✨💫🚀 THE GLOVES 2020 ถุงมือเรื่องสั้น#45 Week#13, 22-25 ก.ย. "Star Wars" - ถุงมือ New soldier 🚀✨💫

กระทู้คำถาม
อมยิ้ม31
ถุงมือเรื่องสั้น เรื่องที่ 5 สุดท้ายประจำสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องยาวเช่นกันครับ แถมชื่อเรื่องมาแนวไซไฟเสียด้วย  ^^

หนุ่มผู้เป็นคนงานชั้นต่ำ ใฝ่ฝันจะมีชีวิตในอนาคตที่ดีขึ้นหลังการสมัครเข้าร่วมรบในสงคราม โชคชะตานำพาไปพบกับหญิงสาวผู้มีบิดาซึ่งทราบในภายหลังว่าเป็นกัปตันผู้บัญชาการรบ ที่น่าเศร้าคือ เขาเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่ยังไม่ทันได้รู้ว่ามีลูกสาวแท้ๆ ของตนสมัครมาร่วมรบด้วย...
 
เรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร จะจบลงแบบไหน ?? ตามไปดูด้วยกันครับ ^^ อมยิ้ม36หัวใจ

อมยิ้ม49
ผมยังจดจำวันแรกที่ผมได้พบเธอ หญิงสาวใบหน้าเรียวสวย ดวงตากลมโต แววตาประกายสดใสกับรอยยิ้มน่ารักแต่งแต้มอยู่บนใบหน้า เป็นองค์ประกอบความงดงามที่ทำให้ผมหลงใหลและหลงเสน่ห์จนยากจะถอนตัว

เธอนั่งอยู่บนยานขนส่งคนงานจากเขต 8 ไปยังเขต 1 ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของสหพันธรัฐดาวเหนือ ส่วนผมเป็นคนงานที่มาจากเขต 6 ผมขึ้นมานั่งบนยานก่อนเธอ ก่อนที่ยานจะบินมารับคนงานจากเขต 8 และเธอนั่งอยู่ตรงข้ามผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบเธอ

เธอพูดคุยทักทายและยิ้มให้กับเพื่อน ๆ จากเขตอื่น ที่มานั่งรวมตัวกันอยู่บนยานลำนี้

“คุณชื่ออะไรคะ ฉันชื่อเจินค่ะ”

เธอหันมาถามชื่อผม พร้อมรอยยิ้มที่ทำเอาผมใจสั่น

“ผมชื่อเจมส์ครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะเจมส์” เธอพยักหน้ารับรู้และหันไปคุยกับเพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างเธอ

ผมก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำแน่นอยู่บนตัก ผมได้เจอผู้หญิงที่ผมชอบแล้ว แต่มันไม่ควรเป็นสถานการณ์แบบนี้เลย บ้าซะมัด! ผมตัดพ้อกับความรู้สึกคับข้องใจกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสหพันธรัฐดาวเหนือ

การทำสงครามระหว่างสหพันธรัฐดาวเหนือ กับสหพันธรัฐดาวใต้กำลังจะเกิดขึ้น แต่เธอผู้นั่งอยู่ตรงข้ามผม กลับไม่รู้สึกถึงความตึงเครียดอะไรเลย เธอยังหัวเราะกับเพื่อน ๆ ได้อย่างมีความสุข ผมคิดว่า หากเธอไม่กล้าหาญ เธอก็คงเพี้ยนไปแล้วแน่ ๆ

“อย่าคิดมากเลยค่ะเจมส์ คนเราเกิดมาไม่ช้าไม่นานก็ต้องตาย ยิ่งเรารู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เราก็ไม่ควรทุกข์นะคะ”

เธอหันมาพูดกับผมราวกับอ่านความคิดของผมออก และเป็นคำพูดที่ทำให้ผมรู้ว่าเธอไม่ได้เพี้ยน แต่เธอเป็นคนกล้าหาญต่างหาก

