เครดิตภาพจากคุณ ApitarN
................ ผู้คนในชุดแต่งดำไว้ทุกข์ ต่างต่อแถวทยอยกันเข้ามารับขันน้ำจากเจ้าภาพเพื่อรดน้ำศพ ข้างๆ ร่างอันไร้วิญญาณมีสัปเหร่อหนุ่มแก่ยืนเคียงกันอยู่ด้วยอาการสำรวม
พอเสร็จสิ้นพิธีรดน้ำต้องมัดตราสัง สองสัปเหร่อช่วยกันขมีขมัน คนแก่ร่างเล็กศีรษะล้านผิวหน้าเหี่ยวย่น อายุประมาณ 60 ชื่อบุญคำ แกทำหน้าที่ประจำวัดแห่งนี้มานาน ส่วนเด็กหนุ่มพึ่งมาทำหน้าที่ผู้ช่วย รูปร่างของเขาสูงโปร่ง สวมเชิ้ตสีขาวผูกไทต์ กางเกงขากระบอกสีกรม การแต่งกายเหมือนพวกนักศึกษา
ในงานมีคุณแม่กับนานิมาด้วย คุณแม่ยังอดมองเขาอย่างแปลกใจไม่ได้
“น่าเสียดายจัง อายุยังน้อย หน้าตาก็ออกดี น่าจะเลือกไปทำอาชีพที่มันดีกว่านี้”
“ก็ไม่เห็นแปลกนี่คะแม่ เขาเหมาะเป็นสัปเหร่อดีออก”
“ลูกรู้จักเขาเหรอ”
“ค่ะแม่ เขาชื่อเวทย์ จอมไตร ยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย แต่ใช้เวลาว่างช่วยคุณลุงทำศพ เป็นคนไม่ห่วงภาพ ผิดกับเด็กสมัยนี้ ติดภาพต้องโก้เก๋ ทำตัวไฮโซ ทั้งที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย” ลูกสาวพยักหน้า ดวงตาใสแจ่มมองไปยังชายหนุ่ม
ฝ่ายคุณแม่ครางอืมๆ มองสีหน้าสีตาของลูกสาวที่มองชายหนุ่ม กลัวใจลูกจะไปหลงเข้าให้
“อย่าไปสุงสิงด้วยมากนะลูก ลองถ้ามาทำแบบนี้ฐานะทางบ้านคงยากจนมาก”
“เวทย์ไม่ได้จนนะคะแม่ โบสถ์ วิหาร รวมทั้งศาลาหลังนี้ด้วย คุณพ่อของเขาเป็นคนบริจาครายใหญ่เลยนะคะ ฐานะคงจะดีไม่น้อย” เธอได้ยินว่าวัดนี้หมดค่าก่อสร้างโบสถ์กับวิหารไปหลายสิบล้าน เจ้าภาพใหญ่บริจาคคนเดียว คุณแม่กลอกตาไปมาแล้วเอนหลังกับเก้าอี้อย่างอ่อนระทวย
“แม่ไม่อยากเชื่อเลย ลูกแม่โดนคารมผู้ชายหลอกมาแน่ จนขนาดต้องมาอาศัยวัด แล้วจะมีเงินบริจาคหลายล้านได้ไง ต่อไปอย่าไปคบอีกนะ แม่ขอสั่งห้าม”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ” นานิมือหนุนคางอมยิ้ม มองไปยังเวทย์ ความพิเศษของเขาที่เธอยอมคบหาด้วย ไม่ใช่ที่ฐานะกับหน้าตา มันมีดีกว่านั้น
นานิ หรือชื่อเต็ม นาคินี แปลว่านาคสตรีผู้ยิ่งใหญ่ อายุสิบแปดปี เธอเกิดมามีญาณวิเศษติดตัวสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การที่เธอพอพูดคุยกับเวทย์ ทำให้รู้ว่าเป็นคนที่พิเศษกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้นที่ใครอื่นอาจมองดูว่ากำลังเหม่อลอย แท้จริงกลับลึกล้ำ ยามใดที่เธอสบตาด้วย รู้สึกตนเองกำลังจมดิ่งลงในมหาสมุทร
ทางด้านสัปเหร่อกับผู้ช่วย ก่อนนำศพลงโลง จะต้องทำพิธีมัดตราสังด้วยสายสิญจน์ เวทย์เป็นลูกมือที่ต้องคอยจดจำทุกขั้นตอน ในเวลามัดต้องบริกรรมคาถาไปด้วย ปากของบุญคำขมุบขมิบตลอดเวลา ผูกหัวแม่มือของศพที่พนมถือกรวยดอกไม้ธูปเทียน นำมาวางไว้ที่หน้าอก แล้วโยงสายสิญจน์มาที่เท้า ทำเป็น ทำเป็นบ่วงผูกข้อเท้าทั้งสองให้ติดกัน
