บ้านเราอยู่กันแค่สองคนค่ะ พ่อแม่เลิกกันตั้งแต่เด็ก ส่วนเราอยู่กับแม่ แต่เราไม่มีปัญหากับตรงนี้เลยค่ะ ปกติมากๆไม่ได้รู้สึกว่าขาดหรืออยากให้ครอบครัวอยู่กันครบอะไร เพราะเราชินแล้วค่ะ เขาอยู่แยกกันตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะเพราะเราปกติเกินไปแม่เลยชอบพูดเปรียบเทียบเรากับพ่อ ซึ่งค่อนข้างทำให้เรารู้สึกแย่มากค่ะ เขาจะพูดทุกครั้งที่เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พอไม่พอใจก็จะพูดว่า (เลือดมันแรง, ยีนฝั่งนู้นเยอะ)
เรารู้สึกแย่มากๆค่ะ เพราะเราว่าเราก็คือเราไม่ได้เหมือนใคร แล้วเราผิดเหรอคะที่เลือกเกิดไม่ได้ เลือกพ่อแม่ไม่ได้แล้วเพราะเราไม่ได้ขาดความอบอุ่นเกี่ยวกับเรื่องนี่เลยจะพูดทำร้ายจิตใจเราเรื่องนี้ยังไงก็ได้เหรอคะ
แล้วเวลาเรารู้สึกแย่เวลาแม่พูดอะไรแย่ๆใส่เรา เราเสียใจเลยร้องไห้บ่อยมากค่ะ เพราะเขาทำแบบนี้บ่อยมาก เขาจะใช้น้ำเสียงไม่พอใจถามเราว่า (แล้วร้องไห้ทำไม, ทำไมต้องร้องไห้ด้วย) ซึ่งยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม
หรือเมื่อก่อนเวลาที่เรามีอะไรที่ไม่สบายใจหรือเราเหนื่อยหับอะไรบางอย่าง เราก็เอามาบ่นให้แม่ฟังบ้างค่ะ แต่เราแค่บ้นนิดเดียวจริงๆ ปกติแค่ไม่กี่นาทีแม่เราก็จะบอกว่า (แล้วจะบ่นทำไม เรื่องแค่นี้ คนอื่นเขาเหนื่อยหว่าตั้งเยอะ) คือเรารู้ค่ะว่ามีคนที่เหนื่อยกว่าเรา แต่เราแค่อยากได้กำลังใจนิดๆหน่อยๆไม่ได้เลยเหรอ แค่รับฟังเฉยๆก็ได้ ปัจุบันเวลามีเรื่องอะไรที่เราเดือดร้อนเลยพยายามเลี่ยงๆไม่เล่าให้เขาฟังแล้วจัดการด้วยตัวเองค่ะ
ปกติเวลาอยู่โรงเรียนเรามีความสุขมากค่ะ เราเรียนปกติ มีเพื่อน ทำกิจกรรม เล่นดนตรี เล่นกีฬา ลงแข่งลงประกวดเยอะมากตั้งแต่เด็กจนโต เรามักจะเป็นลูกรักครูด้วยค่ะ ครูมักจะเป็นคนที่พูดชมเราว่าเราเก่งอย่างนู้นเก่งอย่างนี้ อนาคตไกล มีความสามารถ แต่แม่เรากลับไม่เคยทำแบบนั้นเลยทั้งที่เราต้องการมันจากแม่มากที่สุดไม่ใช่ครู เขามักจะชมเราแบบผ่านๆ หรือไม่ก็เอาไปเทียบกับคนอื่นว่ามีคนที่เก่งกว่านี้ และเรารู้สึกว่าแม่อยากให้เราสอบได้ที่นู่นที่นี่เพราะจะได้เอาไปพูดกับคนอื่นได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราชอบอยู่โรงเรียนและไม่อยากกลับบ้านค่ะ
