***ต้องขอโทษ เรื่องยาวหน่อยนะคะ
พ่อแม่เรามีลูก3คน คือ เรา(คนโต) น้องอีก2คน
เรื่องเริ่มจากตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่เราหย่ากันโดยที่ไม่ยอมคุยกันให้เด็ดขาด จึงไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์สินใดๆ และต่างแยกย้ายไปมีคู่ชีวิตใหม่โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ตอนแรกๆธุรกิจเล็กๆที่พ่อแม่ทำด้วยกันมายังอยู่ดี พ่อแม่ต่างใช้เงินจากธุรกิจตรงนี้โดยไม่มีใครเข้ามาดูแลธุรกิจเลย(ให้กลุ่มพนักงานที่อยู่มานานดำเนินการแทนทุกอย่าง ตั้งแต่ สั่งของ ขายของ การเงิน ภาษี ฯลฯ) เพราะทั้งสองทะเลาะกันหนักมาก เจอหน้ากันไม่ได้จะต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้นค่ะ
จนเราและแฟนที่คบกันมานานเรียนจบ แม่เราก็เกลี้ยกล่อมสารพัดว่าให้มาช่วย ที่บ้านยังมีค่าใช้จ่ายอีกเยอะ น้องๆก็ยังเรียนไม่จบ บลาๆๆ จนเราและแฟนยอมมาสานต่อธุรกิจของทางบ้าน
เราและแฟนเริ่มต้นด้วยการเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน เดือนละ18,000-20,000บาท เริ่มทำงานช่วงแรกๆ รู้ได้เลยว่าธุรกิจกำลังจะเจ๊ง เพราะพนักงาน ที่ดูแลแทนพ่อแม่ ไม่ได้มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น จากเงินหมุนในบัญชี ที่อยู่ราวๆ8แสน ตกลงไปเหลือประมาณ2-3แสน (ในเวลา3ปี) หน้าร้านโทรม สต๊อกเก่าตกรุ่นเหลือเยอะมาก
อีกอย่าง ค่าใช้จ่ายครอบครัว และหนี้สินที่พ่อแม่ยังมีอยู่ก็เยอะมาก
1.บ้านA ต้องผ่อนอีก1.5ล้าน - (ผ่อนกับญาติ) ซื้อตั้งแต่พ่อแม่ยังรักกันดี
2.บ้านB ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - (ผ่อนกับญาติอีกคน) ซื้อเพราะพ่อกะจะอยู่หลังหย่า แต่สุดท้ายให้เมียใหม่และลูกติดเมียใหม่อยู่โดยที่ตัวพ่อเองไปอยู่ต่างจังหวัด ปีนึงกลับมาที
3.บ้านC ต้องผ่อนอีก1.5ล้าน - (ผ่อนธนาคาร) ซื้อเพราะแม่จะอยู่กับสามีใหม่
4.ค่าเทอม+ค่าขนมน้องคนเล็ก ปีละ2.5แสน
5.ค่าเทอม+ค่าขนมมหาวิทยาลัยน้องคนกลาง ปีละ1.5แสน
6.อื่นๆ : ประกันรถพ่อแม่ ประกันสุขภาพ/ชีวิตพ่อแม่ น้ำมันรถพ่อแม่ ค่ากินอยู่อื่นๆของพ่อแม่
===รวมๆแล้วหาร ตกเดือนละ70,000บาท===
เราและแฟน ทำที่ร้านนี้มาเป็นเวลา 4 ปี หาไลน์สินค้าใหม่มาลง วิ่งงานโปรเจ็กต์ จนเงินหมุนกลับมา อยู่ที่ 5-6แสน จากค่าใช้จ่ายติดลบ จนเริ่มมีกำไรให้เห็น หักค่าใช้จ่ายครอบครัวแล้วเหลือ10,000-20,000บาท/เดือน ระหว่าง 4 ปีนั้น แม่ก็ให้เงินเดือนเราและแฟนเพิ่มขึ้นมาเป็นคนละ 30,000 บาท/เดือน (ได้มาเพราะเราเรียกร้อง อ้างอิงยอดเงินเดือนกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำงานราชการที่เราควรจะได้ทำถ้าแม่ไม่เรียกมาทำที่บ้าน)
