อันดับแรกขอออกตัวก่อนเลยนะคะว่าเล่าเรื่องไม่ค่อยเก่ง แต่ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ การสร้างหนี้ให้กับตัวเองหลัก 4 ล้าน++ ค่ะ เลยอยากเอามาแชร์เผื่อใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกับที่เราเคยเจอ
เริ่มจากการที่บ้านเกิดเราอยู่จ.สมุทรสาคร แต่มาทำงานที่กทม. และพักอาศัยอยู่บ้านญาติ ทำงานมาสักระยะ(เข้าปีที่ 10 ) เริ่มมั่นใจว่าคงไม่กลับไปอยู่บ้านเกิด จึงคิดจะซื้อคอนโดเป็นของตัวเอง(ที่เลือกซื้อคอนโดเพราะเราทำงานในเมือง การเดินทางจะใช้ bts/mrt และอยู่คนเดียว) และหากไม่มีภาระและไม่มีหนี้เราก็จะไม่มีมานะในการทำงานเก็บเงิน(เรายึดหลักที่ว่าถ้าไม่มีหนี้ก็ไม่มีของ เพราะบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร เราเองก็ทำงานเป็นพนักงานเอกชนจะเอาเงินก้อนมาซื้อของหลักหลายล้านคงเป็นไปได้ยาก)
เมื่อตัดสินใจจะซื้อ และได้ปรึกษาผ่านการอนุมัติจากแม่เรียบร้อย เราจึงเริ่มดำเนินการ
1.ขั้นแรกคือทำให้ฐานเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ผ่านในราคาคอนโดที่ต้องการซื้อ(จากที่ได้ยินคือล้านละ 8 พัน) และเคลียร์ภาระหนี้บัตรเครดิตต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะธ.จะเช็คเครดิตบูโรตอนยื่นเรื่องกู้(ในส่วนการเคลียร์หนี้ต่างๆ ทุกท่านคงทราบข้อมูลกันอยู่แล้วเราขอข้ามไปนะคะ)
2.ฐานเงินเดือนปัจจุบันที่เราได้อยู่ที่ 28,000++ แต่ด้วยเรทราคาคอนโดย่านที่เราจะซื้อค่อนข้างสูง ราคา/ห้อง(30 sq.m.) ประมาณ 3.5 ล้าน++ เราจึงต้องปั่นให้ฐานเงินเดือนสูงขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าฐานเงินจะสามารถกู้ผ่าน เราโชคดีตรงที่มีญาติที่เปิดบ. และจดทะเบียนเป็นหจก. แบบถูกต้อง เราจึงขอเป็นพนักงาน(แบบในนาม) เพื่อเวลายื่นเอกสารจะได้มีหลักฐานอ้างอิงจำพวก สัญญาจ้าง,หนังสือรับรองเงินเดือน และสลิปเงินเดือน สำหรับยื่นธ. (***แต่เราต้องเอาเงินเข้าบัญชีเพื่อยื่นยันว่าได้รับเงินเดือนจริงทุกเดือนด้วยนะคะ) เบ็ดเสร็จฐานเงิน:เดือนเรา อยู่ที่ 53,000.-
3.เราปั่น Statement แบบนี้มาเรื่อยๆ (1 ปี 2 เดือน)(โดยระหว่างนี้ก็ตระเวนดูห้องตัวอย่างคอนโดไปพลางๆ) จนได้เจอห้องที่ถูกใจ ทั้งทำเล แบบและแปลนที่ชอบ รวมถึงระยะเวลาสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่พอดีกับที่เรากำหนดไว้
4.เราจึงตัดสินใจวางเงินจอง จำนวน 5,000 บาท ซึ่งตอนที่ยอมจองห้องนั้นไปเพราะมีอีก 2 เจ้า ที่มาดูห้องพร้อมกันและจะซื้อเหมือนกัน (***ซึ่งไม่ควรทำตามอย่างยิ่งนะคะ เราสามารถจดตำแหน่ง และมาหาซื้อได้เว็ปประกาศขายต่างๆ ที่จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาที่ sale คอนโดขายค่ะ) //แต่เราเจอ sale ใจดีค่ะ นางให้เราจองไปก่อนและสามารถเปลี่ยนห้องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