“คุณเป็นคนกล้าหาญ” ผมเอ่ยออกไปตามใจนึกคิด

“ทุกคนที่นั่งอยู่บนยานลำนี้ล้วนเป็นคนกล้าหาญค่ะ”

"หรือไม่ก็..อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม" ผมพูดต่อจากเธอ เพราะนี่คือสิ่งที่ผมหวัง

เธอจ้องลึกไปในดวงตาของผม และผมสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ถ่ายทอดมายังตัวผม มันคืออะไรนะ ความหวังที่ต้องการมีชีวิตรอด หรือความหวังที่จะชนะสงครามในครั้งนี้กันแน่ และผมคิดว่าคงเป็นอย่างหลังมากกว่า

สหพันธรัฐดาวเหนือปกครองชาวเมืองทั้งหมด 8 เขต เขต 4 และ เขต 5 ไม่มีชาวเมืองอาศัยอยู่แล้ว เพราะหกปีก่อนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ สารเคมีจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รั่วไหล ชาวเมืองที่อยู่ในสองเขตนี้จำต้องอพยพไปอยู่ตามเขตต่าง ๆ หลายคนล้มตายเพราะสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่นานพลันเกิดวิกฤตการณ์ใหญ่ในสหพันธรัฐดาวเหนือ เมื่อจู่ ๆ ประชากรบนดาวเหนือลดลงอย่างน่าตกใจ และผู้หญิงไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้

องค์กรปกป้องสหพันธรัฐดาวเหนือ เริ่มมีการพูดคุยและถกเถียง เกี่ยวกับการโคลนนิ่ง เพื่อจะเพิ่มจำนวนประชากร แต่เรื่องนี้ยังไม่ผ่านการลงมิติเห็นชอบจากสภาสูง เรื่องโคลนนิ่งจึงถูกพักไว้ชั่วคราว

กระทั่งเมื่อข้าศึกบุกเข้ามาล้อมเมืองจากทุกด้าน องค์กรปกป้องสหพันธรัฐดาวเหนือจึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องโคลนนิ่งอีกต่อไป จำต้องจัดกองกำลังทหารออกไปรับมือกับข้าศึก ทว่าทหารหลายนาย จากหลายกองร้อยกลับล้มป่วยอย่างน่าประหลาด แข้งขาหมดแรง ขยับเขยื้อนไม่ได้ราวเป็นอัมพาต ด้วยสาเหตุนี้ จึงมีการประกาศรับอาสาสมัครพลเรือนให้ไปร่วมรบ

สัญญาณเตือนภัยดังกึกก้องทั่วดาวเหนือ พร้อมเสียงประกาศรับอาสาสมัครที่จะไปสู้กับข้าศึก ใครพร้อมออกรบให้ไปรวมกันที่สนามกีฬากลางของแต่ละเขต จะมียานบินมารับ และหากสงครามครั้งนี้เราชนะ อาสาสมัครทุกคนจะได้ค่าตอบแทนเป็นที่ดินทำกินคนละ 20 ไร่ และหากใครเป็นคนงานชั้นต่ำ จะได้เลื่อนขั้นเป็นคนงานระดับชั้นยอดเยี่ยม

เมื่อได้ยินเสียงประกาศดังกล่าว หัวใจผมพองโต ถึงเวลาที่ผมจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม หากการชนะสงครามในครั้งนี้ ทำให้คนงานชั้นต่ำอย่างผม ที่วัน ๆ คลุกคลีอยู่กับสิ่งปฏิกูลเหม็นเน่า วันแล้ววันเล่าต้องคอยทำลายและคัดแยก ทำงานเหนื่อยสันหลังแทบขาด แต่ได้ค่าจ้างวันละห้าสิบทาบี ถ้าผมอยากกินวิสกี้สักขวด ผมต้องทำงานถึงสามวันกว่าจะมีเงินพอซื้อวิสกี้