อีกทั้งค่าใช้จ่ายครอบครัวก็ลดลง
1.บ้านA เหลือผ่อนอีก 5แสน
2.บ้านB ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - ตกลงกับญาติขอจ่ายแต่ดอกมาตลอด เพราะญาติไม่รีบใช้เงิน
3.บ้านC ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - (ผ่อนธนาคาร)
4.ค่าเทอม+ค่าขนมน้องคนเล็ก เรียนวิทยาลัย ปีละ1.5แสน
5.น้องคนกลางจบแล้ว
6.อื่นๆ : ประกันรถพ่อแม่ ประกันสุขภาพ/ชีวิตพ่อแม่ น้ำมันรถพ่อแม่ ค่ากินอยู่อื่นๆของพ่อแม่
===รวมๆแล้วหาร ตกเหลือเดือนละ50,000บาท===
โดยที่ปีที่4นี้ เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง
***และความเพิ่งแดง ว่าแม่เรามีได้เงินจากธุรกิจที่ร่วมลงทุนกับญาติมาโดยตลอด เดือนละ10,000-90,000บาท แล้วแต่เศรษฐกิจ (เราก็ถึงงงมาตลอดว่าแม่มีเงินไปทำหน้าทุกๆ3เดือน ทำทีครึ่งแสน)
นั่นแหละเป็นเหตุให้ เราขอเรียกประชุมกับแม่และญาติผู้ใหญ่ ให้ช่วยคิดหนทางที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด ที่ทำให้เรา รู้สึกดีขึ้นกับการทำงานทุกวันนี้หน่อย เพราะเราและแฟนเครียดมากกับภาระค่าใช้จ่ายที่แบกอยู่บนบ่า ทุกวันจะต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 20,000 ถึงจะเท่าทุนกับค่าใช้จ่ายของร้านและครอบครัว มันเครียดมากเลยค่ะ
ผลสรุปออกมาว่า สิ่งที่เราต้องจ่ายให้กับพ่อแม่มีดังนี้
1.ค่าซื้อกิจการ 1ล้านบาท - ตกลงให้ผ่อนขั้นต่ำเดือนละ10,000บาท
2.ค่าเช่าอาคารที่ดำเนินธุรกิจ(พ่อแม่เป็นเจ้าของ) - เดือนละ 30,000บาท
3.ค่ากินอยู่พ่อแม่ - รวม2คน เดือนละ 11,000บาท
4.ให้น้องทั้ง2อยู่ในอาคารที่เราเช่าฟรี (อาคารที่เราเช่าพ่อแม่ ชั้นล่างเป็นหน้าร้าน ชั้นบนอยู่อาศัย) - ค่าน้ำค่าไฟเราออกให้(ทุกคนมีห้องนอนเดี่ยวติดแอร์) และของใช้ในครัว ของใช้ในห้องน้ำ ของใช้ในบ้านอื่นๆเราเป็นคนซื้อทั้งหมด เพราะน้องคนกลางทำงานรายได้น้อยมาก ส่วนน้องคนที่ 2 ยังเรียนไม่จบค่ะ
โดยแม่จะเป็นผู้รับเงินทั้งหมด และนำไปบริหารจัดการหนี้สินเอง
เพิ่มเติมข้อมูล เราเป็นอิสระมากขึ้นจากการยกภาระหนี้สินไปให้แม่จัดการเอง และในส่วนรายได้ที่เหลือหลังหักจากตรงนั้น ก็ถือเป็นของเราและแฟนค่ะ
===เราก็ใช้ข้อตกลงนี้มาจนถึงปัจจุบัน ทำงานมา7ปีแล้วค่ะ===
สถานการณ์ปัจจุบันล่าสุดเลย พ่อเราขอให้ แบ่งทรัพย์สมบัติเลยให้ขาดกัน เพราะพ่อต้องการ ตัดการติดต่อกับแม่ให้ได้มากที่สุด โดยการหาร 5 ทุกอย่างค่ะ เป็นของพ่อ 1 ส่วน, แม่ 1 ส่วน, ลูกทั้ง 3 คนอีกคนละ 1 ส่วน
