เรื่อวราวความรักระหว่างหนุ่มเกาหลีและสาวไทย - ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

"ตอนนี้ผมอยู่ที่สนามบินอินชอนแล้วนะ" เขาส่งเมสเซจผ่าน Kakao Talk (เป็นแอพสื่อสารเหมือน Line แต่คนเกาหลีนิยมใช้แอพนี้มากกว่า)
"เดินทางปลอดภัยนะคะ" ฉันตอบเขา แอบรู้สึกใจหายที่เขากำลังจะไปออสเตรเลีย
ฉันไม่เคยไปออสเตรเลียแต่มีเพื่อนเป็นคนออสเตรเลียหลายคน ฉันรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนสบายๆและตลกมาก
"ฉันว่าคุณต้องชอบออสเตรเลียมากๆแน่ๆเลย ที่นั่นฉันมีเพื่อนอยู่หลายคน ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ เดี๋ยวติดต่อเพื่อนให้" ฉันเสนอความช่วยเหลือให้เขา เพราะเขาไปออสเตรเลียครั้งแรกและจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียว
"ขอบคุณครับ ตอนนี้ผมอยู่กับแม่และน้องสาว" เขาตอบมาพร้อมส่งรูปเซลฟี่กับแม่และน้องสาวมาให้ดู
"ไปคุยกับแม่และน้องเถอะ พวกเขาคงใจหายที่คุณจะไปออสเตรเลีย ขึ้นเครื่องแล้วค่อยพิมพ์มาบอก" ฉันบอกให้เขาใส่ใจคนที่บ้านตอนยังมีเวลาเพราะฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี ฉันไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะกลับไทยทุกปิดเทอม แต่ทุกเปิดเทอมเมื่อต้องกลับไปเรียนตอนคนที่บ้านมาส่งที่สนามบินฉันก็แอบใจหายตลอด มีหลายครั้งที่แอบร้องไห้คนเดียวบนเครื่องบินเพราะอยากอยู่ที่ไทยกับคนที่บ้านให้นานขึ้นอีก...

.....

"ผมขึ้นเครื่องแล้วนะ เดี๋ยวเครื่องจะออกแล้ว ผมถึงออสเตรเลียแล้วจะบอกคุณนะ ผมจะปิดเครื่องแล้วนะ ผมรู้สึกเหนื่อยมาก" เขาทักมาพร้อมส่งรูปเขาบนเครื่องบินมาให้ดู
"ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะ ยิ้ม" ฉันพิมพ์กลับไป แต่เขาไม่ได้เปิดอ่านและไม่ได้ตอบอะไร... ฉันพอจะเดาได้ว่าเครื่องคงออกแล้ว เขาคงเหนื่อยมากเพราะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อนั่งรถจากเมืองวอนจู (เขตคังวอนโด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
มาสนามบินอินชอน (ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก) เพื่อให้ทันไฟล์ทออกตอน 10 โมงเช้า

......

ฉันยังมีเวลาเหลืออยู่ที่เกาหลีอีกหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะกลับไปไต้หวัน ฉันใช้เวลากับเพื่อนๆคนเกาหลี แต่ก็ยังติดต่อกับเขาอยู่เรื่อยๆ เราคุยกันทุกวันเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆไป เขาจบด้านการบริหารการท่องเที่ยวด้วยเกรดที่สวยงามจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเขตคังวอนโด ภาษาอังกฤษของเขาแม้จะไม่ได้เก่งแบบเจ้าของภาษาหรือคนที่อยู่เมืองนอกมานานๆ แต่ก็ดีกว่ามาตราฐานภาษาอังกฤษของคนเกาหลีทั่วๆไปที่ฉันรู้จัก
ด้วยความสามารถของเขา ฉันมั่นใจว่าเขาจะสามารถทำตามความฝันของตนด้วยการไปทำงานกับบริษัทท่องเที่ยวในต่างประเทศได้สำเร็จอย่างแน่นอน ฉันจึงไม่เป็นห่วงเขามากนัก

.....