5.และหลังจากที่จองไป ทาง sale จะนัดเซ็นต์สัญญาจะซื้อจะขายพร้อมชำระเงินอีก 45,000.- หลังจองประมาณ 1 สัปดาห์ แต่เราขอเวลาได้ 3 สัปดาห์ทาง sale ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ(เนื่องจากเราต้องการศึกษาตำแหน่งห้องอื่นๆ และราคาขาย resale ค่ะ)
6.จริงๆ คือมีห้องตำแหน่งอื่นๆ ที่วิวดี ขายในราคาถูกแบบขาดทุนหลายห้องเลยค่ะ แต่เราเป็นคนหัวดื้อ และจากที่วิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ตัวเองแล้วเรายังยืนยันจะเลือกห้องนี้ตามเดิมค่ะ เพราะเราเลือกแล้วเรามั่นใจแบบนั้น
7.ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขาย เราให้ sale ส่ง contact เราให้ธ.ที่เป็น partner กับทางโครงการติดต่อหาเราเพื่อยื่น pre approve ให้ผ่านก่อน (เราคิดเองว่าหากยื่นกู้ไม่ผ่านเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าสัญญา และไม่ซื้อ)
8.ขั้นตอนเตรียมเอกสารสำหรับยื่น pre approve (ในส่วนที่เราส่งให้ธ.ไปนะคะ)
8.1 แบบยื่นเสียภาษีประจำปีย้อนหลัง 2 ปี(ทางแบงค์จะเรียกว่าภงด90 หรือ 91) พร้อมใบเสร็จรับเงิน(กรณีที่มีการเสียภาษี)
8.2 Statement บัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน(ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.3 Slip เงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน(ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.4 เอกสาร 50 ทวิ ที่ทางบ.ออกให้(ของเรามี 2 ใบ เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.5 สัญญาจ้าง (ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.6 หนังสือรับรองเงินเดือน (ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.7 สำเนาบัตรปชช.
8.8 สำเนาทะเบียนบ้าน
8.9 สำเนาหน้า book kank บัญชีเงินเดือน
8.10 สำเนาใบจองห้องชุดคอนโด
***เอกสารทั้งหมดเราทำสำเนาไว้ 5 ชุด และยื่นทุกแบงค์ที่ติดต่อมาค่ะ(ยื่นได้ครั้งละ 5 ธ. อันนี้เราไม่แน่ใจนะคะ แต่ที่เรายื่นไปจะมีกรุงไทย,กรุงศรี,ทหารไทย และไทยพาณิชย์ค่ะ)
9.วันที่ยื่นเอกสารไปจะมีเจ้าหน้าที่จากธ.โทรมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมวุ่นวายมากค่ะต้องทำใจนิดนึง เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องเข้าสำนักงานใหญ่ ประมาณ 3 วันทำการจะทราบผลอนุมัติค่ะ(ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ๆดูแลเคสเรา และนโยบายการดำเนินงานของแต่ละธ.นะคะ) ในส่วนของเราประทับใจ scb มากค่ะเจ้าหน้าที่ดิวงานเร็วมาก ช่วยลูกค้าสุดๆ และอัพเดทงานตลอดค่ะ(อันนี้เป็นความประทับใจส่วนตัวนะคะ ถ้าสนใจเจ้าหน้าที่ท่านนี้สอบถามมาได้ค่ะ น้องน่ารักมากค่ะ)
10.เมื่อผ่าน pre approve เรานัดวันเข้าไปเซ็นต์สัญญาจะซื้อจะขาย พร้อมชำระค่าสัญญาค่ะ เราจะได้คู่ฉบับกลับมา 1 ชุดค่ะ
11.เมื่อเราได้คู่ฉบับก็แจ้งแบงค์เพื่อยื่นเรื่องกู้จริงค่ะ ของเราๆ เลือก scb เพราะประทับใจในการติดตามงาน ทางแบงค์ให้เราส่งเอกสารเพิ่มเติมคือ 1.สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย 2.โฉนดที่ดินโครงการ (การส่งเอกสารเราถ่ายรูปส่งทางไลน์ได้เลยค่ะ ง่ายมาก)