---คำถามของเราคือ---
1.เราขอซื้ออาคารที่ทำธุรกิจกับพ่อแม่ค่ะ
โดยพ่อจะขายราคาตอนซื้อคือ8ล้าน
ส่วนแม่จะขายราคาตลาดปัจจุบันคือ20ล้าน
ส่วนน้องทั้ง2นี่คือแบนเรื่องครอบครัวมานานแล้วค่ะ น้องไม่ยุ่งเรื่องปัญหาที่บ้านเลย น้องๆบอกจะไม่เอาอะไรเลยเพราะรำคาญ แต่ยังไงพ่อแม่ก็จะให้ค่ะ ถูกต้องที่สุดแล้ว
วิธีคิดเงินคือ ราคาตั้ง÷5 แล้วให้เราจ่าย4ส่วน(เพราะ1ส่วนเป็นของเราอยู่แล้ว)
ปัญหา : ญาติไกล่เกลี่ยให้เป็น 14ล้านตรงกลาง แต่แม่ยังไม่ยอม โดยยื้อเรามา1ปีกว่าแล้ว พอเราตามก็บอกว่ายุ่ง ถามไปถามมา เหตุคือแม่กลัวเงินที่เราจะจ่ายท่าน เลี้ยงท่านไม่ถึงตอนแก่ค่ะ เพราะแม่ชอบทำศัลยกรรมและสามีใหม่ก็ไม่มีรายได้ค่ะ
คำถาม : เราควรรอพอแล้วมั้ยคะ ตัดใจย้ายร้านไปหาเช่าอาคารอื่นเลยดีมั้ยคะ? หรือเราควรทำยังไงดี?
2.จากรักครอบครัวและภูมิใจในตัวเอง นับวันเราเริ่มรู้สึกด้านลบกับพ่อแม่แล้วค่ะ เรากลับรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบไปวันๆ
หนึ่ง คือโดนบังคับทำงานที่เราไม่ชอบไม่ถนัด ความฝันเราสลายจริงๆค่ะ ทุกครั้งที่เห็นเพื่อน หรือคนรอบข้างได้ทำตามฝันตัวเอง เรา กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริงๆค่ะ
สอง การมาทำงานที่ร้านคือการแบบรับปัญหาด้านการเงินของพ่อและแม่โดยตรง ซึ่งมันหนัก มากสำหรับเราและแฟน
สาม นอกจากปัญหาทางการเงินแล้ว ปัญหาส่วนตัวของพ่อแม่เองที่ยังคาราคาซัง มาตั้งแต่หย่าร้าง จนถึงทุกวันนี้10ปีได้ ก็ยังมีมาได้เรื่อยๆ ไม่เว้นสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อทำร้ายข้าวของอาละวาดเมื่อเมาและคิดถึงเรื่องแม่นอกใจ แม่เป็นโรคซึมเศร้าและติดเหล้า กินยาฆ่าตัวตายหามไปส่งโรงพยาบาลหลายครั้ง หรือแม่ทะเลาะกับสามีใหม่ สามีใหม่ทำร้ายแม่ หรือ แม่ทำร้ายตัวเอง ก็หลายครั้ง
สี่ การที่เรามาทำธุรกิจครอบครัวนี้ ผูกพันไปถึงการดูแลรับผิดชอบน้องๆไปในตัวด้วยค่ะ น้องคนกลางเรากึ่งๆเป็นออทิสติกมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และทำลายข้าวของบ่อยครั้ง(2-10ครั้ง/เดือน) ก็เป็นเรากับแฟนที่คอยดูแลพูดคุยไกล่เกลี่ยจิตใจน้องคนนี้ค่ะ ส่วนน้องคนเล็กเราก็ดูแลเหมือนเป็นผู้ปกครองเลยค่ะ ไปไหนก็พาน้องไป ดูหนัง เดินเที่ยว กินข้าว หลังเลิกงานทุกวันเราก็อยู่กัน3คนค่ะ(น้องคนกลางรักสันโดษ)
คำถาม : เราเห็นแก่ตัวหรือมองภาพไม่กว้างพอมั้ยคะ? ที่เกิดความรู้สึกโดนเอาเปรียบแบบนี้จากพ่อแม่? หรือเราควรอดทนและมองว่า ครอบครัวใครแกร่งก็ต้องดูแลคนที่เหลือหรือเปล่าคะ?