ช่วงม6 เป็นช่วงที่เราเครียดเรื่องมหาลัยค่ะ เพราะแม่เราอยากให้ไปเรียนต่างประเทศ แต่เราอยากอยู่ไทยมากกว่า เราบอกเขาตรงๆตั้งแต่แรกและพูดตลอดว่าเราอยากอยู่ไทย ไม่ได้อยากไปเรียนตปท แต่เขามักจะบอกว่า (ตามใจเรานะ"แต่"ถ้าเป็นแม่..... คิดเอานะ) คือถ้าอยู่ไทยเราจะได้เรียนในสิ่งที่เราชอบค่ะ แต่เป็นที่พูดกันว่าหางานยากและเงินเดือนน้อย แต่ถ้าเราไปเรียนตปทเราจะต้องไปเรียนอาชีพเกี่ยวกับการบินค่ะ ซึ่งมีเงินเดือนสูงมาก และสุดท้ายเราก็ใจไม่แข็งพอค่ะ เราไปเรียนตปทตามที่แม่เราอยากให้ไป ซึ่งตอนที่เราไปที่นั่นเราก็ทำเองทุกอย่างค่ะ แม่เราช่วยเรื่องเอกสารวีซ่าส่วนตัว แต่เราสมัครทุกอย่างของมหาลัยเอง ซึ่งตอนนั้นแม่กดดันเรามากๆ และเราก็ย้ายไปอยู่ตปทคนเดียว(ไปอยู่กับคนอื่น) คือมันกดดันแล้วก็เครียดมาก ภายนอกเราเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งประมาณนึงค่ะ ถ้าเราไม่เครียดจนถึงที่สุดก็จะไม่ไประบายกับใครแต่จะเก็บไว้เอง ทำให้ตอนนั้นเรากลายเป็นซึมเศร้าค่ะ เรานอนร้องไห้ตอนกลางคืนบ่อยมาก เวลานอนก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย หมดกำลังใจในการใช้ชีวิตค่ะ เหมือนหายใจทิ้งไปวันๆและมี passive suicide ideationค่ะ เราไม่ได้เป็นhome sickนะคะ เราเคยเป็นแล้วอาการต่างกันเลย home sickคือคืดถึงบ้านคิดถึงเพื่อน แต่นี่เราไม่คิดอะไรเลยค่ะ รู้สึกเหมือนว่าถ้าหายไปได้คงมีความสุขกว่ามีชีวิตอยู่ เราเป็นจนเข้ามหาลัยได้หลายเดือนอาการก็ดีขึ้นค่ะ
จนตอนนี้เรากลับมาอยู่บ้านค่ะ เพราะโควิด19
วันนี้เราทะเลาะกับแม่ จะเรียกทะเลาะก็ไม่เชิง เพราะปกติเราให้เขาพูดอยู่ฝ่ายเดียว เพราะกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปเขาจะคิดว่าเราเถียงแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง
คือเขาถามเราเรื่องเกี่ยวกับการสร้างบ้าน โครงสร้างของบ้านเพราะเขาอยากจะทำธุรกิจทางด้านนี้ ตอนนั้นเราไม่ได้ตอบอะไรออกไปค่ะเพราะมันเช้ามากแล้วเรายังอึนๆแล้วก่อนหน้านี้เราก็รู้สึกพะอืมพะอมเหมือนจะอ้วกด้วยค่ะเลยไม่ค่อยมีสติเท่าไร เขาเลยถามอีกว่าเคยเรียนหรือยัง (ตอนม6เราเคยติวสถาปัตย์ที่ไทย แต่แค่ปีเดียว) เราก็ตอบไปตามตรงว่า ยัง มันแค่ปีเดียว ยังเรียนแค่ร่างแบบอยู่เลย แบบนั้นต้องเข้าไปเรียนในมหาลัย
แต่กลายเป็นหลังจากนั้นเขาว่าเราค่ะ เหมือนว่าเราไม่ขวนขวายจะช่วยเขา มีหลายข้อแม้ที่จะช่วยเขา คือก่อนหน้านี้เขาก็มาถามเราเกี่ยวกับเรื่องทำบ้านสร้างบ้าน และเราก็แสดงความคิดเห็นของเราตลอด ซึ่งเขาอาจจะมองว่าเราเถียง เพราะหลายๆความคิดเราไม่ตรงกับเขาค่ะ เราก็คิดแบบเราแค่เพราะมันขัดแย้งกับเขาเลยอาจจะทำให้ดูเหมือนเราไม่อยากช่วยเขาเหรอคะ