เมื่อกลับมาไต้หวันฉันเริ่มวางแผนกลับไปทำงานที่ไทย รวมทั้งต้องจัดการเรื่องเอกสารของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล ฉันเรียนแพทย์จนถึงปี 5 แล้วและเริ่มฝึกงานในโรงพยาบาลแล้วด้วย ตอนเด็กๆฉันอยากเป็นหมอมากๆ ไม่มีใครบังคับฉันเรียนสายนี้ ฉันเป็นเด็กเรียนดีและกิจกรรมเด่นมาตลอด พ่อแม่ของฉันจึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่ฉันไม่เรียนต่อให้จบและเป็นหมอให้ได้ก่อน พวกเขาอยากให้ฉันทำงานในโรงพยาบาลก่อนสักพักค่อยออกมาทำตามความฝันของตัวเอง
วิชาแพทยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจและฉันก็สนุกกับการเรียนดี ตอนเรียนทฤษฎีก็ยังรู้สึกชอบอยู่ แต่พอได้ไปฝึกงานฉันรู้สึกว่าระบบการทำงานมันไม่ใช่ฉันเลย... ฉันอยากทำงานในระบบที่ฉันมีอิสระมากกว่านั้น
ฉันเริ่มมีความฝันใหม่ที่อยากจะทำงานด้านการท่องเที่ยวและการสอนภาษา อยากจะทำการเรียนภาษาให้สนุกโดยการสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ ฝึกนักเรียนให้ได้ใช้ภาษาอย่างเป็นกันเองและเป็นธรรมชาติที่สุด ฉันอยากทำศูนย์ภาษาเล็กๆของตัวเองที่ทำให้ทุกคนที่มาเรียนต้องพยายามสื่อสารในภาษาที่ตัวเองอยากเรียนเหมือนไปอยู่ต่างประเทศ และจะมีคนหลายๆชาติมาเรียนภาษา ทำกิจกรรม และท่องเที่ยวไปด้วยกัน ฉันยังมีที่ของพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดที่อยากจะใช้มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรและเป็นสถานที่จัดตั้งแคมป์ต่างๆสำหรับเด็กหรือคนต่างชาติที่อยากมาสัมผัสชีวิตในชนบทของไทย
ฉันมีภาพความฝันที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆและตั้งใจว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะเมื่อบอกพ่อแม่ไปแล้วว่าจะไม่เรียนหมอแล้วนะ เราตกลงกันว่าฉันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างของตัวเองนับจากนี้ไป ถ้าทำไม่สำเร็จจริงๆฉันจะยอมกลับไปเรียนปีสุดท้ายให้จบและกลับเป็นหมอตามความตั้งใจเดิม ฉันขอเวลาพวกท่านสองปีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

.....

"ที่ออสเตรเลียเป็นยังไงบ้าง" ฉันถามเขาด้วยความเป็นห่วง
เขาเล่าให้ฉันฟังถึงเรื่องการเช่าบ้าน การเช่ารถ การไปเปิดบัญชีธนาคาร และการไปสมัครงานตามเอเจนซี่ต่างๆ ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็คงได้งานดั่งใจหวัง
ฉันเริ่มเล่าเรื่องต่างๆในชีวิตให้เขาฟัง เรื่องที่ฉันดรอปจากมหาวิทยาลัย เรื่องที่ทำไมฉันอยากมาเป็นครูมากกว่าหมอ เรื่องความฝันของฉัน เรื่องครอบครัวและเพื่อนๆ เขาเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ เราเริ่มโทรหากัน วีดีโอคอลหากันมากขึ้น เพราะเขาไปอยู่ที่ Perth ซึ่งอยู่ในเขตเวลาเดียวกับไต้หวัน (GMT+8) การไม่มี time difference ถือเป็นความโชคดีของพวกเรามากๆ

.....