รักและเคารพท่านทั้งสองจากใจจริงตลอดมาและจากนี้ตลอดไป
เพิ่มเติมข้อมูล (8/8/63)
ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นจริงๆ เรามีกำลังใจขึ้นมามากเลยค่ะ ที่หลายๆท่านเข้ามาให้ความมั่นใจกับเรา ว่าเราทำดีแล้ว และเราสบายใจที่เราไม่ได้เห็นแก่ตัวเกินไป
แต่เราขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนของคุณแม่ เพื่อให้ทุกท่านมองเห็นในมุมมองของคุณแม่มากขึ้นไม่มากก็น้อยค่ะ
ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแม่ก็ถือว่าดีค่ะ เปิดเผยคุยกันตรงๆทุกเรื่อง แม้ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน เรื่องส่วนตัวหรือถ้าให้ทุกท่านเห็นชัดขึ้น เราคุยกันได้แม้กระทั่งเรื่องบนเตียงด้วยค่ะ
เวลาคุยกัน ในมุมมองของคุณแม่ ท่านไม่ได้คิดว่าตัวเองเอาเปรียบลูกๆเลยนะคะ มันจึงทำให้เรางง ว่าทำไมเราถึงรู้สึกถูกเอาเปรียบค่ะ โดยเราจะลิสต์ข้อที่ท่านพูดตลอดว่าท่านทำเพื่อเรากับแฟนมากแค่ไหนค่ะ
1.ท่าน ไม่ได้มองว่ามันเป็นการบังคับแต่มองว่าท่านได้ช่วยเหลือให้เรากับแฟนเป็นเจ้าของกิจการได้เร็วขึ้น ท่านมักบอกว่า "หม่าม้าลงทุนกับพวกเธอไปเท่าไหร่ กี่เดือนที่จ้างพวกเธอมาทำโดยที่พวกเธอขายของกันไม่เป็นเลย"
2.ที่ให้พวกเราซื้อกิจการต่อ ท่านก็บอกว่าท่านขายให้ 1 ล้านนี่คือถูกมากๆ เพราะสต๊อก+เงินหมุน+รถเก่า3คันนั้น มูลค่าราวๆ2ล้านบาทค่ะ ท่านบอกว่าท่านยอมขาดทุนและยอมให้ผ่อนเพราะเราเป็นลูก
3.ช่วง 3-4 ปีมานี้ที่เริ่มตกลงกับพ่อได้ เนื่องจากพ่อย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด พ่อเลยตกลงให้แม่กลับเข้ามาดูแลลูกๆได้ ตั้งแต่นั้นแม่ก็จะคอยมาช่วยงานของร้านจุกๆจิกๆจิปาถะตลอดค่ะ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เช่น ขับรถไปซื้อของให้ เอาของเคลมไปส่งให้ ถ้าเราโทรไปขอความช่วยเหลือ ท่านไม่เคยปฏิเสธเลยค่ะ
4.ในขณะที่พ่อทิ้งปัญหาทุกอย่างไปอยู่ต่างจังหวัด แม่เลือกที่จะอยู่ดูแลลูกๆค่ะ เรากับแฟนที่ยังคงมีปัญหาเรื่องธุรกิจมาปรึกษาท่านตลอด น้องคนเล็กที่ยังเรียนไม่จบ แม่ก็ยังคงคอยไปรับไปส่งและจ่ายค่าใช้จ่ายจุกจิกที่เราคงไม่รู้ค่ะ
พอเราเล่าในส่วนของมุมมองของคุณแม่ ทุกท่านรู้สึกเป็นยังไงกันบ้างคะ?
