพลงเล่าที่ได้รับฟัง ทำเอาเราต้องบอกว่า พอได้แล้ว นักร้องในคราบคนไข้เดินเข้าห้องมาดื่มน้ำและกลับมายืนพิง
ระเบียงคุยกันต่อจนเวลาผ่านคล้อยไปสมควรที่จะต้องลาจากคนไข้แล้ว ผลของการเยี่ยมจะทำให้อาการของหัวใจดีขึ้นหรือเปล่า แต่
กำลังใจคนไข้เห็นล้นปรี่ยามที่สบตาเมื่อจะลากลับ
เราพาตัวตนของตนเองกลับมาพร้อมห้วใจที่พองโตคับอก มันเป็นไปแล้วและเป็นอยู่จนกระทั่งมาขึ้นรถขับกลับเข้าถนนศรีนครินทร์ เงย
หน้ามองผ่านกระจกกว้างสู่ท้องฟ้า นั่น.. ท้องฟ้าเป็นสีชมพูแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ก็ความรู้สึกบอกอยู่นี่ไง... นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ท้องฟ้า
เป็นสีชมพู เรารู้แล้ว... เจอแล้ว อยู่นี่.. ที่นี่เอง...
บอกตนเองว่าจะเก็บงำความรู้สึกนี้ให้เนิ่นนานที่สุด ความรู้สึกที่แผ่สร้านในใจครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้รับบนถนนที่ขับด้วยเมอร์ซิเดส 190 E
คู่ใจประทับในความทรงจำไม่รู้ลืมจริงๆ เป็นช่วงที่ดีของกาลเวลา
เมื่อสุขภาพไม่ดี การเข้าออกโรงพยาบาลพบแพทย์แต่ละครั้งย่อมนำมาสู่ความนึกคิด แต่ในส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลกลับบันดาล
ความสุขมาให้..ก็ยังได้....
จบ
💗💖วันที่ท้องฟ้าเป็นสีชมพู 💕💘
ชีวิต...
เกิดมาในครอบครัวที่มีความสงบสุข ชีวิตตอนเด็กและโตมีความสุขอย่างสม่ำเสมอด้วยระบบแบบแผนที่พ่อแม่กำกับมาอย่างเรียบง่าย
ไม่ได้นึกถึงความแตกต่างกับใครนอกจากในวัยเรียนที่มีเพื่อนที่คิดได้ช้ากว่า ทำให้รู้ว่าความฉลาดมีหลายลำดับ ไม่รู้หรอกว่ามาจากความ
ขยันเรียนหรือยีนเผ่าพันธุ์
เมื่อโตขึ้นก็พอจะมองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนและตัวเรา นั่นไม่ใช่สิ่งใหญ่ในการคบและเรียนร่วมกัน เพิ่งจะมารู้สึกในตอนอายุมาก
แล้วและนึกกลับไป วัยที่ความคิดได้ตกผลึก คิดได้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ดีและแย่หรือเปล่า โดยความคิดส่วนรวมถือว่าดี ไม่ต้องไป
เปรียบเทียบกับใคร เปรียบจากการเจริญเติบโตของเราเองว่ามีความเจริญในทุกทางตามที่ควรจะเป็นไปหรือเปล่า การเป็นพลเมืองดี
ในสังคมและครอบครัว การเป็นผู้ที่ประสบความสุขในความสำเร็จของชีวิตไหม
ความเป็นอยู่ของครอบครัวหล่อหลอมชีวิตโดยอัตโนมัต ทำให้เราไม่รู้จักความลำบากในชีวิตประจำวัน ห่างไกลกับความมั่งคั่งหรือยาก
จนข้นแค้น ถึงเพื่อนบางคนที่คบปัจจุบันจะบอกว่าเขาลำบากชนิดอาบเหงื่อต่างน้ำ เราก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก เพราะเห็นเขาก็ดูดี
ในปกติ ความซาบซึ้งในคำไทยต่างๆจึงมีน้อยมาก
เมื่ออยู่ในวัยหาเลี้ยงชีพ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น ไม่มีอะไรพลิกผันให้แปลกแตกต่างไปจนต้องจดจำ ไม่มีเหตุ
การณ์อุบัติเหตุเภทภัยอะไรเกิดขึ้นตราบจนในวัยและวันหนึ่ง....
การที่มีเพื่อนสักคนป่วยและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถือเป็นสิ่งที่ย่อมเกิดขึ้นได้ ในวันที่สามของการรักษาทำบอลลูนโรคหัวใจของ
เพื่อน เราก็ไม่รู้ว่ายากลำบากหรือร้ายแรงขนาดไหน มีแต่ความเชื่อว่าหมอรักษาได้ เมื่อโทรถามเบอร์ห้องพักคนไข้ได้แล้วก็เดินทางไป
ยังโรงพยาบาลรามคำแหง แวะซื้อแจกันดอกไม้เล็กๆที่โรงพยาบาลในการเยี่ยมในเวลาบ่ายมากแล้ว...