หลังจากนั้นเขาก็ว่าเราไปสักพักค่ะ แล้วก็บอกว่าถ้าเรายังเป็นแบบนี้ อนาคตครอบครัวเราคงไปไม่รอด ไม่มีใครเขาอยู่กับคนแบบนี้ เราเจ็บกับประโยคแบบนี้มากค่ะ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ เขาพูดเกือบทุกครั้งที่เราเห็นอะไรไม่ตรงกันหรือเราทำอะไรให้แม่ไม่พอใจค่ะ คำพูดว่า(ถ้ายังเป็นแบบนี้ชีวิตคงจะล้มเหลว, จะไม่เจริญ, ไปได้ไม่ไกล)คำพูดประมาณนี้เราได้ยินจนจำได้เลยค่ะ
เวลาเราอยู่นอกบ้านเรามีสังคมทั้งเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องมากมาย เรามีความสุขมีคนที่เชื่อใจเรา ทุกคนมองว่าเรามีชีวิตที่ดีมีอนาคตไกล และเราก็เชื่อมั่นในตัวเองว่าชีวิตเราหรือครอบครัวเราจะไม่ล้มเหลว หรือถ้าเราจะเลิกกับสามีในอนาคตนั่นก็ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตของเรา เราเริ่มต้นใหม่ได้ แต่พอได้ยินอะไรแบบนี้จากคนที่เรารักบ่อยๆมันเสียใจและท้อจริงๆค่ะ คนที่ใกล้ชิดเรามากที่สุดกลับเป็นคนที่ไม่เข้าใจและไม่เชื่อมั่นในตัวเราที่สุด
แล้วแม่เราก็พูดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเราขึ้นมาค่ะ เขาบอกว่าถ้างั้นก็ให้เราออกไปหางานทำเองไหม กระ

กระสนหาเงินเรียนเอง แล้วเขาจะหยุดทำทุกอย่างอยู่บ้านเฉยๆ อาชีพเราในอนาคตเดี๋ยวก็หาเงิน(ค่าเลี้ยงดู)มาคืนเขาได้ เพราะเงินเดือนเยอะ
เราก็เงียบไปค่ะเพราะรู้สึกแย่มาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ค่ะ เรารู้สึกเป็นหนี้เขาตลอด ต้องทำงานหาเงินมาใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูเขาในอนาคต แม่เคยเอาบัญชีค่าเลี้ยงดูเราตั้งแต่เกิดมาให้เราดูค่ะ สรุปคร่าวๆว่าทั้งชีวิตเราใช้เงินไปเท่าไร แล้วเราต้องคืนเท่าไร หรือมันเป็นเรื่องปกติคะ เคยมีพ่อแม่ใครเคยทำแบบนี้ไหมคะ ตอนนั้นแม่บอกว่าไม่ได้จะทวงบุญคุณอะไรแค่อยากให้เห็นว่ากว่าจะเลี้ยงเราจนโตขนาดนี้เขาเหนื่อยขนาดไหน เรารับรู้และเข้าใจมาตลอดค่ะว่าเขาเหนื่อย มีงานบ้านอะไรเราก็ช่วย เราทำกับข้าวเป็นตั้งแต่เด็กๆ ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ยังเด็ก แต่เราก็ห้ามความรู้สึกแย่ๆไม่ได้เลยค่ะ เรารู้สึกเหมือนเราเป็นการลงทุนระยะยาว เป็นสินค้าที่แม่เราผลิตขึ้นมา ลงทุนกับเรา แล้วหวังกำไรในอนาคต บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นชีวิตมี่สองของเขาค่ะ และถึงตอนนั้นจะรู้สึกแย่มากแค่ไหนก็ต้องทำเป็นรับรู้และเข้าใจเขา