ความรับผิดชอบที่ ลูกควรมีแก่พ่อแม่ คำว่าเพียงพอเหมาะสมคือตรงไหนคะ
พ่อแม่เรามีลูก3คน คือ เรา(คนโต) น้องอีก2คน
เรื่องเริ่มจากตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่เราหย่ากันโดยที่ไม่ยอมคุยกันให้เด็ดขาด จึงไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์สินใดๆ และต่างแยกย้ายไปมีคู่ชีวิตใหม่โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ตอนแรกๆธุรกิจเล็กๆที่พ่อแม่ทำด้วยกันมายังอยู่ดี พ่อแม่ต่างใช้เงินจากธุรกิจตรงนี้โดยไม่มีใครเข้ามาดูแลธุรกิจเลย(ให้กลุ่มพนักงานที่อยู่มานานดำเนินการแทนทุกอย่าง ตั้งแต่ สั่งของ ขายของ การเงิน ภาษี ฯลฯ) เพราะทั้งสองทะเลาะกันหนักมาก เจอหน้ากันไม่ได้จะต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้นค่ะ
จนเราและแฟนที่คบกันมานานเรียนจบ แม่เราก็เกลี้ยกล่อมสารพัดว่าให้มาช่วย ที่บ้านยังมีค่าใช้จ่ายอีกเยอะ น้องๆก็ยังเรียนไม่จบ บลาๆๆ จนเราและแฟนยอมมาสานต่อธุรกิจของทางบ้าน
เราและแฟนเริ่มต้นด้วยการเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน เดือนละ18,000-20,000บาท เริ่มทำงานช่วงแรกๆ รู้ได้เลยว่าธุรกิจกำลังจะเจ๊ง เพราะพนักงาน ที่ดูแลแทนพ่อแม่ ไม่ได้มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น จากเงินหมุนในบัญชี ที่อยู่ราวๆ8แสน ตกลงไปเหลือประมาณ2-3แสน (ในเวลา3ปี) หน้าร้านโทรม สต๊อกเก่าตกรุ่นเหลือเยอะมาก
อีกอย่าง ค่าใช้จ่ายครอบครัว และหนี้สินที่พ่อแม่ยังมีอยู่ก็เยอะมาก
1.บ้านA ต้องผ่อนอีก1.5ล้าน - (ผ่อนกับญาติ) ซื้อตั้งแต่พ่อแม่ยังรักกันดี
2.บ้านB ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - (ผ่อนกับญาติอีกคน) ซื้อเพราะพ่อกะจะอยู่หลังหย่า แต่สุดท้ายให้เมียใหม่และลูกติดเมียใหม่อยู่โดยที่ตัวพ่อเองไปอยู่ต่างจังหวัด ปีนึงกลับมาที
3.บ้านC ต้องผ่อนอีก1.5ล้าน - (ผ่อนธนาคาร) ซื้อเพราะแม่จะอยู่กับสามีใหม่
4.ค่าเทอม+ค่าขนมน้องคนเล็ก ปีละ2.5แสน
5.ค่าเทอม+ค่าขนมมหาวิทยาลัยน้องคนกลาง ปีละ1.5แสน
6.อื่นๆ : ประกันรถพ่อแม่ ประกันสุขภาพ/ชีวิตพ่อแม่ น้ำมันรถพ่อแม่ ค่ากินอยู่อื่นๆของพ่อแม่
===รวมๆแล้วหาร ตกเดือนละ70,000บาท===
เราและแฟน ทำที่ร้านนี้มาเป็นเวลา 4 ปี หาไลน์สินค้าใหม่มาลง วิ่งงานโปรเจ็กต์ จนเงินหมุนกลับมา อยู่ที่ 5-6แสน จากค่าใช้จ่ายติดลบ จนเริ่มมีกำไรให้เห็น หักค่าใช้จ่ายครอบครัวแล้วเหลือ10,000-20,000บาท/เดือน ระหว่าง 4 ปีนั้น แม่ก็ให้เงินเดือนเราและแฟนเพิ่มขึ้นมาเป็นคนละ 30,000 บาท/เดือน (ได้มาเพราะเราเรียกร้อง อ้างอิงยอดเงินเดือนกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำงานราชการที่เราควรจะได้ทำถ้าแม่ไม่เรียกมาทำที่บ้าน)