“ทำไมต้องมัดสายสิญจน์แน่นขนาดนี้ด้วยครับ โปรเฟรสเซอร์”
คนหนุ่มถามขึ้น นี่คือศพแรกที่เขาได้ลงมือปฏิบัติจริง หลังเรียนรู้ภาคทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยมาหลายปี คำเรียกโปรเฟสเซอร์คือคำนำหน้าที่ลุงบุญคำแสนภูมิใจ แกเงยหน้ามามองตอบลูกศิษย์หนุ่มด้วยรอยยิ้ม อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ตอบคำถามด้วยสำเนียงนุ่มนวล
“ศพนี่ถูกหมอผ่าชันสูตรมาก่อน ถึงจะเย็บกลับเข้าที่เดิมแล้ว แต่เส้นเลือดแตกอยู่ข้างใน พอเขาฉีดน้ำยารักษาศพ มันตกอยู่ข้างใน ไม่กระจายไปทั่วตัว อากาศช่วงนี้มันร้อนด้วย ศพจะขึ้นอืดอย่างรวดเร็ว เราจะต้องช่วยกันมัดให้แน่นที่สุด เพื่อป้องกันโลงแตก แล้วด้ายพวกนี้มันยังช่วยซับน้ำเลือดน้ำเหลืองได้ดีด้วย”
คำตอบนั้นทำเอาเด็กหนุ่มเบิกตากว้าง จะร้องโอ้โห พยักหน้าหงึกๆ “เป็นความรู้ใหม่ ของกระผมเลยขอรับ”
“เออ ดีแล้ว เอ็งเป็นคนหัวไวดี” สัปเหร่อเฒ่ายิ้มหัวชอบใจ เอี้ยวตัวชักมีดหมอที่เหน็บเอวออกมา บริกรรมคาถางึมงำ ห่อริมปากจู๋แล้วเป่าพ่วงๆ ไปที่คมมีด เวทย์หลบกระแสน้ำลายแวบ แกบอกขั้นตอนต่อไปจะทำพิธีเบิกโลง โดยใช้มีดสับไปที่ปากโลง เวทย์เป็นคนหัวไวจดจำทุกอย่างที่สอนได้ในเพียงครั้งเดียว เช่นเดียวกับสมัยที่พ่อของเวทย์ได้มาเป็นลูกศิษย์ของโปรเฟรสเซอร์เฒ่าผู้นี้
มือผอมเส้นเลือดปูดโปน กำปมผ้าขาวห่อศพมัดเป็นปมด้านศีรษะแน่นเพื่อที่จะสะดวกในการยกศพลงโลง พอเสร็จแล้วช่วยกันยกลงบรรจุเป็นอันเสร็จพิธี เวทย์พอหันมายังทันเห็นนานิประคองแม่ลงบันไดศาลา เธอหันมายิ้มให้ด้วย ก่อนจะลับหายลงบันไดไป
............... คืนเดือนมืดอันแสนวังเวง ดวงจันทร์เสี้ยวคล้ายอยู่เหนือพุ่มต้นมะขามหน้าโกดังเก็บศพ บ้านพักของเวทย์อยู่ห่างจากโกดังเก็บศพไม่ถึงร้อยเมตร นกแสกตัวใหญ่บินมาเกาะต้นมะขามเก่าแก่ หันคอไปมามองหาเป้าหมายบางอย่างในราตรีนี้ แล้วส่งเสียงร้องแกวก แกวก..ฟังดูวิเวกเย็นเยียบ
เวทย์นั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่บนแคร่หน้าห้องพัก มีเพียงตะเกียงน้ำมันริบรี่เป็นเพื่อน พอเบื่อก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่เป็นภาพเขียนของแม่ออกมาดู แม่จากเขาไปแล้ว มีเพียงภาพเขียนจากความทรงจำเท่านั้น ชาวหิมพานต์นครมีกฎห้ามการถ่ายภาพ เพราะมันจะดูดเอาวิญญาณเข้าไปในภาพ เขาจึงมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น การตายของชาวหิมพานต์ร่างกายจะสลายเป็นอากาศธาตุทันที ไม่เหลือร่างกายให้ญาติได้ทำพิธีล่ำลาเหมือนคนในโลกนี้
แกวก..แกวก..