แล้วแม่เราก็บอกว่ามีอะไรให้พูด ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้พูด เพราะเราไม่อยากพูดค่ะ เพราะเรายังไม่ได้เรียบเรียงคำพูด และในสถานการณ์แบบตอนนั้นจากประสบการณ์เรา ถ้าเราไม่พูดเขาก็จะเอาเราไปเทียบกับพ่อว่าไม่ยอมพูด แต่ถ้าเราพูดอะไรออกไปก็มีแต่ทำให้แย่ลง ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เราพูดว่า แม่ไม่ต้องคิดเรื่องหนูตลอดเวลาก็ได้ มันเป็นชีวิตของแม่ และหมายความว่าเราไม่อยากให้เขาลงทุนกับเรามากมายขนาดนี้ เราอยากให้เขามีความสุข บางทีเขายึดติดเกินไป เราอยากให้เขาปล่อยวางลงบ้าง ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุข
กลายเป็นว่าเขาโกรธมากค่ะ พูดเหมือนว่าเราไม่อยากมีความสัมพันธ์แม่ลูกกับเขา ตอนนั้นก็มึนมาก ไม่ค่อยมีสติคิดอะไร เราก็ก้มหน้าฟังที่เขาพูดว่าเราต่อไปค่ะ และสุดท้ายเขาก็ทิ้งเราไว้ข้างหลังให้เราเดินคนเดียว(ตอนนั้นอยู่ข้างนอกแถวๆบ้านค่ะ) เราเลยตัดสินใจเดินกลับบ้านมาก่อน ไปอาเจียนแล้วก็ร้องไห้อยู่ในห้องน้ำค่ะ พอแม่เรากลับบ้านเขาก็อาบน้ำออกไปข้างนอกเลยโดยไม่บอกเราว่าไปไหนกลับมาอีกทีเย็นค่ะ ส่วนเราก็อยู่กับความไม่เข้าใจและเสียใจเราร้องไห้คิดถึงสิ่งที่เขาพูดทั้งวัน
ทุกๆอย่างทำให้เราไม่อยากอยู่บ้านนี้ค่ะ เราอยากออกไปจากบ้านหลังนี้ เราคิดแบบนี้หลายครั้งแล้วค่ะ เพราะเราไม่เป็นตัวของตัวเองที่นี่ จะทำอะไรจะพูดอะไรก็ต้องคอยระวังจะโดนว่า เราเป็นคนมั่นใจกล้าพูดกล้าแสดงออกเพราะเพื่อนเพราะครูที่โรงเรียนค่ะ คนเหล่านี้คอยให้กำลังใจเราตลอดและเข้าใจว่าเราเจอกับอะไร ต้องการอะไร ในขณะที่บ้านเรากลายเป็นที่บั่นทอนกำลังใจและความั่นใจของเราค่ะ
ตอนนี้เราโตบรรลุนิติภาวะแล้วค่ะ ถ้าเราออกจากบ้านตอนนี้ก็ทำได้เลย มีที่อยู่และเงินพอให้เราเรียนจนจบ ที่ไทย อาจจะลำบากหน่อยไม่ได้สบายเหมือนปัจุบันแต่ก็ไม่ได้เดือนร้อนอะไรค่ะ และถ้าเราซิ่วเราต้องซิ่วมาอยู่ปีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆเราขึ้นปีสี่ค่ะ แล้วในอนาคตเราคงทยอยหาเงินมาใช้คืนแม่เรา แต่คงไม่อยู่บ้านตลอดเหมือนทุกวันนี้ค่ะ
แต่ถึงเราจะเสียใจมากจนไม่อยากอยู่กับแม่อีกต่อไปเราก็ยังคิดถึงแม่อยู่ดีค่ะ เป็นห่วงกลัวว่าเขาจะเหงา เพราะเขามีเราคนเดียว แต่เราก็กลัวว่าในอนาคตเราจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ต้องเสียใจอยู่แบบนี้ไปอีกกี่สิบปี เราไม่เคยรู้สึกว่าแม่เราใส่ใจความรู้สึกอะไรของเราเลย ทุกคำพูดของเขาว่ามันจะทำร้ายจิตใจเราไหม เราจะเสียใจไหม รู้สึกยังไง