อีกทั้งค่าใช้จ่ายครอบครัวก็ลดลง
1.บ้านA เหลือผ่อนอีก 5แสน
2.บ้านB ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - ตกลงกับญาติขอจ่ายแต่ดอกมาตลอด เพราะญาติไม่รีบใช้เงิน
3.บ้านC ต้องผ่อนอีก1.2ล้าน - (ผ่อนธนาคาร)
4.ค่าเทอม+ค่าขนมน้องคนเล็ก เรียนวิทยาลัย ปีละ1.5แสน
5.น้องคนกลางจบแล้ว
6.อื่นๆ : ประกันรถพ่อแม่ ประกันสุขภาพ/ชีวิตพ่อแม่ น้ำมันรถพ่อแม่ ค่ากินอยู่อื่นๆของพ่อแม่
===รวมๆแล้วหาร ตกเหลือเดือนละ50,000บาท===
โดยที่ปีที่4นี้ เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง
***และความเพิ่งแดง ว่าแม่เรามีได้เงินจากธุรกิจที่ร่วมลงทุนกับญาติมาโดยตลอด เดือนละ10,000-90,000บาท แล้วแต่เศรษฐกิจ (เราก็ถึงงงมาตลอดว่าแม่มีเงินไปทำหน้าทุกๆ3เดือน ทำทีครึ่งแสน)
นั่นแหละเป็นเหตุให้ เราขอเรียกประชุมกับแม่และญาติผู้ใหญ่ ให้ช่วยคิดหนทางที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด ที่ทำให้เรา รู้สึกดีขึ้นกับการทำงานทุกวันนี้หน่อย เพราะเราและแฟนเครียดมากกับภาระค่าใช้จ่ายที่แบกอยู่บนบ่า ทุกวันจะต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 20,000 ถึงจะเท่าทุนกับค่าใช้จ่ายของร้านและครอบครัว มันเครียดมากเลยค่ะ
ผลสรุปออกมาว่า สิ่งที่เราต้องจ่ายให้กับพ่อแม่มีดังนี้
1.ค่าซื้อกิจการ 1ล้านบาท - ตกลงให้ผ่อนขั้นต่ำเดือนละ10,000บาท
2.ค่าเช่าอาคารที่ดำเนินธุรกิจ(พ่อแม่เป็นเจ้าของ) - เดือนละ 30,000บาท
3.ค่ากินอยู่พ่อแม่ - รวม2คน เดือนละ 11,000บาท
4.ให้น้องทั้ง2อยู่ในอาคารที่เราเช่าฟรี (อาคารที่เราเช่าพ่อแม่ ชั้นล่างเป็นหน้าร้าน ชั้นบนอยู่อาศัย) - ค่าน้ำค่าไฟเราออกให้(ทุกคนมีห้องนอนเดี่ยวติดแอร์) และของใช้ในครัว ของใช้ในห้องน้ำ ของใช้ในบ้านอื่นๆเราเป็นคนซื้อทั้งหมด เพราะน้องคนกลางทำงานรายได้น้อยมาก ส่วนน้องคนที่ 2 ยังเรียนไม่จบค่ะ
โดยแม่จะเป็นผู้รับเงินทั้งหมด และนำไปบริหารจัดการหนี้สินเอง
เพิ่มเติมข้อมูล เราเป็นอิสระมากขึ้นจากการยกภาระหนี้สินไปให้แม่จัดการเอง และในส่วนรายได้ที่เหลือหลังหักจากตรงนั้น ก็ถือเป็นของเราและแฟนค่ะ
===เราก็ใช้ข้อตกลงนี้มาจนถึงปัจจุบัน ทำงานมา7ปีแล้วค่ะ===
สถานการณ์ปัจจุบันล่าสุดเลย พ่อเราขอให้ แบ่งทรัพย์สมบัติเลยให้ขาดกัน เพราะพ่อต้องการ ตัดการติดต่อกับแม่ให้ได้มากที่สุด โดยการหาร 5 ทุกอย่างค่ะ เป็นของพ่อ 1 ส่วน, แม่ 1 ส่วน, ลูกทั้ง 3 คนอีกคนละ 1 ส่วน