ผิดกับพวกคนงานชั้นยอดเยี่ยม ที่แค่คอยควบคุมบังคับหุ่นยนต์ หรือไม่ก็แค่คอยสั่งการคนงานชั้นต่ำให้ทำนั่นทำนี่ กลับมีค่าจ้างวันละห้าร้อยทาบี แถมคนพวกนี้ยังมีสวัสดิการมากมาย บ้านพักฟรี มีรถขับฟรี และยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวรอบดาวเหนือได้ฟรี ๆ เพียงแค่แสดงบัตรคนงานชั้นยอดเยี่ยมเท่านั้น ส่วนคนงานชั้นต่ำน่ะหรือ มีสวัสดิการอย่างเดียวคือ เรามีข้าวกินฟรีสามมื้อ ก็ไม่แย่เท่าไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องเจียดเงินค่าแรงไปซื้อข้าวกิน

ยานสั่นโคลงเคลง คนในยานพากันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ เจินนั่งจ้องมองผม แววตาเด็ดเดี่ยวคู่สวยทำผมสะท้าน

"ยานข้างหน้าเราถูกโจมตี" เธอบอกผม

ผมขมวดคิ้วจ้องมองเธอ นึกสงสัยว่าเธอรู้ได้ยังไง

"ฉันเดาเอาน่ะ ก็ได้ยินเสียงระเบิดตูมดังขึ้นมา แล้วยานที่เรานั่งอยู่สั่นสะเทือน ถ้ายานเราไม่ถูกยิง ยานที่บินนำหน้าเราไปก่อนก็คงถูกยิงตก"

ปี๊ดดดปี๊ดดด ๆๆๆ

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วยาน อาสาสมัครทุกคนต่างพากันตื่นตระหนก

"นี่คือเสียงจากกัปตันเคิร์ก ยานด้านหน้าเราถูกยิงตก และยานเราถูกยิงเสียหายไปบางส่วน ผมจะนำยานลงจอดที่ทุ่งหญ้าเขต 4 และเราจะเดินเท้าไปสมทบ กับทหารกองหน้าที่กำแพงต้านเมืองเขต 1 ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม การลงจอดอาจไม่นิ่มนวล"

สิ้นเสียงกัปตัน ยานโฉบบินต่ำลงมา แต่แล้วเสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นที่ปีกขวา ไฟในยานกะพริบถี่

"ตาย..ตายแน่พวกเรา" ชายผิวสีรูปร่างสูงใหญ่ที่นั่งข้างผมพูดขึ้นเสียงดัง ทำเอาคนในยานใจหายไปตาม ๆ กัน

"เราต้องรอดสิวะ" ผมเอ็ดเพื่อนชายผิวสีที่ชื่อไมเคิล เราทำงานที่เตาเผาสิ่งปฏิกูลด้วยกัน และเราทั้งสองหวังว่าการมาร่วมรบในสงครามครั้งนี้ จะทำให้เราเลื่อนฐานะเป็นคนงานชั้นยอดเยี่ยมขึ้นมาได้

"พวกเรา เตรียมตัวรับแรงกระแทกอย่างรุนแรง" เสียงจากกัปตันพูดขาด ๆ หาย ๆ ก่อนที่ยานจะหมุนเคว้งเป็นลูกข่าง

ผมรู้สึกยากจะอาเจียนออกมา สายตาพร่ามัวมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ผมมองไปที่เจิน เธอนั่งนิ่งหลับตาปี๋ มือจับกุมที่เข็มขัดนิรภัยไว้แน่น

"เจิน...ผมอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้" ผมตะโกนออกไปท่ามกลางเสียงระเบิดตูมด้านหน้ายาน แรงกระแทกเมื่อยานสัมผัสพื้นดิน กระเด้งกระดอนยาวไปไกลหลายกิโลเมตร ก่อนจะสงบนิ่งลง เสียงสัญญาณเตือนภัยต่าง ๆ ดังระงม ไฟในยานดับสนิท