เรารักแม่นะคะ แต่เราไม่รู้ว่าแม่รักเราเป็นลูกหรือรักเราเป็นสินค้า
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากให้ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยค่ะว่าเราควรทำยังไงต่อ หรือมีความคิดเห็นเรื่องนี้ยังไง เราเป็นคนผิดหรือไม่ดีไหมคะ
เราไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่บ้าน เหมือนแม่มองเราเป็นสินค้าที่หวังกำไรในอนาคต
เรารู้สึกแย่มากๆค่ะ เพราะเราว่าเราก็คือเราไม่ได้เหมือนใคร แล้วเราผิดเหรอคะที่เลือกเกิดไม่ได้ เลือกพ่อแม่ไม่ได้แล้วเพราะเราไม่ได้ขาดความอบอุ่นเกี่ยวกับเรื่องนี่เลยจะพูดทำร้ายจิตใจเราเรื่องนี้ยังไงก็ได้เหรอคะ
แล้วเวลาเรารู้สึกแย่เวลาแม่พูดอะไรแย่ๆใส่เรา เราเสียใจเลยร้องไห้บ่อยมากค่ะ เพราะเขาทำแบบนี้บ่อยมาก เขาจะใช้น้ำเสียงไม่พอใจถามเราว่า (แล้วร้องไห้ทำไม, ทำไมต้องร้องไห้ด้วย) ซึ่งยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม
หรือเมื่อก่อนเวลาที่เรามีอะไรที่ไม่สบายใจหรือเราเหนื่อยหับอะไรบางอย่าง เราก็เอามาบ่นให้แม่ฟังบ้างค่ะ แต่เราแค่บ้นนิดเดียวจริงๆ ปกติแค่ไม่กี่นาทีแม่เราก็จะบอกว่า (แล้วจะบ่นทำไม เรื่องแค่นี้ คนอื่นเขาเหนื่อยหว่าตั้งเยอะ) คือเรารู้ค่ะว่ามีคนที่เหนื่อยกว่าเรา แต่เราแค่อยากได้กำลังใจนิดๆหน่อยๆไม่ได้เลยเหรอ แค่รับฟังเฉยๆก็ได้ ปัจุบันเวลามีเรื่องอะไรที่เราเดือดร้อนเลยพยายามเลี่ยงๆไม่เล่าให้เขาฟังแล้วจัดการด้วยตัวเองค่ะ
ปกติเวลาอยู่โรงเรียนเรามีความสุขมากค่ะ เราเรียนปกติ มีเพื่อน ทำกิจกรรม เล่นดนตรี เล่นกีฬา ลงแข่งลงประกวดเยอะมากตั้งแต่เด็กจนโต เรามักจะเป็นลูกรักครูด้วยค่ะ ครูมักจะเป็นคนที่พูดชมเราว่าเราเก่งอย่างนู้นเก่งอย่างนี้ อนาคตไกล มีความสามารถ แต่แม่เรากลับไม่เคยทำแบบนั้นเลยทั้งที่เราต้องการมันจากแม่มากที่สุดไม่ใช่ครู เขามักจะชมเราแบบผ่านๆ หรือไม่ก็เอาไปเทียบกับคนอื่นว่ามีคนที่เก่งกว่านี้ และเรารู้สึกว่าแม่อยากให้เราสอบได้ที่นู่นที่นี่เพราะจะได้เอาไปพูดกับคนอื่นได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราชอบอยู่โรงเรียนและไม่อยากกลับบ้านค่ะ