---คำถามของเราคือ---
1.เราขอซื้ออาคารที่ทำธุรกิจกับพ่อแม่ค่ะ
โดยพ่อจะขายราคาตอนซื้อคือ8ล้าน
ส่วนแม่จะขายราคาตลาดปัจจุบันคือ20ล้าน
ส่วนน้องทั้ง2นี่คือแบนเรื่องครอบครัวมานานแล้วค่ะ น้องไม่ยุ่งเรื่องปัญหาที่บ้านเลย น้องๆบอกจะไม่เอาอะไรเลยเพราะรำคาญ แต่ยังไงพ่อแม่ก็จะให้ค่ะ ถูกต้องที่สุดแล้ว
วิธีคิดเงินคือ ราคาตั้ง÷5 แล้วให้เราจ่าย4ส่วน(เพราะ1ส่วนเป็นของเราอยู่แล้ว)
ปัญหา : ญาติไกล่เกลี่ยให้เป็น 14ล้านตรงกลาง แต่แม่ยังไม่ยอม โดยยื้อเรามา1ปีกว่าแล้ว พอเราตามก็บอกว่ายุ่ง ถามไปถามมา เหตุคือแม่กลัวเงินที่เราจะจ่ายท่าน เลี้ยงท่านไม่ถึงตอนแก่ค่ะ เพราะแม่ชอบทำศัลยกรรมและสามีใหม่ก็ไม่มีรายได้ค่ะ
คำถาม : เราควรรอพอแล้วมั้ยคะ ตัดใจย้ายร้านไปหาเช่าอาคารอื่นเลยดีมั้ยคะ? หรือเราควรทำยังไงดี?
2.จากรักครอบครัวและภูมิใจในตัวเอง นับวันเราเริ่มรู้สึกด้านลบกับพ่อแม่แล้วค่ะ เรากลับรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบไปวันๆ
หนึ่ง คือโดนบังคับทำงานที่เราไม่ชอบไม่ถนัด ความฝันเราสลายจริงๆค่ะ ทุกครั้งที่เห็นเพื่อน หรือคนรอบข้างได้ทำตามฝันตัวเอง เรา กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริงๆค่ะ
สอง การมาทำงานที่ร้านคือการแบบรับปัญหาด้านการเงินของพ่อและแม่โดยตรง ซึ่งมันหนัก มากสำหรับเราและแฟน
สาม นอกจากปัญหาทางการเงินแล้ว ปัญหาส่วนตัวของพ่อแม่เองที่ยังคาราคาซัง มาตั้งแต่หย่าร้าง จนถึงทุกวันนี้10ปีได้ ก็ยังมีมาได้เรื่อยๆ ไม่เว้นสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อทำร้ายข้าวของอาละวาดเมื่อเมาและคิดถึงเรื่องแม่นอกใจ แม่เป็นโรคซึมเศร้าและติดเหล้า กินยาฆ่าตัวตายหามไปส่งโรงพยาบาลหลายครั้ง หรือแม่ทะเลาะกับสามีใหม่ สามีใหม่ทำร้ายแม่ หรือ แม่ทำร้ายตัวเอง ก็หลายครั้ง
สี่ การที่เรามาทำธุรกิจครอบครัวนี้ ผูกพันไปถึงการดูแลรับผิดชอบน้องๆไปในตัวด้วยค่ะ น้องคนกลางเรากึ่งๆเป็นออทิสติกมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และทำลายข้าวของบ่อยครั้ง(2-10ครั้ง/เดือน) ก็เป็นเรากับแฟนที่คอยดูแลพูดคุยไกล่เกลี่ยจิตใจน้องคนนี้ค่ะ ส่วนน้องคนเล็กเราก็ดูแลเหมือนเป็นผู้ปกครองเลยค่ะ ไปไหนก็พาน้องไป ดูหนัง เดินเที่ยว กินข้าว หลังเลิกงานทุกวันเราก็อยู่กัน3คนค่ะ(น้องคนกลางรักสันโดษ)
คำถาม : เราเห็นแก่ตัวหรือมองภาพไม่กว้างพอมั้ยคะ? ที่เกิดความรู้สึกโดนเอาเปรียบแบบนี้จากพ่อแม่? หรือเราควรอดทนและมองว่า ครอบครัวใครแกร่งก็ต้องดูแลคนที่เหลือหรือเปล่าคะ?