12.รอผลอนุมัติ ซึ่งผลโดยทั่วไปจะเหมือนรอบยื่น pre approve ค่ะ
13.การตรวจรับห้อง จะมีเจ้าหน้าที่โทรมานัดวันเข้าตรวจรับห้อง ซึ่งเราโง่เรื่องนี้มากจึงเลือกจ้างวิศวกรมาช่วยตรวจ defect ให้ค่ะ ราคา 3,000.- (สามารถถามอากู๋ได้เลยค่ะ แต่ของเรา sale คอนโดแนะนำมา หล่อและเท่ห์มากค่ะ) เราเสียเวลา 1 วันเต็มในการตรวจ พร้อมแก้ไข defect ทั้งหมด(Defect ห้องเรามีแค่พวกรอยสีค่ะ จึงเก็บงานวันเดียวเสร็จ)
14.เจ้าหน้าที่ธ.จะนัดเราเซ็นต์สัญญา เอกสารทำประกัน และใบมอบอำนาจ (***การทำประกันแล้วแต่เราพิจารณา แต่ของเราเลือกเบี้ยที่ถูกที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก)
15.เจ้าหน้าที่คอนโดจะโทรนัดวันโอน และจดจำนองห้อง เรานัดวันและแจ้งธ. ดำเนินการแทน //เราจะเสียค่าจดจำนองประมาณ 1% ของยอดยื่นกู้
16.เมื่อโอน และจดจำนองแล้วเสร็จ ทางคอนโดจะแจ้งให้เราเข้าไปรับกุญแจห้อง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดห้อง และเอกสารต่างๆ
...........................................เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการยื่นกู้ซื้อคอนโดค่ะ...................................................
***หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ แต่สิ่งที่เล่าไปเป็นประสบการณ์ที่เราเจอเอง และเรียนรู้เองมากับตัวค่ะ
****ในส่วนการบิ้วห้องหากท่านใดสนใจรออ่านได้ในกระทู้ต่อไปนะคะ
ซื้อคอนโดหลังแรก กับความรู้งูๆ ปลาๆ ไปหาเอาข้างหน้า
เริ่มจากการที่บ้านเกิดเราอยู่จ.สมุทรสาคร แต่มาทำงานที่กทม. และพักอาศัยอยู่บ้านญาติ ทำงานมาสักระยะ(เข้าปีที่ 10 ) เริ่มมั่นใจว่าคงไม่กลับไปอยู่บ้านเกิด จึงคิดจะซื้อคอนโดเป็นของตัวเอง(ที่เลือกซื้อคอนโดเพราะเราทำงานในเมือง การเดินทางจะใช้ bts/mrt และอยู่คนเดียว) และหากไม่มีภาระและไม่มีหนี้เราก็จะไม่มีมานะในการทำงานเก็บเงิน(เรายึดหลักที่ว่าถ้าไม่มีหนี้ก็ไม่มีของ เพราะบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร เราเองก็ทำงานเป็นพนักงานเอกชนจะเอาเงินก้อนมาซื้อของหลักหลายล้านคงเป็นไปได้ยาก)
เมื่อตัดสินใจจะซื้อ และได้ปรึกษาผ่านการอนุมัติจากแม่เรียบร้อย เราจึงเริ่มดำเนินการ
1.ขั้นแรกคือทำให้ฐานเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ผ่านในราคาคอนโดที่ต้องการซื้อ(จากที่ได้ยินคือล้านละ 8 พัน) และเคลียร์ภาระหนี้บัตรเครดิตต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะธ.จะเช็คเครดิตบูโรตอนยื่นเรื่องกู้(ในส่วนการเคลียร์หนี้ต่างๆ ทุกท่านคงทราบข้อมูลกันอยู่แล้วเราขอข้ามไปนะคะ)