ช่วงม6 เป็นช่วงที่เราเครียดเรื่องมหาลัยค่ะ เพราะแม่เราอยากให้ไปเรียนต่างประเทศ แต่เราอยากอยู่ไทยมากกว่า เราบอกเขาตรงๆตั้งแต่แรกและพูดตลอดว่าเราอยากอยู่ไทย ไม่ได้อยากไปเรียนตปท แต่เขามักจะบอกว่า (ตามใจเรานะ"แต่"ถ้าเป็นแม่..... คิดเอานะ) คือถ้าอยู่ไทยเราจะได้เรียนในสิ่งที่เราชอบค่ะ แต่เป็นที่พูดกันว่าหางานยากและเงินเดือนน้อย แต่ถ้าเราไปเรียนตปทเราจะต้องไปเรียนอาชีพเกี่ยวกับการบินค่ะ ซึ่งมีเงินเดือนสูงมาก และสุดท้ายเราก็ใจไม่แข็งพอค่ะ เราไปเรียนตปทตามที่แม่เราอยากให้ไป ซึ่งตอนที่เราไปที่นั่นเราก็ทำเองทุกอย่างค่ะ แม่เราช่วยเรื่องเอกสารวีซ่าส่วนตัว แต่เราสมัครทุกอย่างของมหาลัยเอง ซึ่งตอนนั้นแม่กดดันเรามากๆ และเราก็ย้ายไปอยู่ตปทคนเดียว(ไปอยู่กับคนอื่น) คือมันกดดันแล้วก็เครียดมาก ภายนอกเราเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งประมาณนึงค่ะ ถ้าเราไม่เครียดจนถึงที่สุดก็จะไม่ไประบายกับใครแต่จะเก็บไว้เอง ทำให้ตอนนั้นเรากลายเป็นซึมเศร้าค่ะ เรานอนร้องไห้ตอนกลางคืนบ่อยมาก เวลานอนก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย หมดกำลังใจในการใช้ชีวิตค่ะ เหมือนหายใจทิ้งไปวันๆและมี passive suicide ideationค่ะ เราไม่ได้เป็นhome sickนะคะ เราเคยเป็นแล้วอาการต่างกันเลย home sickคือคืดถึงบ้านคิดถึงเพื่อน แต่นี่เราไม่คิดอะไรเลยค่ะ รู้สึกเหมือนว่าถ้าหายไปได้คงมีความสุขกว่ามีชีวิตอยู่ เราเป็นจนเข้ามหาลัยได้หลายเดือนอาการก็ดีขึ้นค่ะ
จนตอนนี้เรากลับมาอยู่บ้านค่ะ เพราะโควิด19
วันนี้เราทะเลาะกับแม่ จะเรียกทะเลาะก็ไม่เชิง เพราะปกติเราให้เขาพูดอยู่ฝ่ายเดียว เพราะกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปเขาจะคิดว่าเราเถียงแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง
คือเขาถามเราเรื่องเกี่ยวกับการสร้างบ้าน โครงสร้างของบ้านเพราะเขาอยากจะทำธุรกิจทางด้านนี้ ตอนนั้นเราไม่ได้ตอบอะไรออกไปค่ะเพราะมันเช้ามากแล้วเรายังอึนๆแล้วก่อนหน้านี้เราก็รู้สึกพะอืมพะอมเหมือนจะอ้วกด้วยค่ะเลยไม่ค่อยมีสติเท่าไร เขาเลยถามอีกว่าเคยเรียนหรือยัง (ตอนม6เราเคยติวสถาปัตย์ที่ไทย แต่แค่ปีเดียว) เราก็ตอบไปตามตรงว่า ยัง มันแค่ปีเดียว ยังเรียนแค่ร่างแบบอยู่เลย แบบนั้นต้องเข้าไปเรียนในมหาลัย
แต่กลายเป็นหลังจากนั้นเขาว่าเราค่ะ เหมือนว่าเราไม่ขวนขวายจะช่วยเขา มีหลายข้อแม้ที่จะช่วยเขา คือก่อนหน้านี้เขาก็มาถามเราเกี่ยวกับเรื่องทำบ้านสร้างบ้าน และเราก็แสดงความคิดเห็นของเราตลอด ซึ่งเขาอาจจะมองว่าเราเถียง เพราะหลายๆความคิดเราไม่ตรงกับเขาค่ะ เราก็คิดแบบเราแค่เพราะมันขัดแย้งกับเขาเลยอาจจะทำให้ดูเหมือนเราไม่อยากช่วยเขาเหรอคะ