รักและเคารพท่านทั้งสองจากใจจริงตลอดมาและจากนี้ตลอดไป
เพิ่มเติมข้อมูล (8/8/63)
ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นจริงๆ เรามีกำลังใจขึ้นมามากเลยค่ะ ที่หลายๆท่านเข้ามาให้ความมั่นใจกับเรา ว่าเราทำดีแล้ว และเราสบายใจที่เราไม่ได้เห็นแก่ตัวเกินไป
แต่เราขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนของคุณแม่ เพื่อให้ทุกท่านมองเห็นในมุมมองของคุณแม่มากขึ้นไม่มากก็น้อยค่ะ
ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแม่ก็ถือว่าดีค่ะ เปิดเผยคุยกันตรงๆทุกเรื่อง แม้ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน เรื่องส่วนตัวหรือถ้าให้ทุกท่านเห็นชัดขึ้น เราคุยกันได้แม้กระทั่งเรื่องบนเตียงด้วยค่ะ
เวลาคุยกัน ในมุมมองของคุณแม่ ท่านไม่ได้คิดว่าตัวเองเอาเปรียบลูกๆเลยนะคะ มันจึงทำให้เรางง ว่าทำไมเราถึงรู้สึกถูกเอาเปรียบค่ะ โดยเราจะลิสต์ข้อที่ท่านพูดตลอดว่าท่านทำเพื่อเรากับแฟนมากแค่ไหนค่ะ
1.ท่าน ไม่ได้มองว่ามันเป็นการบังคับแต่มองว่าท่านได้ช่วยเหลือให้เรากับแฟนเป็นเจ้าของกิจการได้เร็วขึ้น ท่านมักบอกว่า "หม่าม้าลงทุนกับพวกเธอไปเท่าไหร่ กี่เดือนที่จ้างพวกเธอมาทำโดยที่พวกเธอขายของกันไม่เป็นเลย"
2.ที่ให้พวกเราซื้อกิจการต่อ ท่านก็บอกว่าท่านขายให้ 1 ล้านนี่คือถูกมากๆ เพราะสต๊อก+เงินหมุน+รถเก่า3คันนั้น มูลค่าราวๆ2ล้านบาทค่ะ ท่านบอกว่าท่านยอมขาดทุนและยอมให้ผ่อนเพราะเราเป็นลูก
3.ช่วง 3-4 ปีมานี้ที่เริ่มตกลงกับพ่อได้ เนื่องจากพ่อย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด พ่อเลยตกลงให้แม่กลับเข้ามาดูแลลูกๆได้ ตั้งแต่นั้นแม่ก็จะคอยมาช่วยงานของร้านจุกๆจิกๆจิปาถะตลอดค่ะ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เช่น ขับรถไปซื้อของให้ เอาของเคลมไปส่งให้ ถ้าเราโทรไปขอความช่วยเหลือ ท่านไม่เคยปฏิเสธเลยค่ะ
4.ในขณะที่พ่อทิ้งปัญหาทุกอย่างไปอยู่ต่างจังหวัด แม่เลือกที่จะอยู่ดูแลลูกๆค่ะ เรากับแฟนที่ยังคงมีปัญหาเรื่องธุรกิจมาปรึกษาท่านตลอด น้องคนเล็กที่ยังเรียนไม่จบ แม่ก็ยังคงคอยไปรับไปส่งและจ่ายค่าใช้จ่ายจุกจิกที่เราคงไม่รู้ค่ะ
พอเราเล่าในส่วนของมุมมองของคุณแม่ ทุกท่านรู้สึกเป็นยังไงกันบ้างคะ?