2.ฐานเงินเดือนปัจจุบันที่เราได้อยู่ที่ 28,000++ แต่ด้วยเรทราคาคอนโดย่านที่เราจะซื้อค่อนข้างสูง ราคา/ห้อง(30 sq.m.) ประมาณ 3.5 ล้าน++ เราจึงต้องปั่นให้ฐานเงินเดือนสูงขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าฐานเงินจะสามารถกู้ผ่าน เราโชคดีตรงที่มีญาติที่เปิดบ. และจดทะเบียนเป็นหจก. แบบถูกต้อง เราจึงขอเป็นพนักงาน(แบบในนาม) เพื่อเวลายื่นเอกสารจะได้มีหลักฐานอ้างอิงจำพวก สัญญาจ้าง,หนังสือรับรองเงินเดือน และสลิปเงินเดือน สำหรับยื่นธ. (***แต่เราต้องเอาเงินเข้าบัญชีเพื่อยื่นยันว่าได้รับเงินเดือนจริงทุกเดือนด้วยนะคะ) เบ็ดเสร็จฐานเงิน:เดือนเรา อยู่ที่ 53,000.-
3.เราปั่น Statement แบบนี้มาเรื่อยๆ (1 ปี 2 เดือน)(โดยระหว่างนี้ก็ตระเวนดูห้องตัวอย่างคอนโดไปพลางๆ) จนได้เจอห้องที่ถูกใจ ทั้งทำเล แบบและแปลนที่ชอบ รวมถึงระยะเวลาสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่พอดีกับที่เรากำหนดไว้
4.เราจึงตัดสินใจวางเงินจอง จำนวน 5,000 บาท ซึ่งตอนที่ยอมจองห้องนั้นไปเพราะมีอีก 2 เจ้า ที่มาดูห้องพร้อมกันและจะซื้อเหมือนกัน (***ซึ่งไม่ควรทำตามอย่างยิ่งนะคะ เราสามารถจดตำแหน่ง และมาหาซื้อได้เว็ปประกาศขายต่างๆ ที่จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาที่ sale คอนโดขายค่ะ) //แต่เราเจอ sale ใจดีค่ะ นางให้เราจองไปก่อนและสามารถเปลี่ยนห้องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
5.และหลังจากที่จองไป ทาง sale จะนัดเซ็นต์สัญญาจะซื้อจะขายพร้อมชำระเงินอีก 45,000.- หลังจองประมาณ 1 สัปดาห์ แต่เราขอเวลาได้ 3 สัปดาห์ทาง sale ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ(เนื่องจากเราต้องการศึกษาตำแหน่งห้องอื่นๆ และราคาขาย resale ค่ะ)
6.จริงๆ คือมีห้องตำแหน่งอื่นๆ ที่วิวดี ขายในราคาถูกแบบขาดทุนหลายห้องเลยค่ะ แต่เราเป็นคนหัวดื้อ และจากที่วิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ตัวเองแล้วเรายังยืนยันจะเลือกห้องนี้ตามเดิมค่ะ เพราะเราเลือกแล้วเรามั่นใจแบบนั้น
7.ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขาย เราให้ sale ส่ง contact เราให้ธ.ที่เป็น partner กับทางโครงการติดต่อหาเราเพื่อยื่น pre approve ให้ผ่านก่อน (เราคิดเองว่าหากยื่นกู้ไม่ผ่านเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าสัญญา และไม่ซื้อ)
8.ขั้นตอนเตรียมเอกสารสำหรับยื่น pre approve (ในส่วนที่เราส่งให้ธ.ไปนะคะ)
8.1 แบบยื่นเสียภาษีประจำปีย้อนหลัง 2 ปี(ทางแบงค์จะเรียกว่าภงด90 หรือ 91) พร้อมใบเสร็จรับเงิน(กรณีที่มีการเสียภาษี)
8.2 Statement บัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน(ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.3 Slip เงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน(ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.4 เอกสาร 50 ทวิ ที่ทางบ.ออกให้(ของเรามี 2 ใบ เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.5 สัญญาจ้าง (ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.6 หนังสือรับรองเงินเดือน (ของเรามี 2 ชุด เพราะเราทำงาน 2 ที่)
8.7 สำเนาบัตรปชช.