หลังจากนั้นเขาก็ว่าเราไปสักพักค่ะ แล้วก็บอกว่าถ้าเรายังเป็นแบบนี้ อนาคตครอบครัวเราคงไปไม่รอด ไม่มีใครเขาอยู่กับคนแบบนี้ เราเจ็บกับประโยคแบบนี้มากค่ะ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ เขาพูดเกือบทุกครั้งที่เราเห็นอะไรไม่ตรงกันหรือเราทำอะไรให้แม่ไม่พอใจค่ะ คำพูดว่า(ถ้ายังเป็นแบบนี้ชีวิตคงจะล้มเหลว, จะไม่เจริญ, ไปได้ไม่ไกล)คำพูดประมาณนี้เราได้ยินจนจำได้เลยค่ะ
เวลาเราอยู่นอกบ้านเรามีสังคมทั้งเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องมากมาย เรามีความสุขมีคนที่เชื่อใจเรา ทุกคนมองว่าเรามีชีวิตที่ดีมีอนาคตไกล และเราก็เชื่อมั่นในตัวเองว่าชีวิตเราหรือครอบครัวเราจะไม่ล้มเหลว หรือถ้าเราจะเลิกกับสามีในอนาคตนั่นก็ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตของเรา เราเริ่มต้นใหม่ได้ แต่พอได้ยินอะไรแบบนี้จากคนที่เรารักบ่อยๆมันเสียใจและท้อจริงๆค่ะ คนที่ใกล้ชิดเรามากที่สุดกลับเป็นคนที่ไม่เข้าใจและไม่เชื่อมั่นในตัวเราที่สุด
แล้วแม่เราก็พูดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเราขึ้นมาค่ะ เขาบอกว่าถ้างั้นก็ให้เราออกไปหางานทำเองไหม กระ
เราก็เงียบไปค่ะเพราะรู้สึกแย่มาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ค่ะ เรารู้สึกเป็นหนี้เขาตลอด ต้องทำงานหาเงินมาใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูเขาในอนาคต แม่เคยเอาบัญชีค่าเลี้ยงดูเราตั้งแต่เกิดมาให้เราดูค่ะ สรุปคร่าวๆว่าทั้งชีวิตเราใช้เงินไปเท่าไร แล้วเราต้องคืนเท่าไร หรือมันเป็นเรื่องปกติคะ เคยมีพ่อแม่ใครเคยทำแบบนี้ไหมคะ ตอนนั้นแม่บอกว่าไม่ได้จะทวงบุญคุณอะไรแค่อยากให้เห็นว่ากว่าจะเลี้ยงเราจนโตขนาดนี้เขาเหนื่อยขนาดไหน เรารับรู้และเข้าใจมาตลอดค่ะว่าเขาเหนื่อย มีงานบ้านอะไรเราก็ช่วย เราทำกับข้าวเป็นตั้งแต่เด็กๆ ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ยังเด็ก แต่เราก็ห้ามความรู้สึกแย่ๆไม่ได้เลยค่ะ เรารู้สึกเหมือนเราเป็นการลงทุนระยะยาว เป็นสินค้าที่แม่เราผลิตขึ้นมา ลงทุนกับเรา แล้วหวังกำไรในอนาคต บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นชีวิตมี่สองของเขาค่ะ และถึงตอนนั้นจะรู้สึกแย่มากแค่ไหนก็ต้องทำเป็นรับรู้และเข้าใจเขา