“พัสดุของพ่อมาแล้ว!” เวทย์ยิ้มร่าเมื่อเห็นเจ้านกแสกบินโฉบลงมา พร้อมกับกล้องกระดาษใบใหญ่ ในที่สุดมันก็หาเขาจนเจอ เจ้านกแสกกางปีกคร่อมพัสดุอย่างสุดหวง ดวงตากลมโตจ้องมองเขานิ่ง ไม่มีทางที่จะเอาของจากมันไปได้ง่ายๆ หากยังไม่ได้สิ่งแลกเปลี่ยน
“ขอบใจแกมาก เอ้านี้ บิสกิตของแก”
เขาโยนขนมออกไป เจ้านกแสนรู้ใช้จะงอยปากคาบ แล้วกระพือปีกบินหายไปในความมืดทันที เขาไม่สนใจหรอก เจ้านกจะมาตอนไหนและกลับไปยังไง ตอนนี้กำลังตื่นเต้นกับของที่พ่อส่งมาให้จากเมืองหิมพานต์นคร พอเปิดกล่องออกก็พบควายธนูทองแดง ควายธนูสีผึ้ง ควายธนูดินเหนียวจากดินเจ็ดป่าช้า รักยมที่เขาเลี้ยงไว้ปรากฏร่างออกมา เป็นเด็กธรรมดาไม่มีจุกบนหัว วัยประมาณเด็กประถม มองควายธนูตัวจิ๋วบนอุ้งมือเจ้านาย ดวงตาโตจนหลุดจากเบ้า ชี้นิ้วดิกๆ มา
“โอ้โห! นี่มันควายธนูรุ่นล่าสุดจากบริษัท Buffalo flying สุดยอดไปเลยขอรับเจ้านาย ผมพึ่งเห็นมันออกโปรโมทขาย ในนิตยสารของหิมพานต์นิวส์ ไม่ถึงอาทิตย์มานี่เอง เจ้าตัวนี้เหาะได้ด้วยความเร็วแสง+3 รวมทั้งแปลงร่างเป็นพาหนะอื่นก็ได้ ราคาของมันสูงถึง 10 โกฏิ (มาตรานับเท่ากับ 10 ล้าน) คุณพ่อของเจ้านายช่างเป็นคนใจดี และร่ำรวยอะไรขนาดนี้”
มีต่อ ...
เวทย์จอมไตร_ฉบับอ่าน และรูปแบบเสียงอ่าน
พอเสร็จสิ้นพิธีรดน้ำต้องมัดตราสัง สองสัปเหร่อช่วยกันขมีขมัน คนแก่ร่างเล็กศีรษะล้านผิวหน้าเหี่ยวย่น อายุประมาณ 60 ชื่อบุญคำ แกทำหน้าที่ประจำวัดแห่งนี้มานาน ส่วนเด็กหนุ่มพึ่งมาทำหน้าที่ผู้ช่วย รูปร่างของเขาสูงโปร่ง สวมเชิ้ตสีขาวผูกไทต์ กางเกงขากระบอกสีกรม การแต่งกายเหมือนพวกนักศึกษา
ในงานมีคุณแม่กับนานิมาด้วย คุณแม่ยังอดมองเขาอย่างแปลกใจไม่ได้
“น่าเสียดายจัง อายุยังน้อย หน้าตาก็ออกดี น่าจะเลือกไปทำอาชีพที่มันดีกว่านี้”
“ก็ไม่เห็นแปลกนี่คะแม่ เขาเหมาะเป็นสัปเหร่อดีออก”
“ลูกรู้จักเขาเหรอ”
“ค่ะแม่ เขาชื่อเวทย์ จอมไตร ยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย แต่ใช้เวลาว่างช่วยคุณลุงทำศพ เป็นคนไม่ห่วงภาพ ผิดกับเด็กสมัยนี้ ติดภาพต้องโก้เก๋ ทำตัวไฮโซ ทั้งที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย” ลูกสาวพยักหน้า ดวงตาใสแจ่มมองไปยังชายหนุ่ม
ฝ่ายคุณแม่ครางอืมๆ มองสีหน้าสีตาของลูกสาวที่มองชายหนุ่ม กลัวใจลูกจะไปหลงเข้าให้
“อย่าไปสุงสิงด้วยมากนะลูก ลองถ้ามาทำแบบนี้ฐานะทางบ้านคงยากจนมาก”
“เวทย์ไม่ได้จนนะคะแม่ โบสถ์ วิหาร รวมทั้งศาลาหลังนี้ด้วย คุณพ่อของเขาเป็นคนบริจาครายใหญ่เลยนะคะ ฐานะคงจะดีไม่น้อย” เธอได้ยินว่าวัดนี้หมดค่าก่อสร้างโบสถ์กับวิหารไปหลายสิบล้าน เจ้าภาพใหญ่บริจาคคนเดียว คุณแม่กลอกตาไปมาแล้วเอนหลังกับเก้าอี้อย่างอ่อนระทวย