8.8 สำเนาทะเบียนบ้าน
8.9 สำเนาหน้า book kank บัญชีเงินเดือน
8.10 สำเนาใบจองห้องชุดคอนโด
***เอกสารทั้งหมดเราทำสำเนาไว้ 5 ชุด และยื่นทุกแบงค์ที่ติดต่อมาค่ะ(ยื่นได้ครั้งละ 5 ธ. อันนี้เราไม่แน่ใจนะคะ แต่ที่เรายื่นไปจะมีกรุงไทย,กรุงศรี,ทหารไทย และไทยพาณิชย์ค่ะ)
9.วันที่ยื่นเอกสารไปจะมีเจ้าหน้าที่จากธ.โทรมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมวุ่นวายมากค่ะต้องทำใจนิดนึง เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องเข้าสำนักงานใหญ่ ประมาณ 3 วันทำการจะทราบผลอนุมัติค่ะ(ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ๆดูแลเคสเรา และนโยบายการดำเนินงานของแต่ละธ.นะคะ) ในส่วนของเราประทับใจ scb มากค่ะเจ้าหน้าที่ดิวงานเร็วมาก ช่วยลูกค้าสุดๆ และอัพเดทงานตลอดค่ะ(อันนี้เป็นความประทับใจส่วนตัวนะคะ ถ้าสนใจเจ้าหน้าที่ท่านนี้สอบถามมาได้ค่ะ น้องน่ารักมากค่ะ)
10.เมื่อผ่าน pre approve เรานัดวันเข้าไปเซ็นต์สัญญาจะซื้อจะขาย พร้อมชำระค่าสัญญาค่ะ เราจะได้คู่ฉบับกลับมา 1 ชุดค่ะ
11.เมื่อเราได้คู่ฉบับก็แจ้งแบงค์เพื่อยื่นเรื่องกู้จริงค่ะ ของเราๆ เลือก scb เพราะประทับใจในการติดตามงาน ทางแบงค์ให้เราส่งเอกสารเพิ่มเติมคือ 1.สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย 2.โฉนดที่ดินโครงการ (การส่งเอกสารเราถ่ายรูปส่งทางไลน์ได้เลยค่ะ ง่ายมาก)
12.รอผลอนุมัติ ซึ่งผลโดยทั่วไปจะเหมือนรอบยื่น pre approve ค่ะ
13.การตรวจรับห้อง จะมีเจ้าหน้าที่โทรมานัดวันเข้าตรวจรับห้อง ซึ่งเราโง่เรื่องนี้มากจึงเลือกจ้างวิศวกรมาช่วยตรวจ defect ให้ค่ะ ราคา 3,000.- (สามารถถามอากู๋ได้เลยค่ะ แต่ของเรา sale คอนโดแนะนำมา หล่อและเท่ห์มากค่ะ) เราเสียเวลา 1 วันเต็มในการตรวจ พร้อมแก้ไข defect ทั้งหมด(Defect ห้องเรามีแค่พวกรอยสีค่ะ จึงเก็บงานวันเดียวเสร็จ)
14.เจ้าหน้าที่ธ.จะนัดเราเซ็นต์สัญญา เอกสารทำประกัน และใบมอบอำนาจ (***การทำประกันแล้วแต่เราพิจารณา แต่ของเราเลือกเบี้ยที่ถูกที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก)
15.เจ้าหน้าที่คอนโดจะโทรนัดวันโอน และจดจำนองห้อง เรานัดวันและแจ้งธ. ดำเนินการแทน //เราจะเสียค่าจดจำนองประมาณ 1% ของยอดยื่นกู้
16.เมื่อโอน และจดจำนองแล้วเสร็จ ทางคอนโดจะแจ้งให้เราเข้าไปรับกุญแจห้อง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดห้อง และเอกสารต่างๆ
...........................................เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการยื่นกู้ซื้อคอนโดค่ะ...................................................
***หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ แต่สิ่งที่เล่าไปเป็นประสบการณ์ที่เราเจอเอง และเรียนรู้เองมากับตัวค่ะ
****ในส่วนการบิ้วห้องหากท่านใดสนใจรออ่านได้ในกระทู้ต่อไปนะคะ