1 เดือนหลังจากที่พวกเราเจอกันครั้งแรก เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป พวกเราสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเริ่มคุ้นกับการคุยกับเขาทุกวัน แล้ววันหนึ่งเขาก็ส่งข้อความเสียงมาหาฉัน "낫차 사랑해, 내 여자친구가 되어줄래? (รักณัชชานะ เป็นแฟนผมได้ไหม)"
ฉัน : คุณชอบฉันจริงๆหรอ
เขา : ใช่ ตอนแรกความรู้สึกผมอยู่ระหว่างชอบกับรัก แต่ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าผมรักคุณ ตอนแรกผมคิดว่าหลังจากที่เราสองคนจากกันแล้ว เราจะคุยกันน้อยลงเรื่อยๆและเราอาจจะค่อยๆกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันอีกครั้ง แต่ไม่เลย เรากลับสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ คุยกันได้ทุกเรื่อง และผมก็มั่นใจขึ้นเรื่อยๆว่านี่คือความรัก
ฉัน : คุณรู้ได้ยังไงว่ามันคือความรัก
เขา : ผมแค่รู้ว่ามันใช่แต่ผมอธิบายออกมาตรงๆไม่ได้หรอกว่าผมรู้ได้ยังไงว่ามันคือความรักเพราะมันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ คนเราถึงชอบฟังเพลงรักไงเพราะมันสื่อความรู้สึกได้ดีกว่าการพูด แต่ทุกเพลงรักก็มีมุมมองและเนื้อหาต่างกันไปเพราะคำจำกัดความของคำว่ารักของทุกคนมันต่างกัน...
ฉัน : คุณเคยคุยกับคนที่บ้านเรื่องฉันไหม
เขา : ผมบอกพวกเขาเรื่องคุณตั้งแต่เราได้เจอกันครั้งแรก ผมอยากไปเจอคุณอีก ผมบอกพวกเขาว่านั่งรถไปโซลเหนื่อยและไกลมากแต่ผมอยากเจอคุณอีก ผมบอกพวกเขาว่าคุณสวยและน่ารักมาก ตอนอยู่กับคุณผมมีความสุขมากๆ ผมคิดว่าผมเริ่มชอบคุณแล้ว
ฉัน : แล้วพวกเขาว่ายังไงบ้าง (แอบเขิน 555)
เขา : พวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่บอกว่าทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไป
ฉัน : เขารู้ไหมว่าฉันเป็นคนไทย (ฉันกังวลว่าคนที่บ้านเขาจะมองฉันผิดไปเพราะมีข่าวผู้หญิงไทยไปขายบริการที่เกาหลีเยอะ บางคนพยายามหาแฟนเกาหลีเพื่อจะได้แต่งงานกับคนเกาหลีแล้วขอวีซ่าผู้อยู่อาศัย ฉันกลัวว่าเขาจะคิดว่าฉันอยากได้ทรัพย์สินเงินทองอะไรของเขาหรือคบเขาเพื่อวีซ่าเกาหลี)
เขา : รู้สิ ผมให้พวกเขาดูรูปคุณด้วย (เรามี IG ของกันและกัน) พวกเขาก็บอกว่าคุณน่ารักดี
ฉัน : ที่บ้านคุณโอเคเรื่องคุณมีแฟนเป็นคนต่างชาติหรอ
เขา : โอเคซิ ทำไมคุณถามแบบนั้น
ฉัน : ฉันได้ข่าวมาว่าคนเกาหลีบางคนมองผู้หญิงไทยเป็นคนขายบริการ หรือมองคนเกาหลีที่แต่งงานกับคนต่างชาติว่าหาผู้หญิงเกาหลีแต่งงานด้วยไม่ได้
เขา : ผมไม่รู้ว่าคนเกาหลีคนอื่นเป็นแบบไหน แต่ผมขอโทษแทนคนเกาหลีพวกนั้นที่เขามีความคิดแบบนั้น คุณรู้อะไรไหมที่ผมไม่เคยพูดถึงพ่อเลยเพราะแม่ของผมหย่ากับพ่อของผมไปแล้ว แม่เคยบอกว่าถ้าวันหนึ่งลูกๆรักใคร เจอใครที่เขารักลูกจริงๆแม่สนับสนุนเต็มที่ ความรักที่ดีเป็นสิ่งมีค่าและหาไม่ได้ง่ายๆ
ฉัน : คุณคบกับคนต่างชาติคุณไม่กลัวคนอื่นจะมองว่าคุณหาแฟนคนเกาหลีไม่ได้หรอ คุณไม่กลัวโดนดูถูกหรือเข้าใจผิดหรอ