เสียงร้องโอดโอยของคนในยานดังสะท้อนก้อง ท่ามกลางสมองกันมึนงงของผม สายตาพร่ามัวที่ทำท่าจะปิดลง แลเห็นใครบางคนมายืนอยู่ตรงหน้า

"เจมส์ เป็นไรไหม ไปเร็วเข้าลุกขึ้น"

เจินเขย่าตัวผม แล้วช่วยผมปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว ก่อนจะไปช่วยไมเคิลปลดเข็มนิรภัยอีกคน และเธอก็เดินวุ่นวายวิ่งไปช่วยคนโน้นทีคนนี้ที

"เอาละทุกคน หยิบเอาอาวุธ แล้วรีบออกไปจากยาน" ชายสูงใหญ่ในชุดทหารพูดขึ้น เขาคือ ผู้กองจอร์น คาเนล เขาเป็นผู้ดูแลอาสาสมัครทั้งหมด เดินมาสำรวจอาการคนเจ็บและช่วยขนย้ายคนเจ็บออกจากยานไปทีละคน

"ผู้กองครับ กัปตันเสียชีวิตครับ" นายทหารชั้นผู้น้อยวิ่งมาบอกเขา

คนฟังมีสีหน้าสลดลง รวมทั้งเจินด้วย ผมสังเกตเห็นเธอมือสั่นเล็กน้อย ดวงตาเริ่มแดง ก่อนที่จะหันหลังเดินออกจากยานไป

"แล้วทหารคนอื่น ๆ ล่ะ" ผู้กองจอร์นเอ่ยถาม สายตามองหาลูกคนอื่น ๆ

"ผมเดินสำรวจแล้ว ทุกคนไม่รอดครับ"

"บ้าเอ๊ย!! " ผู้กองสบถเสียงดัง

ทำเอาพลเรือนที่รอดชีวิตต่างหันมองหน้ากันไปมา คงเริ่มจะนึกไม่ออกแล้วจะเอาไงต่อดี ทหารที่จะไปกับพวกเรามีสิบนาย แต่ตอนนี้เหลือแค่สองนาย

พลเรือนที่นั่งมาบนยานลำนี้มียี่สิบคน ผมคาดคะเนจากสายตา ตอนนี้เหลือสิบกว่าคนเห็นจะได้ และบางคนบาดเจ็บสาหัส คงเดินเท้าต่อไปไม่ไหวแน่ ๆ

ผมถอนลมหายใจไม่อยากคิดอะไรต่อแล้ว จึงก้มลงหยิบปืนบนพื้น ปืนที่ได้รับแจกจากทหารตอนขึ้นยาน จับสายสะพานปีนคล้องไหล่ แล้วเดินตามเจินออกมานอกยาน

แสงแดดยามบ่ายร้อนกว่าที่คิด ผมพยายามมองหาเจิน และเห็นเธอนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ห่างจากยานไม่มากนัก

"นั่งด้วยได้ไหมครับ" ผมเอ่ยขึ้น และหย่อนก้นลงนั่งข้างเธอทันที โดยไม่รอคำอนุญาตจากเธอ

เธอไม่หันมองผมด้วยซ้ำ สายตาของเจินจับจ้องมองไปเพียงข้างหน้า ผมสัมผัสได้ถึงความเศร้าชนิดหนึ่งแผ่ออกมาจากตัวเธอ

"คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า" ผมเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบงัน

เธอหันมามองผมแล้วยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่บอกให้รู้ว่าไม่เป็นไร แต่แววตาเธอเศร้าเหลือเกิน

"กัปตันเคิร์ก คือพ่อฉันค่ะ"

ประโยคที่เธอพูดออกมาทำผมอ้าปากเหวอ

"เสียใจด้วยครับ" ผมไม่รู้ว่าคำพูดที่เอ่ยออกไปจะช่วยให้เจินรู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า แต่คงดีกว่าไม่พูดอะไรเลย