“แม่ไม่อยากเชื่อเลย ลูกแม่โดนคารมผู้ชายหลอกมาแน่ จนขนาดต้องมาอาศัยวัด แล้วจะมีเงินบริจาคหลายล้านได้ไง ต่อไปอย่าไปคบอีกนะ แม่ขอสั่งห้าม”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ” นานิมือหนุนคางอมยิ้ม มองไปยังเวทย์ ความพิเศษของเขาที่เธอยอมคบหาด้วย ไม่ใช่ที่ฐานะกับหน้าตา มันมีดีกว่านั้น
นานิ หรือชื่อเต็ม นาคินี แปลว่านาคสตรีผู้ยิ่งใหญ่ อายุสิบแปดปี เธอเกิดมามีญาณวิเศษติดตัวสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การที่เธอพอพูดคุยกับเวทย์ ทำให้รู้ว่าเป็นคนที่พิเศษกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้นที่ใครอื่นอาจมองดูว่ากำลังเหม่อลอย แท้จริงกลับลึกล้ำ ยามใดที่เธอสบตาด้วย รู้สึกตนเองกำลังจมดิ่งลงในมหาสมุทร
ทางด้านสัปเหร่อกับผู้ช่วย ก่อนนำศพลงโลง จะต้องทำพิธีมัดตราสังด้วยสายสิญจน์ เวทย์เป็นลูกมือที่ต้องคอยจดจำทุกขั้นตอน ในเวลามัดต้องบริกรรมคาถาไปด้วย ปากของบุญคำขมุบขมิบตลอดเวลา ผูกหัวแม่มือของศพที่พนมถือกรวยดอกไม้ธูปเทียน นำมาวางไว้ที่หน้าอก แล้วโยงสายสิญจน์มาที่เท้า ทำเป็น ทำเป็นบ่วงผูกข้อเท้าทั้งสองให้ติดกัน
“ทำไมต้องมัดสายสิญจน์แน่นขนาดนี้ด้วยครับ โปรเฟรสเซอร์”
คนหนุ่มถามขึ้น นี่คือศพแรกที่เขาได้ลงมือปฏิบัติจริง หลังเรียนรู้ภาคทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยมาหลายปี คำเรียกโปรเฟสเซอร์คือคำนำหน้าที่ลุงบุญคำแสนภูมิใจ แกเงยหน้ามามองตอบลูกศิษย์หนุ่มด้วยรอยยิ้ม อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ตอบคำถามด้วยสำเนียงนุ่มนวล
“ศพนี่ถูกหมอผ่าชันสูตรมาก่อน ถึงจะเย็บกลับเข้าที่เดิมแล้ว แต่เส้นเลือดแตกอยู่ข้างใน พอเขาฉีดน้ำยารักษาศพ มันตกอยู่ข้างใน ไม่กระจายไปทั่วตัว อากาศช่วงนี้มันร้อนด้วย ศพจะขึ้นอืดอย่างรวดเร็ว เราจะต้องช่วยกันมัดให้แน่นที่สุด เพื่อป้องกันโลงแตก แล้วด้ายพวกนี้มันยังช่วยซับน้ำเลือดน้ำเหลืองได้ดีด้วย”
คำตอบนั้นทำเอาเด็กหนุ่มเบิกตากว้าง จะร้องโอ้โห พยักหน้าหงึกๆ “เป็นความรู้ใหม่ ของกระผมเลยขอรับ”
“เออ ดีแล้ว เอ็งเป็นคนหัวไวดี” สัปเหร่อเฒ่ายิ้มหัวชอบใจ เอี้ยวตัวชักมีดหมอที่เหน็บเอวออกมา บริกรรมคาถางึมงำ ห่อริมปากจู๋แล้วเป่าพ่วงๆ ไปที่คมมีด เวทย์หลบกระแสน้ำลายแวบ แกบอกขั้นตอนต่อไปจะทำพิธีเบิกโลง โดยใช้มีดสับไปที่ปากโลง เวทย์เป็นคนหัวไวจดจำทุกอย่างที่สอนได้ในเพียงครั้งเดียว เช่นเดียวกับสมัยที่พ่อของเวทย์ได้มาเป็นลูกศิษย์ของโปรเฟรสเซอร์เฒ่าผู้นี้
