ภัยพิบัติที่ไม่น่าเชื่อในประวัติศาสตร์


The London Beer Flood 
ภัยพิบัติเบียร์ท่วมเมืองลอนดอนเกิดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1814 ที่โรงกลั่นเบียร์  Meux & Company Brewery อยู่ในเขตแพริชเซนต์ไจลส์ (St.Giles) ของกรุงลอนดอน เป็นโรงกลั่นเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน ประเทศอังกฤษในเวลานั้น

บริษัทนี้มีถังใส่เบียร์ขนาดใหญ่ สูง 22 ฟุต กว้าง 60 ฟุต มีความจุ 135,000 แกลลอน  ถังตั้งอยู่ได้โดยมีเข็มขัดกว่า 29 เส้นมัดยึดเกาะอยู่ที่กึ่งกลางของถัง
วันที่เกิดเหตุเข็มขัดที่ยึดเกาะตัวถังเส้นหนึ่งเกิดขาด ทำให้เส้นที่เหลือขาดตาม ถังก็ล้มลงมาทำให้เบียร์รั่วไหลและแตกทะลักออกจากถังบรรจุเบียร์จำนวนมาก  และเกิดแรงดันขึ้นทำให้ถังบรรจุเบียร์ถังอื่นๆแตกออกมาตามๆกันลักษณะคล้ายลูกโซ่โดมิโน่ 

สุดท้ายจึงเกิดเป็นลูกคลื่นเบียร์ขนาดยักษ์มีความสูงเกือบ 5 เมตร ไหลไปทำลายบ้านผูคนพังไป 2 หลัง และกำแพงบาร์  Tavistock Arms จนล้มลงทับพนักงานวัยรุ่น Eleanor Cooper ไว้ใต้ซากปรักหักพังและได้ฆ่า Mary Banfield แม่และลูกสาว Hannah ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ รวมทั้งผู้ร่วมไว้อาลัยสี่คน
ในห้องใต้ดินขณะทำพิธีให้เด็กชายวัย 2 ขวบชาวไอริชที่เสียชีวิตก่อนหน้าหนึ่งวัน และเหยื่อรายสุดท้ายคือเด็กหญิงวัยสามขวบชื่อ Sarah Bates

คาดว่าเบียร์ที่แตกทะลักออกมานั้นมีปริมาณสูงถึง 1,470,000 ลิตร ย่านที่โรงเบียร์ตั้งอยู่เป็นชุมชนที่แออัด จึงทำให้เบียร์ไหลทะลักเข้าชั้นใต้ดินของบ้านคน และจากเหตุการณ์นี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการจมอยู่ใต้คลื่นเบียร์ถึง 8 รายด้วยกัน ส่วนประชาชนในลอนดอนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นเบียร์ก็ตักเบียร์จากถนนมาดื่มกินกัน วันต่อมามีรายงานจากโรงพยาบาลพบว่ามีผู้ป่วยหลายรายที่มีพิษจากแอลกอฮอล์

โรงต้มเบียร์แห่งนั้นถูกฟ้องร้องในเวลาต่อมา แต่ศาลได้พิพากษาว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ ด้านโรงต้มเบียร์เองก็ประสบปัญหาทางการเงินสืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะได้เสียยอดขายไปเป็นจำนวนมากจากการที่ได้เสียค่าธรรมเนียมของเบียร์ที่เก็บไว้ไปแล้ว แต่ก็ได้ขอเรียกค่าธรรมเนียมของเบียร์ที่เสียไปคืนมาจากรัฐได้สำเร็จทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 

หลังจากเกิดภัยพิบัติถังหมักไม้ถูกแทนที่ด้วยถังคอนกรีต ต่อมาโรงต้มเบียร์ที่เกิดเรื่องถูกรื้อถอนในปี ค.ศ.1922 ปัจจุบันบางส่วนที่เคยเป็นโรงต้มเบียร์นั้นก็คือโรงละครโดมิเนียน
Cr.https://th.wikipedia.org/wiki/เบียร์ท่วมลอนดอน
Cr.https://www.facebook.com/577256579376472/posts/951216955313764/Timeless History - ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา
Cr.https://www.thevintagenews.com/2017/01/07/in-1814-there-was-a-beer-tsunami-in-london-that-claimed-the-lives-of-eight-people/


Great London Death Fog 
คือภัยพิบัติหมอกพิษเข้าปกคลุมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงวันที่ 5-9 ธันวาคม ปีค.ศ.1952  เมื่อกรุงลอนดอนต้องพบกับสภาพอากาศหนาวเย็นไปพร้อมกับควันพิษที่เกิดจากการทำเหมือนหินที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง

สาเหตุหลักของหมอกพิษเหล่านี้ มาจากการเผาไหม้ถ่านหินที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของคนสมัยก่อนทั้งในบ้านเรือนและในโรงงาน ประกอบกับสภาวะอากาศเย็น ผสมผสานกับสภาวะแอนติไซโคลนและสภาวะไร้ลม ส่งผลให้หมอกพิษไม่สามารถขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศได้ และก่อตัวเป็นชั้นหนาทึบจับตัวกันกลายเป็นหมอกพิษสีเหลืองอมดำลอยปกคลุมเมืองทั้งเมือง 