เขา : ผมรักคุณ แม่และน้องผมก็จะรักคุณ ผมไม่สนใจว่าคนเกาหลีคนอื่นจะมองผมยังไง ผมไม่ได้สนใจความคิดของคนอื่นอยู่แล้ว พ่อแม่ของคุณล่ะเขาจะมองว่าผมเล่นกับความรู้สึกของคุณไหม
ฉัน : ถ้าฉันรักใคร คนที่บ้านฉันก็รักด้วย เขาไม่สนหรอกว่าคุณเป็นคนที่ไหน
เขา : แม่และน้องของผมก็เหมือนกัน!
ฉัน : ในอนาคตของคุณ 5 ปี 10 ปีต่อจากนี้ คุณเห็นฉันในนั้นไหม คุณวางแผนในอนาคตยังไง เราจะคบกันแบบรักระยะไกลแบบนี้หรอ คุณทำงานที่ออสเตรเลีย ส่วนฉันทำงานที่ไทย เราแค่โทรคุยกัน และเจอกันเดือนละหรือปีละครั้งสองครั้งอย่างนั้นหรอ
เขา : ผมจะพยายามไปหาคุณทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ผมรักคุณจริงๆ ตั้งแต่ผมเห็นรูปโปรไฟล์ของคุณครั้งแรกผมก็ชอบคุณเลย ผมชอบรอยยิ้มของคุณมาก ผมอยากเจอคุณตัวจริงๆและทำให้คุณยิ้มแบบในรูปทุกๆวัน เมื่อผมได้พบคุณจริงๆผมก็รักรอยยิ้มของคุณมากขึ้นไปอีก
ฉัน : ฉันก็มีความสุขที่ได้คุยกับคุณ แต่ฉันไม่รู้ว่านี่คือความรักไหม เพราะฉันไม่มีประสบการณ์ด้านความรักให้เปรียบเทียบ แต่ฉันพร้อมจะลองเปิดโอกาสให้คุณ แต่คุณก็รู้ว่าฉันกำลังจะกลับไปทำงานที่ไทย ฉันยังไม่รู้ว่าต่อไปนี้ฉันจะมีเวลาคุยกับคุณมากน้อยแค่ไหน งานจะยุ่งไหม จะมีปัญหาอะไรไหม จะเจอคนใหม่ๆเยอะไหม ถ้าคุณมองไม่เห็นฉันในอนาคตระยะยาวฉันก็จะเปิดโอกาสให้คนอื่นที่เข้ามาชีวิตฉันได้รู้จักฉัน คุณก็เหมือนกัน เราคุยกันไปเรื่อยๆแต่คุณสามารถเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักคนอื่นได้นะ
เขา : ผมไม่อยากรู้จักคนอื่นแล้ว ผมรักคุณจริงๆ
ฉัน : แต่เราคบกันแบบรักระยะไกลแบบนี้ไปตลอดชีวิตไม่ได้ มันต้องมีคนหนึ่งที่ยอมเสียสละเผื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน
เขา : ผมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อคุณเอง ผมจะไปอยู่ที่ไทยกับคุณ ผมจะช่วยคุณทำความฝันของคุณให้เป็นความจริง ผมจะรักและดูแลคุณไปตลอดชีวิตของผม ผมพร้อมจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคุณที่ไทย
ฉัน : คุณไม่เคยมาเมืองไทยด้วยซ้ำ คุณไปถามที่บ้านก่อนไหมว่าเขาโอเคเรื่องการที่คุณจะทิ้งงานที่ออสเตรเลียมาอยู่ที่ไทยกับฉันไหม
เขา : ผมจะบอกพวกเขา แต่ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะเคารพการตัดสินใจของผม
ฉัน : บอกพวกเขาว่าถ้าคุณมั่นใจ ฉันก็พร้อมจะเดินไปกับคุณ จากวันที่คุณมาเมืองไทยความฝันของฉันจะเป็นความฝันของเราสองคน ฉันไม่ได้อยากได้เงิน ได้บ้าน หรือรถของคุณ ถ้าคุณรักฉันจริงเราจะพยายามไปด้วยกันและดูแลกันและกัน ฉันสัญญา
เขา : ผมจะคุยกับที่บ้านพรุ่งนี้และเล่าให้คุณฟังว่าพวกเขาว่าอย่างไรบ้าง...

ตอนที่ 2 จบแล้วค่ะ ยังเหลือตอนที่ 3 ตอนสุดท้ายอีกตอนหนึ่ง ฝากติดตามด้วยนะคะ

ถ้าอยากจะอ่านเรื่องราวอื่นๆของเรา ไปที่ yalliyalli.com/th/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่