ศึกษาพุทธและธรรมะ เพื่อหวังครอบครอง อิทธิปาฏิหาริย์ และ ฤทธิ์ ผิดไหม และจะสงผลเสียยังไง

คือ ธรรมะ ผมก็สนใจนะ แต่ของผมจะสนใจไปในแนว ยิ่งเข้าใจ สัจธรรมของ สังสารวัฏ มากเท่าไร ผมก็ยิ่งสามารถหลุดพ้นได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช้ การนิพพาน
โดยการดับจิต ละทิ้งกิเลส และไม่ต้องไม่เวียนว่ายตายเกิดใน สังสารวัฏอีก ไม่ใช้แบบนั้น 

ความต้องการของผมสูงสุดในฐานะมนุษย์  คือการโหยหา พลัง อำนาจ  ฤทธิ์ต่างๆ ยิ่งผมมีพลังมากเท่าไร ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น  ยิ่งแข่งแกร่งมากก็ยิ่งสนอง กิเลสที่มีอยู่ภายในหัวใจมากขึ้น  ยิ่งแข่งแกร่งมากก็ยิ่งเข้าไกล้สถานะ พระเจ้า  และยิ่งรู้ว่า ในสังสารวัฏไม่ได้มีแค่ มนุษย์ ยังมี เทวดา พหรม อสูร อีก ก็ยิ่งทำให้อยากแข่งแกร่งขึ้นเข้าไปอีก เพราะอย่างที่รู้กันดี ว่า พวก เทวดา หรือ พหรม ต่างก็มี  ฤทธิ์  อิทธิปาฏิหาริย์ กันทั้งนั้น เผลอๆ จะ ทรงพลังยิ่งกว่า ของ มนุษย์อีก
เพราะถ้ามี  ผมมีฤทธิ์มากกว่า เทวดา หรือ พหรม อสูรเมื่อไร ก็เหมื่อนก้าวข้ามพลังของเทพไป เพื่อก้าวข้ามพลังของเทพที่อยู่ชั้นสูงขึ้นไปอีก 

หรือจะพูดง่ายๆ กิเลสของผมคือ อยากเป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดใน  สังสารวัฏ และไม่ถูกควบคุมภายใต้ กฏของสังสารวัฏ เช่นการเกิดใหม่

 ฤทธิ์ และ อิทธิปาฏิหาริย์ เลยตอบโจทย์ผมที่สุด

และการที่ผมเข้าใจ การค้นพบของ พระพุทธเจ้ามากขึ้นเท่าไร  ผมก็จะ สามารถต่อยอด ความรู้ของท่านได้  ก็เหมื่อนกับการ อยากจิตคงสภาพไว้ในภพปัจจุบัน 
ต่อให้ผมตายไปแล้ว แต่จิตเดิมแท้ในชาตินี้ จะไม่ถูกรีเซ็ต ความทรงจำในชาติภพปัจจุบันก็จะไม่ถูก  รีเซ็ต ด้วย ต่อให้ต้องไปเกิดในรูปใหม่ และการที่ผมถูกฝึกจิตมาอย่างดี ผมจะไม่มีทาง ไปเกิดในรูป ของ สัตว์ เดรัจฉาน หรือต่ำหว่านั้นเด็กขาด ถ้าทำอย่างงั้นได้ ผมจะเข้าไกล้คำว่า เป็นอมตะอย่างแท้จริง 
มันไม่เหมื่อนกับ การเป็นอมตะ ด้วย เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ต่อให้ในอนาคตมีวิธียืดอายุไข คงสภาพวัยหนุ่มได้นานขึ้น สัก 200 300 ปี แต่ถึงกระนั้นก็เป็นการ ยืดอายุแค่ ทางรูปเท่านั้น ยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย สุดท้าย ก็ต้องเสื่อมแก่ชราอยู่ดี สู้ด้วยจิตเป็นอมตะดีกว่า แตการยืดอายุทางรูปด้วย วิทยาการก็ดี อย่างน้อยก็ถ่วงเวลา ทำให้ผม มีเวลา วิจัย การค้นพบของพระพุทธเจ้าได้มากขึ้น เพื่อเข้าไกล้ อมตะทางจิตที่ไม่ถูกควบคุมโดยกฏของสังสารวัฏ  
ผมนิยามไว้ว่า มันคือ จิตที่คงสภาพกิเลส และไม่อยู่ภายใต้ กฏของของ สังสารวัฏ  
แต่การจะทำอย่างงั้นได้ ต้องเข้าใจ ระบบการ เวียนว่าย ตายเกิดใน สังสารวัฏ ให้ได้เสียก่อน ถ้าไขความลับตรงนี้ได้ ก็จะสามารถอยู่ เหนือกฏของ สังสารวัฏ ได้ 

ผมมีชุดความเชื่อที่ว่า  ยิ่งเข้าใจสัจธรรมเท่าไร ก็ยิ่งสามารถแหกกฏของสัจธรรมและแก้ไขสัจธรรมได้ ถ้าหากเรามีพลังมากพอ พลังที่มากพอคือการเข้าใจธรรมที่มากพอ  
ถ้าพูดง่ายๆแบบทางโลก ก็คือ อยากแหกกฏ ก็ต้องเข้าใจ กฏเสียก่อน การเข้าใจธรรม คือสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากไม่เข้าใจ ก็แหกกฏไม่ได้ 

ไม่รู้เหมื่อนกันว่า การที่ผมตั้งจิตมุ่งมันไปที่ ความแข็งแกร่ง อยากได้   ฤทธิ์ และ  อิทธิปาฏิหาริย์ เพื่อก้าวข้าม สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เทพ อสูร เทวดา พหรม จะส่งผลเสียอย่างไง แต่ไม่ใช้ว่า การที่ผมมีพลังจะคิดแต่ ก้าวข้ามเทพอย่างเดียวนะ ก็เอาไปทำ ประโยชน์เพื่อ มนุษยชาติเหมื่อนกัน 

ผมเป็นคนหลงไหลใน  อิทธิปาฏิหาริย์มากๆ มันป็นพลังที่มีความ เสถียรสูง และเข้าไกล้คำว่า พระเจ้าได้ หากไขความลับตรงนี้ได้  ถึงจะเป็นแค่ ฤทธิ์ระดับทาง โลกิยะ  ก็ตาม ก็ทรงพลังมาก 
 
สรุป ง่ายๆ ความต้องการของผม อยาก  ฤทธิ์  เพื่ออยากให้ตัวเองแข็งแกร่ง และ การเข้าใจ การเวียนว่ายตายเกิด ก็เพื่ออยากให้จิตคงสภาพในภพมนุษย์ 

ไม่รู้ว่าถ้าผมตาย จะตกนรกใหม่ จิตใฝ่หาแต่ พลัง เพื่อสนอง กิเลส  แถมพยายามจะแหกกฏของ สังสารวัฏด้วย  ถ้า สังสารวัฏมีพระเจ้าละก็ ก็คงหาว่าผมเป็น hack หรือ โปร ต้องไปตกนรก ขุมเดียวกับ พระเทวทัตแน่ๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่