ถึงแม้กรุงลอนดอนจะเคยประสบปัญหาหมอกหนาจัดมาบ้าง แต่หมอกพิษครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะมันหนาแน่นและยาวนานกว่าหมอกทั่วๆ ไป ผู้คนไม่สามารถขับรถได้ ขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่หยุดให้บริการ มีแค่เพียงรถไฟใต้ดินที่สามารถวิ่งได้ตามปกติมีการมองเห็นไกลเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น 
 
จากเหตุการณ์นี้ทั้งคนและสิ่งมีชีวิตในกรุงลอนดอนได้รับผลกระทบอย่างมาก เหตุการณ์หมอกพิษกินเวลานานกว่า 5 วันเต็ม และภายในสัปดาห์เดียวก็มีรายงานว่า หมอกมรณะนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 4,000 คน ซึ่งรายงานต่อมาระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจริงๆ แล้วมีมากถึง 12,000 คน และเจ็บป่วยมากถึง 1 แสนคน ถือได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดอีกภัยพิบัติหนึ่งและถูกขนานนามว่า "Great Smog of London" 

นับตั้งแต่วิกฤตมลพิษถ่านหินในช่วงศตวรรษที่ 13 ‘The Great Smog of London’ ถือเป็นเหตุการณ์ด้านมลภาวะที่เลวร้ายที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง ที่มีประชาชนชาวอังกฤษสังเวยชีวิตไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์  ก่อให้เกิดแรงผลักดันสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสมัยใหม่และเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในอังกฤษ 


รัฐบาลอังกฤษมีการรับมือ และพยายามจะแก้ไขสถานการณ์หมอกมรณะ ด้วยการกฎหมายจัดการมลพิษทางอากาศฉบับแรกในปี 1956 หรือที่เรียกว่า Clean Air Act 1956  มีการกำหนดระเบียบใหม่มาใช้เพื่อจัดการกับการใช้เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม รวมถึงมีการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมตามมาหลายฉบับ มีการเสนอสิ่งจูงใจทางการเงินเพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนอื่น
ที่มา wikipedia เรียบเรียงโดย เพชรมายา
Cr.https://petmaya.com/great-smog-of-london-1952
Cr.https://news.mthai.com/webmaster-talk/701122.html


 
Sidoarjo Mud Volcano 
หมู่บ้านต่างๆจมอยู่ใต้น้ำจากการขุดเจาะภูเขาไฟโคลนที่เกิดขึ้นใน Sidoarjo
Cr. Greenpeace / Vinai Dithajohn
เป็นภัยพิบัติภูเขาไฟโคลนระเบิด และกลายเป็นภูเขาไฟโคลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ปีค.ศ.2006 เหตุเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง PT Lapindo Brantas ได้ทำการขุดเจาะเพื่อสำรวจหาแหล่งพลังงานธรรมชาติ

และด้วยความลึกที่ได้ขุดลงไปใต้ดินกว่า 2,837 เมตร ทำให้โคลนที่อยู่บริเวณนั้นถูกดูดและไหลทะลักลงไป แล้วเกิดเป็นโคลนปะทุกลายเป็นภูเขาไฟโคลนระเบิดขึ้น เนื่องจากความดันและน้ำใต้โคลนที่ความร้อนสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ด้วยความร้อนของโคลนที่ปะทุออกมา ไหลท่วมทุ่งนาในบริเวณในละแวกนั้นที่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง โดยพบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 20 คน  และมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 15,000 คนพื้นที่ 600 เฮกตาร์รวมถึงหมู่บ้าน 11 แห่งจมอยู่ใต้น้ำพื้นที่การเกษตรถนนและรางรถไฟถูกทำลาย และการดำรงชีวิตของผู้คนหลายหมื่นคนถูกทำลาย

ก๊าซไหลจากโคลนหายนะของอินโดนีเซียในเมือง Porong เขต Sidoarjo ประเทศชวา Cr. Getty Images
จากนั้นเป็นต้นมาโคลนกำมะถันร้อนได้ไหลทะลักจากพื้นดินใน Sidoarjo ชวาตะวันออกอย่างต่อเนื่อง  การปะทุดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ Lusi และเป็นการปะทุของโคลนอย่างต่อเนื่องที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สระโคลนแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆและมีการเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 50,000 ลูกบาศก์เมตรซึ่งเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิกหนึ่งโหลในแต่ละวันเมื่อมันขยายตัว  แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนและเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ยืนยันว่าเกิดจากแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลออกไป
Cr.https://www.atlasobscura.com/places/sidoarjo-mud-volcano
Cr.https://www.nationalgeographic.com/news/2017/10/mud-volcano-lusi-indonesia-video-spd/