แล้วแม่เราก็บอกว่ามีอะไรให้พูด ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้พูด เพราะเราไม่อยากพูดค่ะ เพราะเรายังไม่ได้เรียบเรียงคำพูด และในสถานการณ์แบบตอนนั้นจากประสบการณ์เรา ถ้าเราไม่พูดเขาก็จะเอาเราไปเทียบกับพ่อว่าไม่ยอมพูด แต่ถ้าเราพูดอะไรออกไปก็มีแต่ทำให้แย่ลง ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เราพูดว่า แม่ไม่ต้องคิดเรื่องหนูตลอดเวลาก็ได้ มันเป็นชีวิตของแม่ และหมายความว่าเราไม่อยากให้เขาลงทุนกับเรามากมายขนาดนี้ เราอยากให้เขามีความสุข บางทีเขายึดติดเกินไป เราอยากให้เขาปล่อยวางลงบ้าง ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุข
กลายเป็นว่าเขาโกรธมากค่ะ พูดเหมือนว่าเราไม่อยากมีความสัมพันธ์แม่ลูกกับเขา ตอนนั้นก็มึนมาก ไม่ค่อยมีสติคิดอะไร เราก็ก้มหน้าฟังที่เขาพูดว่าเราต่อไปค่ะ และสุดท้ายเขาก็ทิ้งเราไว้ข้างหลังให้เราเดินคนเดียว(ตอนนั้นอยู่ข้างนอกแถวๆบ้านค่ะ) เราเลยตัดสินใจเดินกลับบ้านมาก่อน ไปอาเจียนแล้วก็ร้องไห้อยู่ในห้องน้ำค่ะ พอแม่เรากลับบ้านเขาก็อาบน้ำออกไปข้างนอกเลยโดยไม่บอกเราว่าไปไหนกลับมาอีกทีเย็นค่ะ ส่วนเราก็อยู่กับความไม่เข้าใจและเสียใจเราร้องไห้คิดถึงสิ่งที่เขาพูดทั้งวัน
ทุกๆอย่างทำให้เราไม่อยากอยู่บ้านนี้ค่ะ เราอยากออกไปจากบ้านหลังนี้ เราคิดแบบนี้หลายครั้งแล้วค่ะ เพราะเราไม่เป็นตัวของตัวเองที่นี่ จะทำอะไรจะพูดอะไรก็ต้องคอยระวังจะโดนว่า เราเป็นคนมั่นใจกล้าพูดกล้าแสดงออกเพราะเพื่อนเพราะครูที่โรงเรียนค่ะ คนเหล่านี้คอยให้กำลังใจเราตลอดและเข้าใจว่าเราเจอกับอะไร ต้องการอะไร ในขณะที่บ้านเรากลายเป็นที่บั่นทอนกำลังใจและความั่นใจของเราค่ะ
ตอนนี้เราโตบรรลุนิติภาวะแล้วค่ะ ถ้าเราออกจากบ้านตอนนี้ก็ทำได้เลย มีที่อยู่และเงินพอให้เราเรียนจนจบ ที่ไทย อาจจะลำบากหน่อยไม่ได้สบายเหมือนปัจุบันแต่ก็ไม่ได้เดือนร้อนอะไรค่ะ และถ้าเราซิ่วเราต้องซิ่วมาอยู่ปีหนึ่ง ส่วนเพื่อนๆเราขึ้นปีสี่ค่ะ แล้วในอนาคตเราคงทยอยหาเงินมาใช้คืนแม่เรา แต่คงไม่อยู่บ้านตลอดเหมือนทุกวันนี้ค่ะ
แต่ถึงเราจะเสียใจมากจนไม่อยากอยู่กับแม่อีกต่อไปเราก็ยังคิดถึงแม่อยู่ดีค่ะ เป็นห่วงกลัวว่าเขาจะเหงา เพราะเขามีเราคนเดียว แต่เราก็กลัวว่าในอนาคตเราจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ต้องเสียใจอยู่แบบนี้ไปอีกกี่สิบปี เราไม่เคยรู้สึกว่าแม่เราใส่ใจความรู้สึกอะไรของเราเลย ทุกคำพูดของเขาว่ามันจะทำร้ายจิตใจเราไหม เราจะเสียใจไหม รู้สึกยังไง
เรารักแม่นะคะ แต่เราไม่รู้ว่าแม่รักเราเป็นลูกหรือรักเราเป็นสินค้า
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากให้ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยค่ะว่าเราควรทำยังไงต่อ หรือมีความคิดเห็นเรื่องนี้ยังไง เราเป็นคนผิดหรือไม่ดีไหมคะ