เมื่อเปิดประตูเข้าไป พบว่ามีผู้ชายวัยสักราว 40 ปีคนหนึ่ง นั่งอยู่ เป็นเพื่อนคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง เมื่อเพื่อนเขาเห็นเราก็ลุกขึ้นบอก
กับคนไข้ว่าเรามาเยี่ยม แล้วก็เดินออกไปจากห้อง คนไข้ที่เป็นคนหน้าตาระดับหล่อมาก ผิวสีแทนแบบคนไทยอย่างเห็นก็รู้ว่าคนไทย
อายุน้อยกว่า50 ปี เมื่อสายตาสบกันรอยยิ้มคนไข้ก็ดูสดใสแม้จะไม่สดใสเท่าตอนปกติ แต่ก็ทำให้เดาได้ว่า อาการไข้ดีขึ้นมากแล้ว รอย
ยิ้มของผู้มาเยี่ยมจึงยิ้มอย่างโล่งใจและมือที่บีบฝ่ามือคนไข้ก็กระชับขึ้นดังจะถ่ายทอดความรู้สึกไปด้วย คนไข้ยังนอนอยู่ เราก็ไปจับเท้า
คนไข้ที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ จับด้านบนฝ่าเท้าผลักให้ชิดไปทางข้อเท้า เพราะการผลักแบบนี้ที่หมอนวดทำให้เรา ๆรู้สึกดีจึงทำกับคนไข้บ้าง
เขาบอกไม่เป็นไรและพยายามลุกขึ้น เราก็ถามว่าลุกได้หรือ เขาบอกว่าลุกได้ และค่อยๆลุกเดินนำเราออกไปที่ระเบียงหลังห้อง
บรรยากาศในขณะนั้นมันไม่ได้อบอวลด้วยกลิ่นยาของห้องพยาบาล หากอบอวลด้วยความรู้สึกของเราเองที่แจ่มใสและมีความรู้สึกอบอุ่น
ในใจบอกไม่ถูก คนไข้นั้นเล่าหน้าตาแจ่มใสเมื่อเจอแสงจากธรรมชาติก่อนยามเย็นที่สาดส่องมา เราก็มองหน้าคนไข้อย่างสำรวจตรวจ
ตราและเพื่อการจดจำด้วย ดูดีนะคะ..นั่นเป็นคำพูดที่เขาได้ฟังพร้อมยิ้มรับ เมื่อคุยกันถึงอาการก็ได้รับคำบอกว่า อาการดีแล้ว รอพักอีก
วันก็จะได้กลับบ้านได้แล้ว
เมื่อคนไข้คุยได้ การพูดคุยก็เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความนัยถึงความรู้สึกของหัวใจที่เพิ่งทำบายพาสมาใหม่ๆให้ต้องสูบฉีดราวจะ
ทดลองสมรรถนะก็ไม่ปาน เพื่อนของเขาได้เคาะประตูเข้ามาโผล่ดูแล้วก็ได้รับสัญญาณบางอย่างว่า โอเคดี ก็ผลุบหน้าออกจากห้องไป
ด้วยความที่รู้จักกันมานานกำลังดี เขาจึงรู้ว่าเราชอบฟังเพลง และเขาชอบร้องเพลง เขาจึงถามว่าอยากฟังเพลงไหม เราก็ถามว่ามีแรง
ร้องหรือ มีสิ...นั่นคือคำตอบ พร้อมคำถามว่าอยากฟังเพลงอะไร...
แล้วเพลงที่อยากฟังก็ดังขึ้นเบาๆด้วยความประหลาดใจว่า ทำไมเขารู้จักเพลงนี้ด้วยหรือ เพลงที่เราชอบมาก...
รักที่อยากลืม
อบอวลและอบอุ่นในบรรยากาศของเสียงเพลง น้ำเสียงที่ได้ยินราวกับเสียงของเทพบุตรในฝันของใครก็ได้ที่สามารถจะได้ยิน มันอิ่ม
เอิบซึมซับทราบซึ้งลงไปในทรวงอกอย่างนุ่มนวล หัวใจขยายแผ่รับความซาบซึ้งจนเผลอไผลล่องลอยไปตามเสียงเพลงที่ทอดเสียง
สูง..ต่ำ...
ช่วงเวลาที่เพลงแล้วเพลงเล่าที่ได้รับฟัง ทำเอาเราต้องบอกว่า พอได้แล้ว นักร้องในคราบคนไข้เดินเข้าห้องมาดื่มน้ำและกลับมายืนพิง
ระเบียงคุยกันต่อจนเวลาผ่านคล้อยไปสมควรที่จะต้องลาจากคนไข้แล้ว ผลของการเยี่ยมจะทำให้อาการของหัวใจดีขึ้นหรือเปล่า แต่
กำลังใจคนไข้เห็นล้นปรี่ยามที่สบตาเมื่อจะลากลับ
เราพาตัวตนของตนเองกลับมาพร้อมห้วใจที่พองโตคับอก มันเป็นไปแล้วและเป็นอยู่จนกระทั่งมาขึ้นรถขับกลับเข้าถนนศรีนครินทร์ เงย
หน้ามองผ่านกระจกกว้างสู่ท้องฟ้า นั่น.. ท้องฟ้าเป็นสีชมพูแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ก็ความรู้สึกบอกอยู่นี่ไง... นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ท้องฟ้า
เป็นสีชมพู เรารู้แล้ว... เจอแล้ว อยู่นี่.. ที่นี่เอง...
บอกตนเองว่าจะเก็บงำความรู้สึกนี้ให้เนิ่นนานที่สุด ความรู้สึกที่แผ่สร้านในใจครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้รับบนถนนที่ขับด้วยเมอร์ซิเดส 190 E
คู่ใจประทับในความทรงจำไม่รู้ลืมจริงๆ เป็นช่วงที่ดีของกาลเวลา
เมื่อสุขภาพไม่ดี การเข้าออกโรงพยาบาลพบแพทย์แต่ละครั้งย่อมนำมาสู่ความนึกคิด แต่ในส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลกลับบันดาล
ความสุขมาให้..ก็ยังได้....
จบ