Great Molasses Flood 
คือภัยพิบัติกากน้ำตาลท่วมเมืองที่ Purity Distilling Company ในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1919 ซึ่งกากน้ำตาลนั้นได้เกิดรั่วไหล และทะลักออกมาท่วมบ้านเมืองผู้คน โดยกากน้ำตาลที่ทะลักออกมามีปริมาณมหาศาลถึง 2.3 ล้านลิตรได้กลายเป็นคลื่นยักษ์สูงถึง 7.5 เมตร และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 56 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกพัดพาร่าง แล้วจมหายไปกับคลื่นยักษ์กากน้ำตาลนี้กว่า 21 ราย และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ก็ไม่สามารถแยกออกได้ว่าใครเป็นใคร เนื่องจากบนตัวผู้เสียชีวิตเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำตาลนั่นเอง

ถังกากน้ำตาลที่ดำเนินการโดย บริษัท Purity Distilling Company ใน North End ของบอสตันได้เริ่มรั่วไหล พนักงานมีความกังวลว่าถังยักษ์ซึ่งมีความสูง 50 ฟุตและมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 90 ฟุตจะเป็นอันตราย เจ้าของได้พยายามที่จะปกปิดการรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง แต่วันที่ 15 มกราคม 1919 หลังจากมีเสียงดังต่อเนื่องกันในช่วงไม่กี่วินาทีถังกลั่นได้ระเบิดและปล่อยกากน้ำตาลออกมาเป็นคลื่นยักษ์ 

คลื่นสึนามิจากน้ำเชื่อมพัดผ่านพื้นที่ใกล้เคียงแม้กากน้ำตาลอาจไม่ใช่สารที่อันตรายที่สุด แต่เมื่อปล่อย 2.3 ล้านแกลลอนในครั้งเดียวมันสามารถรื้อถอนอาคารต่างๆ ฉีกรางรถไฟ สถานีดับเพลิงได้ รวมถึงสุนัข ม้าและคนที่จมน้ำตายหรือหายใจไม่ออก  เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวนี้เรียกว่า Great Molasses Flood มีผู้เสียชีวิต 21 รายโดยมีเหยื่อที่มีอายุตั้งแต่ 10 ถึง 78 ปีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 150 คนและความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งส่วนใหญ่ตกอยู่ในท่าเรือบอสตันที่อยู่ใกล้เคียง เป็นเงินประมาณ$ 100 ล้านในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม คดีกินเวลานานกว่าห้าปีได้ตัดสินว่า ไม่มีการก่อวินาศกรรมเกิดขึ้นและความล้มเหลวของโครงสร้างเป็นสาเหตุของการระเบิด  และศาล USIA ตัดสินให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนประมาณ 15 ล้านดอลลาร์
Cr.https://time.com/5500592/boston-great-molasses-flood-100/
Cr.https://maanow.com/เรื่องน่ารู้/259-ภัยพิบัติแปลกๆ.html



Lake Peigneur 
ภัยพิบัติที่เกิดความผิดพลาดจากการขุดเจาะน้ำมัน เมื่อ 20 พฤศจิกายน ปีค.ศ.1980 ได้เกิดความผิดพลาดในการขุดเจาะน้ำมันของบริษัท Texaco Oil Rig ที่พลาดไปเจาะทะลุเหมืองเกลือที่อยู่บริเวณใต้ดินของทะเลสาบ Lake Peigneur (ทะเลสาบน้ำจืดที่มีความลึกเพียง 3 เมตร) แม้ว่ารูจะมีความกล้างเพียงไม่กี่นิ้ว แต่ด้วยปริมาณของน้ำทะเลสาบจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ 
ทำให้พื้นดินและต้นไม้บริเวณนั้นในพื้นที่ขนาด 260,000 ตารางเมตรถูกกลืนลงไปด้วย  เหตุการณ์กลายเป็นน้ำตกที่มีความสูงถึง 50 เมตร ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ก็กลายเป็นทะเลสาบน้ำเค็มไปอย่างถาวร 
 
ถึงแม้อุบัติเหตุครั้งนี้จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่กินบริเวณกว้าง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พนักงานเหมืองทั้งหมด 55 คน ที่กำลังทำงานกันสามารถหนีออกมาได้ทันเวลาเนื่องจากมีการวางแผนและซ้อมกันมาอย่างดี ส่วนคนงานแท่นขุดเจาะด้านบนก็สามารถหนีได้ทันก่อนที่แท่นขุดเจาะจะถูกน้ำวนดูดลงไป

จากเหตุการณ์นี้ บริษัทขุดเจาะน้ำมัน Texaco and Wilson Brothers ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัททำเหมืองเกลือเป็นเงิน 32 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และอีก 12.8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ให้กับสวนและประชาชนที่มีพื้นที่อยู่รอบๆ นั้น
Cr.ภาพ mail.cosmicgravity.ne / quizzclub.com/
ที่มา Wikipedia : Lake Peigneur
       http://www.everyday-readers.com/blog/articles/20-nov-lake-peigneur-disaster/
Cr. https://board.postjung.com/692693 / โพสท์โดย moses

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่