มือผอมเส้นเลือดปูดโปน กำปมผ้าขาวห่อศพมัดเป็นปมด้านศีรษะแน่นเพื่อที่จะสะดวกในการยกศพลงโลง พอเสร็จแล้วช่วยกันยกลงบรรจุเป็นอันเสร็จพิธี เวทย์พอหันมายังทันเห็นนานิประคองแม่ลงบันไดศาลา เธอหันมายิ้มให้ด้วย ก่อนจะลับหายลงบันไดไป
............... คืนเดือนมืดอันแสนวังเวง ดวงจันทร์เสี้ยวคล้ายอยู่เหนือพุ่มต้นมะขามหน้าโกดังเก็บศพ บ้านพักของเวทย์อยู่ห่างจากโกดังเก็บศพไม่ถึงร้อยเมตร นกแสกตัวใหญ่บินมาเกาะต้นมะขามเก่าแก่ หันคอไปมามองหาเป้าหมายบางอย่างในราตรีนี้ แล้วส่งเสียงร้องแกวก แกวก..ฟังดูวิเวกเย็นเยียบ
เวทย์นั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่บนแคร่หน้าห้องพัก มีเพียงตะเกียงน้ำมันริบรี่เป็นเพื่อน พอเบื่อก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่เป็นภาพเขียนของแม่ออกมาดู แม่จากเขาไปแล้ว มีเพียงภาพเขียนจากความทรงจำเท่านั้น ชาวหิมพานต์นครมีกฎห้ามการถ่ายภาพ เพราะมันจะดูดเอาวิญญาณเข้าไปในภาพ เขาจึงมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น การตายของชาวหิมพานต์ร่างกายจะสลายเป็นอากาศธาตุทันที ไม่เหลือร่างกายให้ญาติได้ทำพิธีล่ำลาเหมือนคนในโลกนี้
แกวก..แกวก..
“พัสดุของพ่อมาแล้ว!” เวทย์ยิ้มร่าเมื่อเห็นเจ้านกแสกบินโฉบลงมา พร้อมกับกล้องกระดาษใบใหญ่ ในที่สุดมันก็หาเขาจนเจอ เจ้านกแสกกางปีกคร่อมพัสดุอย่างสุดหวง ดวงตากลมโตจ้องมองเขานิ่ง ไม่มีทางที่จะเอาของจากมันไปได้ง่ายๆ หากยังไม่ได้สิ่งแลกเปลี่ยน
“ขอบใจแกมาก เอ้านี้ บิสกิตของแก”
เขาโยนขนมออกไป เจ้านกแสนรู้ใช้จะงอยปากคาบ แล้วกระพือปีกบินหายไปในความมืดทันที เขาไม่สนใจหรอก เจ้านกจะมาตอนไหนและกลับไปยังไง ตอนนี้กำลังตื่นเต้นกับของที่พ่อส่งมาให้จากเมืองหิมพานต์นคร พอเปิดกล่องออกก็พบควายธนูทองแดง ควายธนูสีผึ้ง ควายธนูดินเหนียวจากดินเจ็ดป่าช้า รักยมที่เขาเลี้ยงไว้ปรากฏร่างออกมา เป็นเด็กธรรมดาไม่มีจุกบนหัว วัยประมาณเด็กประถม มองควายธนูตัวจิ๋วบนอุ้งมือเจ้านาย ดวงตาโตจนหลุดจากเบ้า ชี้นิ้วดิกๆ มา
“โอ้โห! นี่มันควายธนูรุ่นล่าสุดจากบริษัท Buffalo flying สุดยอดไปเลยขอรับเจ้านาย ผมพึ่งเห็นมันออกโปรโมทขาย ในนิตยสารของหิมพานต์นิวส์ ไม่ถึงอาทิตย์มานี่เอง เจ้าตัวนี้เหาะได้ด้วยความเร็วแสง+3 รวมทั้งแปลงร่างเป็นพาหนะอื่นก็ได้ ราคาของมันสูงถึง 10 โกฏิ (มาตรานับเท่ากับ 10 ล้าน) คุณพ่อของเจ้านายช่างเป็นคนใจดี และร่ำรวยอะไรขนาดนี้”
มีต่อ ...