"ขอบคุณค่ะ แต่กัปตันไม่รู้หรอกค่ะว่าเขามีลูก ไม่รู้ว่ามีฉันอยู่ แม่เลิกกับพ่อตอนที่กำลังตั้งท้องฉัน แม่ก็ไม่รู้ พ่อเองก็ไม่รู้ค่ะ และแม่ก็ไม่เคยบอกพ่อเรื่องนี้ ตอนนั้นพ่อเป็นทหารประจำอยู่หน่วยรบพิเศษ กระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อย ๆ แม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังตอนฉันอายุสิบห้า หลังจากนั้นฉันจึงตั้งใจจะมาสอบเป็นทหาร เพื่อที่จะตามหาพ่อ ปีแรกที่ฉันมาสอบ ฉันสอบไม่ผ่าน และแม่เกิดป่วยหนัก ฉันจำต้องพักการสอบไว้ค่ะ  แม่ป่วยออดๆแอดๆ จำต้องมีคนดูแล ฉันจึงไม่มีโอกาสได้มาสอบเป็นทหารอีกเลย กระทั่งเสียงประกาศรับอาสาสมัครออกรบ ฉันรีบมาสมัครทันที และพอมารู้ว่ากัปตันบนยานที่ฉันนั่ง คือพ่อฉัน ยิ่งทำให้ฉันตื่นเต้น ฉันวางแผนจะไปหาเขา ไปบอกเขาว่าฉันคือลูก แต่คงไม่มีโอกาสอีกแล้วค่ะ"

เจินซบหน้าลงหัวเข่า ร่างบอบบางสั่นสะท้าน เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาเศร้าสร้อย ทำเอาผมสะท้อนในหัวใจ ความหวังของเธอคือการได้พบพ่อ ได้อยู่กับพ่อนี่เอง ผิดกับความหวังของผมลิบลับที่หวังเพียงเงินและหน้าที่การงาน

ผมยกมือลูบแผ่นหลังเธออย่างเบามือ ส่งคำปลอบโยนและกำลังใจทั้งหมดที่มีไปให้เธอผ่านการสัมผัสนี้

"ทุกคนมารวมตัวกันตรงนี้"

เสียงเรียกจากผู้กองจอห์น ทำให้ผมกับเจินรีบลุกไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ ผมมองสำรวจทุกคนที่เหลืออยู่ มีพลเรือนสิบเอ็ดคน ทหารสองนาย พลเรือนบาดเจ็บเกินครึ่ง ที่ยังร่างกายแข็งแรงอยู่ เห็นจะมีผม เจิน ไมเคิล และเด็กหนุ่มหน้าตาจริงจัง ที่ชื่อแดนนี่

"คนที่บาดเจ็บ ผมคิดว่าพวกคุณคงเดินต่อไปไม่ไหวแน่ๆ กว่าเราจะเดินไปถึงเขต 1 คงใช้เวลา 1 วันเต็มๆ อาการบาดเจ็บของพวกคุณจะยิ่งรุนแรงขึ้นเพราะเราไม่มียารักษา ผมอยากให้พวกคุณหาที่ซ่อนที่เขต 4 และเมื่อผมไปถึงเขต 1 ผมจะให้รถมารับพวกคุณ"

ผู้กองจอห์นหันมาพูดกับทุกคน สายตาจับจ้องไปยังคนเจ็บที่มีอาการขาหักแขนหักหรือบางคนได้รับบาดเจ็บหลังกระแทก และมีบางคนหัวแตก ผู้กองทำได้เพียงการปฐมพยาบาลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

" ใครที่คิดว่าตัวเองยังพอเดินไหว มากับผม" ผู้กองพูดขึ้นอีกครั้ง

(มีต่อครับ) ^^
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่